Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2566

การศึกษาสถานการณ์การใช้และการได้รับสัมผัสวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลในประเทศไทย (ปีที่ 3)

ปรัญรัชต์ ธนวิยุทธ์ภัคดี สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2566

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ปัจจุบันประเทศไทยอนุญาตให้ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลรวม 9 ชนิด ได้แก่ acesulfame-K, alitame, aspartame, neotame, cyclamate, saccharin, sucralose, thaumatin และ steviol glycosides เพื่อตอบรับนโยบายลดการบริโภคน้ำตาลภาคอุตสาหกรรมมีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพิ่มมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคจึงมีความสำคัญที่ต้องมีโครงการการศึกษาสถานการณ์การใช้และการได้รับสัมผัสวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลในประเทศไทยโดยอาศัยหลักการของการประเมินความเสี่ยง (Risk assessment) การศึกษาวิจัยนี้เป็นโครงการวิจัยระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปีที่ 1 ระหว่างปี 2563-2564 ตามงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. รหัสโครงการ POP6305030970 (25/2/2563-24/ 2/2564) ปีที่ 2 ระหว่างปี 2565 - 2566 รหัสโครงการ POP6305030420 (1/2/2565-31/1/66) และปีที่ 3 ในปี 2566 รหัสโครงการ POP6605032020 (28/4/2566-27/12/66) การดำเนินการวิจัยมีการดำเนินการตามขั้นตอนเป็นลำดับดังนี้ คือมีการดำเนินการโดยการสำรวจตลาดเกี่ยวกับสถานการณ์การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การเตรียมเครื่องมือ (แบบสอบถาม และ สมุดภาพ) การเก็บข้อมูลการบริโภค การวิเคราะห์สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การประเมินการได้รับสัมผัสสารให้ความหวานแทนน้ำตาล การประเมินความเสี่ยงโยการเปรียบเทียบกับค่า acceptable daily intake ของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแต่ละชนิด การประชุมผู้มีส่วนได้เสียเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ และ รายงานฉบับสมบูรณ์ โดยการดำเนินการวิจัยตลอด 3 ปี ดำเนินการภายใต้การรับรองจริยธรรมที่ต่ออายุทุกปี คือ MUSSIRB No. 2020/093(B1) 14 เมษายน 2563 (ปี 1), 14 เมษายน 2564 (ปี 2) และ 14 เมษายน 2565 (ปี 3) เพื่อสำรวจการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในประชากรไทย กลุ่มเป้าหมาย 5 ช่วงอายุ คือ ช่วงอายุ 3-9 ปี, 10-18 ปี, 19-39 ปี, 40-59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป จำนวนประชากรที่ศึกษาทั้งสิ้น 2,114 คน ซึ่งอาศัยในพื้นทีสุ่มเพื่อเป็นตัวแทนของภูมิภาคจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ อุบลราชธานี และสงขลา การสำรวจตลาดอาหารและเครื่องดื่มดำเนินการตามหมวดหมู่อาหารและเครื่องดื่มตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉฉบับที่ 444 พ.ศ. 2566 เพื่อทราบจำนวนอาหารและเครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ณ. ช่วงเวลานั้น (ช่วงเดือนมีนาคม 2563-พฤษภาคม 2563) การเตรียมเครื่องมือการวิจัยเริ่มจากการถ่ายภาพอาหารและเครื่องดื่มที่สำรวจได้จากการสำรวจตลาดเพื่อจัดเตรียมสมุดภาพสำหรับช่วยทบทวนความจำของผู้บริโภคขณะสัมภาษณ์การบริโภค แบบสอบถามที่จัดทำขึ้นประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ข้อมูลน้ำหนัก/ส่วนสูง ความรู้ ทัศนคติ และการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามความถี่อาหารบริโภคกึ่งปริมาณ (Semi-FFQ) แบบสอบถามผ่านการทดสอบความเชื่อมั่นเพื่อดูความสัมพันธ์ของแบบสอบถามในรายหัวข้อ โดยมีค่า Cronbach’s Alpha ที่ 0.9 ข้อมูลการบริโภคทั้งหมดได้มีการจัดการข้อมูลโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 การคำนวณปริมาณการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมีการคำนวณในรูปแบบของประชากรทั้งหมด (per capita) และ รูปแบบของผู้ที่บริโภค (eater only) ปริมาณการบริโภคของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มแสดงเป็นค่าเฉลี่ยและเปอร์เซ็นไทล์ในหน่วยกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวต่อวันซึ่งใช้ในการคำนวณการสัมผัสในปีที่ 3 ของการศึกษาวิจัย ในส่วนที่ 2 ดำเนินการโดยการจัดลำดับข้อมูลการบริโภคเพื่อให้ได้ข้อมูลการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีความถี่ในการบริโภคร้อยละ 1 ของประชากรทั้งหมด หมายความว่ารายการอาหารและเครื่องดื่มใดที่มีการบริโภค 21 คนขึ้นไปจะเก็บเป็นตัวแทนของตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์หาระดับของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลโดย UHPLC-ESI-MS/MS จากการการดำเนินการวิจัยได้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นปัจจุบัน 3 ข้อมูล คือ 1. ข้อมูลปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลของแต่ละกลุ่มอายุ 