รูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่องานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยและอำนาจการทำนายต่อพฤติกรรมการดื่ม รวมทั้งรูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก จำนวน ๔๐๓ ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามซึ่งประกอบด้วย ๑) แบบสอบถามชีวสังคมและภูมิหลังของ บุคคล ๒) แบบประเมินภาวการณ์ติดแอลกอฮอล์ขององค์การอนามัยโลก ๓) แบบประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๔) แบบประเมินคามคาดหวังจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๕) แบบประเมินอิทธิพลทางสังคม โดยวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบแบบไคแสควร์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน กลุ่มนักศึกษามากกว่าครึ่ง (ร้อยละ ๕๕.๘๐) มีรูปแบบการดื่มแบบเสี่ยงน้อย และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการที่จะปฏิเสธการดื่มอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ ๖๔.๓๐) ส่วนใหญ่ (ร้อยละ ๘๘.๑๐) เชื่อว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดผลดี (ตัวอย่างเช่น ทำให้มีเพื่อนมากขึ้น และช่วยผ่อนคลาย) และอิทธิพลทางสังคมที่มีผลต่อพฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์สูงที่สุดคือ เพื่อน (ร้อยละ ๘๗.๑๐) รองลงมาคือสื่อมวลชน (ร้อยละ ๗๗.๗๐) และสมาชิกครอบครัว (ร้อยละ ๗๕.๔๐) จากการวิคราะห์ด้วยสถิติการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่าการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธ ความคาดหวัง และอิทธิพลทางสังคม สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้รัอยละ ๖๑.๗๐ อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ จำนวนนักศึกษาเกินครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ ๕๓.๖๐) ไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและยังคงดื่มอยู่ โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจดื่มอย่างมีระดับนัยสำคัญ ได้แก่ ระดับชั้นปีที่ ๓ และ๔ ที่พักอาศัยเป็นของเอกชน สมาชิกครอบครัวและเพื่อนสนิทมีพฤติกรรมที่ยังคงดื่มแอลกอฮอล์อยู่ ผลการศึกษาครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อการค้นหามาตรการป้องกันที่ควรคำนึงถึงได้แก่ ระดับชั้นปี ที่พักอาศัย อิทธิพลทางสังคม และส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธ