โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาลของวัยรุ่นไทย โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาลของวัยรุ่นไทยโดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนธีร์ปนกรณ์ ศุภกิจโยธินบทคัดย่อการวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาลของวัยรุ่นไทยโดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในเขตสุขภาพที่ 3 รวมจำนวน 450 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 225 คน ที่ได้จากแบบจำเพาะเจาะจง กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมพัฒนาขึ้นโดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior) ประยุกต์ร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถแห่งตน(Self-Efficacy) ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพแบบทั่วไป เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมระหว่างกลุ่ม โดยใช้สถิติ Independent t-test และสถิติ Paired t-test ผลการศึกษา พบว่า เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย ดังนี้ 1.กลุ่มทดลองมีเจตคติต่อพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาล (ค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 2.98,3.08,3.14) มีการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (ค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 2.64,2.73,2.78) มีการรับรู้ความสามารถแห่งตน (ค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 2.89, 2.99,2.99) มีความตั้งใจในการลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาล (ค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 3.00, 3.12,3.17) และพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาล (ค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำตาล กรัม/สัปดาห์เท่ากับ 175.86, 96.85,79.41) 2.ผลการเปรียบเทียบเจตคติต่อพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาล การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ความสามารถแห่งตน ความตั้งใจในการลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาล และพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาลปริมาณน้ำตาล (กรัม/สัปดาห์) ระหว่างกลุ่มภายหลังการทดลองพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p-value<0.05) 3. ผลการเปรียบเทียบเจตคติต่อพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาล การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ความสามารถแห่งตน ความตั้งใจในการลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาล และพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาล (ปริมาณน้ำตาล กรัม/สัปดาห์) ของกลุ่มทดลองก่อนทดลองและหลังทดลอง พบว่าภายหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) คำสำคัญ : โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, การบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาล, วัยรุ่น