การศึกษาสารสกัดจากเห็ดเยื่อไผ่เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบเครื่องสำอาง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เห็ดเยื่อไผ่มีประวัติการใช้เป็นยามายาวนาน จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาสูง อย่างไรก็ตาม ยังขาดการศึกษาที่ครอบคลุมเกี่ยวกับมาตรฐานการสกัดเห็ดเยื่อไผ่เพื่อนามาแปรรูปเป็นวัตถุดิบเครื่องสาอางที่มีคุณภาพสูง ด้วยเหตุนี้ การศึกษานี้จึงต้องการช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตลอดจนการประเมินกลไกการออกฤทธิ์ต้านการเสื่อมในระดับเซลล์ และการระคายเคืองต่อผิวหนัง จากการศึกษาพบว่า การสกัดเห็ดเยื่อไผ่ในระยะไข่เห็ดที่มีอายุการเจริญเติบโตน้อยกว่า 30 วัน โดยอาศัยวิธีสกัดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง 4000 Hz ใช้เอทานอลความเข้มข้นร้อยละ 50 เป็นตัวทาละลาย ใช้เวลาสกัดนาน 30 นาที ที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส และทาให้แห้งด้วยวิธีการแช่เยือกแข็ง ถือเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด ได้สารสกัดเป็นผงสีน้าตาลอ่อนกลิ่นอ่อน ๆ เฉพาะตัวคล้ายเห็ด การวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของสารสกัดเห็ดเยื่อไผ่จากการปลูกทั้งสิ้นสามล็อตการผลิตในแต่ละช่วงเวลาของปี พบว่ามีค่าความชื้นน้อยกว่าร้อยละ 8 ค่าการปนเปื้อนของจุลินทรีย์และปริมาณการปนเปื้อนโลหะหนักเป็นไปตามมาตรฐานการทดสอบขององค์การอาหารและยา สารสาคัญที่ใช้เป็นสารบ่งชี้การออกฤทธิ์ (marker) คือสารเบต้ากลูแคน สารสกัดแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดสอบด้วยวิธี DPPH, ABTS และ FRAP assay และเมื่อทดสอบกับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสารสกัดสามารถลดการเกิดอนุมูลอิสระภายในเซลล์ ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ไฟโบรบลาสต์เมื่อถูกเหนี่ยวนาด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ต้านการอักเสบ เพิ่มระดับการแสดงออกของโปรตีนโปรคอลลาเจน 1 และลดการสะสมของเซลล์ที่เสื่อมสภาพ (senescent cells) การทดสอบการระคายเคืองโดยใช้เซลล์ผิวหนังสามมิติ SkinEthicTM RHE model พบว่าสารสกัดเห็ดเยื่อไผ่ในระยะไข่เห็ดไม่ก่อการระคายเคืองในผิวหนังมนุษย์ อย่างไรก็ดีพบข้อจากัดด้านความคงตัวของสารสกัดซึ่งหากเก็บรักษาภายใต้ตู้อบสภาวะเร่งเป็นเวลาหกเดือน หรือคิดเทียบเท่าการเก็บในสภาวะจริงสองปี พบว่าสีของสารสกัดจะเข้มขึ้นและปริมาณสารสาคัญลดลง เมื่อเทียบกับการเก็บไว้ที่ 30 และ 5 องศาเซลเซียส ดังนั้นควรศึกษาการเพิ่มความคงตัวให้กับสารสกัดเพื่อให้สามารถใช้ในทางอุตสาหกรรมได้สะดวกยิ่งขึ้น