2. ข้อมูลความเข้มข้นของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และ 3. ข้อมูลน้ำหนักตัวเฉลี่ยของแต่ละช่วงอายุ ข้อมูลเหล่านี้จะใช้ในการคำนวณการได้รับสัมผัสสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในประชากรไทย ข้อมูลการได้รับสัมผัสสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแต่ละชนิดจะใช้ในการเปรียบเทียบกับค่า Acceptable daily intake (ADI) ของสารให้ความหวานแต่ละชนิดโดยใช้ สมการ Hazard quotient หากมีค่ามากกว่า 1 แสดงถึงความเสี่ยงต่อการได้รับสัมผัสสารให้ความหวานแทนน้ำตาลชนิดนั้นๆ ซึ่งต้องมีมาตรการในการเฝ้าระวังความปลอดภัยของผู้บริโภค เช่น การปรับสูตรในการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม สำหรับสารให้ความหวานแทนน้ำตาลชนิดที่มีโอกาสของความเสี่ยงต่อสุขภาพ หรือการพิจารณากำหนดค่าใหม่ของ Maximum limit ของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลชนิดที่มีโอกาสของความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารหรือเครื่องดื่มที่เป็น main contributor ผลการศึกษาพบว่าอาหารและเครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาล จำนวน 1285 ผลิตภัณฑ์ โดยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์ปรุงรส และ ผลิตภัณฑ์สารให้ความหวานที่ใช้ในการเติม คิดเป็น 51, 43, 4 และ 2% ตามลำดับ สารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่พบในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีจำหน่ายในช่วงเวลาที่สำรวจพบ 7 ชนิด คือ อะเซซัลเฟม-โพแทสเซียม ซูคราโลส แอสพาเทม นีโอเทม แซคคาริน ไซคลาเมต และ สติวิออลไกลโคไซด์ โดยมีรูปแบบการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหลายรูปแบบ คือ มีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล 1 ชนิดในผลิตภัณฑ์ และแบบใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลร่วมกันแบบ 2, 3 และ 4 ชนิดในผลิตภัณฑ์ สารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่พบว่ามีiรูปแบบการใช้แบบชนิดเดี่ยวมากที่สุดคือ ซูคราโลส (28%), รูปแบบการใช้แบบผสมสองชนิดมากที่สุดคือ อะเซซัลเฟม-โพแทสเซียม กับ ซูคราโลส (20%) มีรูปแบบการใช้แบบผสมสามชนิดมากที่สุดคือ อะเซซัลเฟม-โพแทสเซียม -ซูคราโลส -แอสพาเทม (6%) และมีรูปแบบการใช้แบบผสมสี่ชนิดมากที่สุดคือ อะเซซัลเฟม-โพแทสเซียม -แอสพาเทม -แซคคาริน และ ไซคลาเมต (2%) มีการประชุมร่วมกับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาเกี่ยวกับข้อมูลความเข้มข้นของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแต่ละชนิดที่จะใช้ในการคำนวณการได้รับสัมผัส มีข้อคิดเห็นร่วมกันว่า ผลิตภัณฑ์ใดที่มีค่าความเข้มข้นของตัวเองจะใช้ค่าความเข้มข้นจริงในการคำนวณ แต่ผลิตภัณฑ์ใดในหมวดนั้นๆ ที่ไม่มีค่าความเข้มข้นจะใช้ค่าเฉลี่ยของความเข้มข้นของแต่ละหมวดในการคำนวณ โดยแหล่งที่มาของข้อมูลมาจาก 2 แหล่ง ข้อมูลความเข้มข้นของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ได้จากการวิเคราะห์ (233 ตัวอย่าง) จากการสนับสนุนข้อมูลความเข้มข้นของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลของภาคอุตสาหกรรม (185 ผลิตภัณฑ์) ผลจากการประเมินความเสี่ยงจากการได้รับสัมผัสสารให้ความหวานแทนน้ำตาลทั้ง 7 ชนิด โดยมีการ จำลองเป็น 4 สถานการณ์ คือ สถานการณ์ที่ 1: Exposure = mean consumption ? mean concentration, สถานการณ์ที่ 2: Exposure = 97.5PTCL consumption ? mean concentration, สถานการณ์ที่ 3: Exposure = mean consumption ? 97.5 PTCL concentration และ สถานการณ์ที่ 4: Exposure = 97.5PTCL consumption ? 97.5PTCL concentration พบว่า การได้รับสัมผัสและประเมินความเสี่ยงของสารแอซีซัลเฟมโพแทสเซียมในหมวด 14.1.4.2 เครื่องดื่มแต่งกลิ่นรสที่ไม่อัดก๊าซ ในสถานการณ์ที่ 4 ของเพศชายช่วงอายุ 3-9 ปี มีค่าการได้รับสัมผัสเกิน 100 % ของ ADI ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่จำลองในกรณี worse-case scenario ของผลิตภัณฑ์เดียว แต่ถ้าพิจารณาแล้วจะเห็นว่าในชีวิตประจำวันผู้บริโภคอาจบริโภคอาหารกลุ่มอื่นที่มีการใช้สารแอซีซัลเฟมโพแทสเซียมร่วมกับการบริโภคหมวด 14.1.4.2 เครื่องดื่มแต่งกลิ่นรสที่ไม่อัดก๊าซได้ หรือในชีวิตประจำวันอาจมีการบริโภคอาหารหรือเคื่องดื่มประเภทอื่นด้วย เช่น กรณีของสารแอซีซัลเฟมโพแทสเซียมยังมี main contributor อีก 2 ชนิดคือ ผลิตภัณฑ์ในหมวด 14.1.4.1 เครื่องดื่มแต่งกลิ่นรสอัดก๊าซ และ ผลิตภัณฑ์ในหมวด 04.1.2.9 ขนมหวานที่มีผลไม้เป็นส่วนประกอบหลัก จึงได้มีการนำเสนอต่อภาคีที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30 – 16.30 น.ณ ห้องประชุมซิกม่า ชั้น 6 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ โดยมีข้อเสนอแนะให้ลดการใช้อะเซซัลเฟม-โพแทสเซียม ในสูตรการผลิตหรือการจำกัดการใช้ผลิตภัณฑ์และใช้สารให้ความหวานชนิดเข้มข้นชนิดอื่นทดแทนอะเซซัลเฟม-โพแทสเซียม แทนการปรับค่าปริมาณสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้

