การประเมินคุณค่าทางโภชนะของวัตถุดิบอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 2 ชุดโครงการย่อย คือ ชุดโครงการย่อยที่ 1 การจัดทำและปรับปรุงฐานข้อมูลคุณค่าทางโภชนะของวัตถุดิบอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง ประกอบด้วย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการการรวบรวมและจัดทำข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนะของพืชอาหารสัตว์ ดำเนินการในพืชอาหารสัตว์และพืชพื้นเมืองที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ ข้อมูลที่ได้จากการสืบค้น รวบรวมผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการต่างๆ รวมทั้งจากงานวิจัย และการเก็บตัวอย่างหญ้าอาหารสัตว์ 17 ชนิด ถั่วอาหารสัตว์ 9 ชนิด ที่อายุต่างๆกัน มาวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารสัตว์ รวมทั้งสิ้น 2,057 ตัวอย่าง พบว่า ข้อมูลที่ได้มีความแปรปรวนน้อยมาก ค่าใกล้เคียงกับที่เคยมีรายงานไว้เดิม และโครงการการรวบรวมและจัดทำข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนะของวัตถุดิบอาหารสัตว์ ข้อมูลที่รวบรวม วิเคราะห์ คัดกรองข้อมูล และเก็บตัวอย่างวัตถุดิบอาหารข้นและวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรมาวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนะอาหารสัตว์ รวมทั้งสิ้น 3,531 ตัวอย่าง ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปปรับปรุงข้อมูลคุณค่าทางโภชนะอาหารสัตว์เดิม ข้อมูลทั้งหมดนำมาจัดทำเป็นตารางคุณค่าทางอาหารสัตว์ ของพืชอาหารสัตว์ และของวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยแสดงค่าวิเคราะห์โดยประมาณ (proximate) ส่วนประกอบของผนังเซลล์ (detergent fiber) แร่ธาตุ และพลังงาน ส่วนชุดโครงการย่อยที่ 2 การสร้างสมการทำนายค่าพลังงานใช้ประโยชน์ได้ของวัตถุดิบอาหารสัตว์ ประกอบด้วย 3 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการ สร้างสมการทำนายค่าพลังงานใช้ประโยชน์ได้ของหญ้า ถั่วแห้ง และวัตถุดิบอาหารข้น พบว่า ส่วนประกอบทางเคมีหลายค่ามีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกับค่า ME และ OMD เมื่อนำมาสร้างสมการถดถอยพหุเชิงเส้นตรง สามารถสร้างสมการทำนายค่า ME และ OMD ของหญ้าแห้ง ถั่วแห้ง วัตถุดิบอาหารข้น และวัตถุดิบจากพืช ที่มีค่าสัมประสิทธิ์ในการทำนายสูงสุด (R2) ไม่น้อยกว่า 0.60 การทดสอบความแม่นยำของสมการโดยใช้กลุ่มตัวอย่างทดสอบ (validation group) พบว่า ค่า ME และ OMD ที่ได้จากวิธีการวัดแก็สกับที่ได้จากสมการทำนายไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p >0.05)