การพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงปลาดุกอินทรีย์ในกระชังบกเพื่อรองรับภัยแล้งและความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกร อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ การพัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลาดุกอินทรีย์ในกระชังบกเพื่อรองรับภัยแล้งและความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกร อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการเลี้ยงปลาดุกอินทรีย์ในกระชังบกที่เหมาะสมยกระดับรายได้ให้กับชุมชน โดยการทดลองเปรียบเทียบรูปแบบการเลี้ยงที่ระดับความหนาแน่นแตกต่างกัน ทำการวางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด (Completely Randomized Design) มี 3 หน่วยการทดลอง แบ่งเป็น 3 ซ้ำ ได้แก่ ระดับความหนาแน่น 150 ตัวต่อกระชัง ระดับความหนาแน่น 200 ตัวต่อกระชัง ระดับความหนาแน่น 250 ตัวต่อกระชัง พบว่าพารามิเตอร์การเจริญเติบโตทั้งหมดไม่มีความแตกทางสถิติ (P>0.05) ซึ่งปลาดุกที่เลี้ยงระดับความหนาแน่น 150 ตัวต่อกระชัง มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 2.60?0.10 กรัม น้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ยเท่ากับ 167.55?1.96 กรัม อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเฉลี่ยเท่ากับ 4.62?0.11 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน อัตราการรอดตายเฉลี่ยเท่ากับ 75.33?0.66 เปอร์เซ็นต์ ปลาดุกที่เลี้ยงระดับความหนาแน่น 200 ตัวต่อกระชัง มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 2.63?0.05 กรัม น้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ยเท่ากับ 127.55?1.95 กรัม อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเฉลี่ยเท่ากับ 4.29?0.18 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน อัตราการรอดตายเฉลี่ยเท่ากับ 72.10?1.52 เปอร์เซ็นต์ และปลาดุกที่เลี้ยงระดับความหนาแน่น 250 ตัวต่อกระชัง มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 2.60?0.09 กรัม น้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ยเท่ากับ 98.13?1.89 กรัม อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเฉลี่ยเท่ากับ 4.03?0.06 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน อัตราการรอดตายเฉลี่ยเท่ากับ 71.46?0.23 เปอร์เซ็นต์ การศึกษาความพึงพอใจของเกษตรกรต่อรูปแบบการเลี้ยงปลาดุกอินทรีย์ในกระชังบก ในอำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยทำการสำรวจแบบสอบถามกับเกษตรกรต้นแบบการเลี้ยงปลาดุกอินทรีย์ในกระชังบก ช่วงเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2564 จำนวน 30 คน พบว่า เกษตรกรต้นแบบส่วนใหญ่มีทั้งเพศชาย และเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 50 อายุเกษตรกรต้นแบบส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 41 – 50 ปี คิดเป็นร้อยละ 46.7 มีความพึงพอใจโดยภาพรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (x ? =4.50, S.D. = 0.45) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความพึงพอใจที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านคุณภาพของการจัดกิจกรรม (x ? =4.58, S.D. = 0.47) รองลงมาคือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (x ? =4.56, S.D. = 0.52) ด้านคณะทำงาน (x ? =4.48, S.D. = 0.60) และด้านกระบวนการขั้นตอน ในการจัดกิจกรรม (x ? =4.44, S.D. = 0.50) ตามลำดับ การศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการเลี้ยงปลาดุกอินทรีย์ในกระชังบก เป็นที่พึงพอใจอย่างมากของเกษตรต้นแบบในอำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ และสามารถเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมหรือเป็นอาชีพหลักทางการเกษตรด้านการประมง เพื่อเพิ่มอาหารในครัวเรือนและในชุมชน ทำให้ให้เกิดความมั่นคงทางอาหารและเกษตรในชุมชนอาจมีรายได้เพิ่มมากขึ้นคำสำคัญ : ปลาดุก, กระชังบก, การเลี้ยงแบบอินทรีย์