คำสำคัญ

ThailandประเทศไทยConsumptionการประเมินความเสี่ยงสถานการณ์Situationการบริโภคsweetenerสารให้ความหวานแทนน้ำตาลrisk estimation

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

Some Characteristics and Antioxidant Activity of Commercial Sugars Produced in Thailand

สุชาดา คงแก้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2557

เอกลักษณ์เชิงสุขภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์น้ำตาลจาก

จุรีภรณ์ นวนมุสิก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2561

โครงการ คุณค่าโภชนาการ และดัชนีน้ำตาลของผลไม้ไทยที่นิยมรับประทานในประเทศไทย

รัชนี คงคาฉุยฉาย มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2558

การตรวจเอกลักษณ์และการหาปริมาณสารสังเคราะห์ ให้ความหวานแทนน้ำตาล, แอสปาเทม

เกษร นันทจิต คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2552

การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อองค์ประกอบและคุณภาพของกากน้ำตาล

บุญทิวา นิลจันทร์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563

ผลของการใช้สารทดแทนน้ำตาลต่อคุณภาพของกัมมี่เยลลี่ดาหลา

กมลทิพย์ กรรไพเราะ พ.ศ. 2561

Determination of sugar composition of selected sugar sweetened beverages (SSBs) and snack foods in Kelantan

นริศา เรืองศรี มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2561

การติดตามราคาและปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลก่อนและหลังการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลของประเทศไทย

สุลัดดา พงษ์อุทธา กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2562

น้ำตาลและสารให้ความหวานกับแนวทางการบริโภคในยุคปัจจุบัน

ปุณฑริกา รัตนตรัยวงศ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2557

การศึกษาผลของการลดปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ขนมอบที่ใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลักที่มีต่อคุณสมบัติการเปลี่ยนเฟสคุณสมบัติเชิงกล ความสามารถในการดูดซับน้ำและอายุการเก็บรักษา

ศุภัคษร มาแสวง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พ.ศ. 2564