การศึกษาภาพอนาคตและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มความยั่งยืนของห่วงโซ่คุณค่าสินค้ากล้วยไม้ในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ส่งผลให้การค้าทั่วโลกมีความผันผวนมากขึ้นและเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ทำให้การค้าของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก รวมไปถึงตลาดสินค้ากล้วยไม้ด้วย โดยผู้วิจัยจะทำการศึกษาห่วงโซ่คุณค่าของกล้วยไม้ในประเทศไทย รวมไปถึงปัญหา อุปสรรค กฎระเบียบและข้อกำหนดในการส่งออกกล้วยไม้ไปยังต่างประเทศ และศึกษาภาพอนาคตของธุรกิจกล้วยไม้ในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้มีเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งข้อมูลปฐมภูมิ และทุติยภูมิ โดยข้อมูลปฐมภูมิได้ทำการลงพื้นที่ศึกษาในสถานที่จริง โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) และ/หรือ แบบสอบถาม (Questionnaire) และการสนทนาแบบกลุ่ม (Focus Group Discussion) กับเกษตรกรผู้ปลูกและส่งออกกล้วยไม้ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เป็นต้น สำหรับข้อมูลทุติยภูมิได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมศุลกากร และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ เป็นต้น ผลการศึกษาพบว่า กล้วยไม้กลุ่มตลาดมวลชน (Mass market) หรือกล้วยไม้ตัดดอกเป็นสินค้าที่มีการส่งออกเป็นหลัก สินค้าที่ไม่ได้มาตราฐานการส่งออกถึงจะมีการจำหน่ายภายในประเทศ ตลาดหลักในการส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกของประเทศไทยในปัจจุบันบัน คือ เวียดนาม รองลงมาได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน และประเทศอิตาลี ส่วนกล้วยไม้กลุ่มตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche market) นั้นมีการส่งออกต้นกล้วยไม้ไปยังเวียดนามมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และพม่า สำหรับการศึกษาของธุรกิจกล้วยไม้ในประเทศไทย ในระยะสั้น 5 ปี พบว่า เกษตรกรมีการพูดถึง Smart Farming อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีการปลูกในระยะนี้ไม่น่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก นอกจากนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการคาดว่าต้นทุนต่าง ๆ เช่น ต้นทุนค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าปุ๋ย วัสดุปลูก เพิ่มขึ้นประมาณ 10 - 30% ต่อปี โดยอ้างอิงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากอดีต รวมไปถึงค่าแรงงาน สำหรับในระยะ 10 ปี พบว่า มีการใช้ระบบ Smart Farming มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำการศึกษาและหันมาปลูกกล้วยไม้กันมากขึ้น ประกอบกับต้นทุนแรงงานที่สูง และแรงงานที่ปลูกค่อนข้างขาดแคลน ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อฉากทัศน์กล้วยไม้ไทยในอนาคต แบ่งออกเป็น 5 มิติ มิติด้านตลาด กฎระเบียบและรสนิยม คุณภาพของกล้วยไม้จะสูงขึ้น ราคาของกล้วยไม้จะสูงขึ้น อีกทั้งความเข้มงวดของการบังคับใช้กฎระเบียบมากขึ้น และสภาพเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าดีขึ้นเมื่อเทียบกับปัจจุบันซึ่งจะเกิดขึ้นทั้งกล้วยไม้กลุ่มตลาดมวลชน และกล้วยไม้กลุ่มตลาดเฉพาะกลุ่ม มิติด้านการผลิตและต้นทุน ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และการสนับสนุนของรัฐบาลด้านต้นทุนการผลิตน้อยลง เมื่อเทียบกับปัจจุบันซึ่งจะเกิดขึ้นกับตลาดกล้วยไม้ทั้ง 2 กลุ่ม มิติด้านคู่ค้าและคู่แข่ง ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลดลง ประกอบกับการสนับสนุนของรัฐบาลด้านการตลาดอย่างต่อเนื่องน้อยลง มิติด้านเทคโนโลยี เนื่องจากเทคโนโลยีของกล้วยไม้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก การพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในกล้วยไม้ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา ดังนั้น มิติเทคโนโลยีในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง มิติด้านพันธุ์ใหม่ นักปรับปรุงพันธุ์เพิ่มขึ้น และการลงทุนด้านเทคโนโลยีในการปรับปรุงพันธุ์เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปัจจุบันซึ่งจะเกิดขึ้นทั้งกล้วยไม้กลุ่มตลาดมวลชน และกล้วยไม้กลุ่มตลาดเฉพาะกลุ่ม