กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
จากการศึกษาวิจัยในระดับห้อง ปฏิบัติการการทดลองหาปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและการยับยั้งทางชีวภาพในไผ่ชนิดต่างๆ ด้วยตัวทำละลาย ที่มีความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ คือ เอทานอล ในการทดลองแรกผู้วิจัย ได้ทำการ เปรียบเทียบวิธีการสกัดที่แตกต่างกันในใบไผ่ชนิดเดียวกัน 2 วิธี คือ การสกัด ใบไผ่ซางหม่นและใบไผ่กิมซุ่งโดยการแช่ด้วยตัวทำละลายและการสกัดโดยใช้ soxhlet พบว่าวิธีการสกัดทั้งสองวิธีให้ค่าฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระที่ไม่แตกต่างกัน แต่ในการสกัดโดยการแช่ด้วยตัวทำละลายจะพบปริมาณสารประกอบฟีนอลทั้งหมดและสารประกอบฟลาโวนอยด์ทั้งหมดมากกว่าการสกัดโดยใช้ soxhlet ของสารสกัดใบ ไผ่ซางหม่น โดยจะมีค่าเท่ากับ 54.870 ? 0.007 ไมโครกรัมกรดแกลลิก ต่อกรัม นํ้าหนักสารแห้ง และ 123.457 ? 12.346 ไมโครกรัมคัวซิตินต่อกรัมนํ้าหนักแห้ง ตามลำดับ ในสารสกัดใบไผ่ซางหม่นมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระสูงที่สุดที่ 55.88 % และใช้ความเข้มข้นน้อยที่สุดเท่ากับ 32.414 ? 0.071 มิลลิกรัมต่อลิตร เพื่อยับยั้งอนุมูลอิสระที่ 50 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากใบไผ่ซางหม่นมีความสามารถในการ กำจัดอนุมูลอิสระดีที่สุดจึงได้ทำการการทดลองการวิเคราะห์ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระในส่วนต่างๆ ของไผ่ซางหม่น และพบว่าส่วนของลำต้นแสดงความสามารถในการ ต้านอนุมูลอิสระแย่กว่าส่วนที่เป็นใบ คือ ต้องใช้ความเข้มข้นน้อยที่สุดเท่ากับ 66.530 ? 0.259 มิลลิกรัมต่อลิตร เพื่อยับยั้งอนุมูลอิสระที่ 50 เปอร์เซ็นต์ จากการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E.coli และ S.aureus โดยเชื้อทั้งสองเป็น ตัวแทนของแบคทีเรียแกรมลบและแบคทีเรียแกรมบวกตามลำดับที่สามารถก่อให้เกิดโรคต่างๆในร่างกาย ทั้งโรคท้องร่วง วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนเป็นต้นพบว่า สารสกัดจากใบไผ่ทั้ง 8 ชนิดสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียทั้ง E.coli และ S.aureus ได้ทั้งสองเชื้อ โดยสารสกัดที่สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E.coli ได้ดีที่สุดคือ สารสกัดหยาบใบไผ่ซางหม่น มี Inhibition zone เท่ากับ 5.75 ? 0.71 มิลลิเมตร และสารสกัดที่สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย S.aureus ได้ดีที่สุดคือ สารสกัดหยาบใบ ไผ่ซางหม่นเช่นกัน ซึ่งมี Inhibition zone เท่ากับ 3.10 ? 0.20 มิลลิเมตร สารสกัดใบไผ่ซางหม่นและใบไผ่ดำมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียสูง โดยประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (MBC/MIC) พบว่า สารสกัดจากใบไผ่ทั้ง 2 ชนิดมีประสิทธิภาพที่ดี จากผลการศึกษาที่ได้ดำเนินการมาและได้มีการนำเสนอต่อ ผู้ประกอบการและวางแผนแนวทางการสกัดเพื่อให้ได้น้ำเครื่องดื่มผสมสารสกัดจาก ใบไผ่ พบว่าเครื่องดื่มดังกล่าวมีองค์ประกอบของสารฟลาโวนอยด์อยู่ ซึ่งจะช่วยส่งผล ให้เกิดการสมานในเซลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเครื่องดื่มดังกล่าวไม่มี แคลอรี่ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภครวมทั้งผลการวิเคราะห์ความเป็นพิษต่อเซล พบว่าเครื่องดื่ม และสารสกัดจากใบไผ่ไม่มีความเป็นพิษต่อเซล HaCat Cell line โดยทำการวิเคราะห์ด้วยวิธี MTTAssay ผลการทดสอบแสดงว่าตัวอย่าง ไม่มีความเป็นพิษที่ความเข้มข้น น้อยกว่า 100 microgram/ml จากการทดลอง ทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้พบว่าใบไผ่ซางหม่นมีสารแอนติออกซิแดนซ์ที่สูงที่สุดและมี การต้านอนุมูลอิสระได้ดี และสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดี ทำให้พบว่าสารแอนติออกซิแดนซ์ที่ได้จากการสกัดจากธรรมชาติสามารถนำไป ประยุกต์ใช้ในส่วนประกอบทางยา และการรักษาทางการแพทย์ได้ต่อไปในอนาคต และได้ถูกนำไปต่อยอดผลิตเป็นเซรัมบำรุงผิว ภายใต้แบรนด์ SUCHADA และได้ทำการจดแจ้งได้เลข อย รวมทั้งได้ผ่านการประกวดในเวทีนวัตกรรมระดับนานาชาติ พร้อมทั้งได้ทดลองจำหน่ายแล้ว
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 9 — 9. Operational use of deliverable
เมื่อเสร็จสิ้นโครงการจะสามารถส่งถ่ายองค์ความรู้ที่มีอยู่ให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจและสามารถดำเนินผลิตและจำหน่ายได้ อันจะเป็นการสร้างอาชีพ และรายได้เสริมให้กับ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ในอนาคต
ผลิตภัณฑ์ที่ได้นำเสนอในโครงการได้ผ่านการทดสอบ และได้ทดสอบเพื่อใช้งานจริง พบว่ามีศักยภาพในการนำไปใช้งานได้จริง และ สามารถดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นเชิงพาณิชย์ได้
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 8 — 8. proposed solution(s) as well as a plan for societal adaptation complete and qualified
..เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ ผู้วิจัยจะทำการส่งมอบ กระบวนการ แนวทางการพัฒนาปลูกไผ่ และเพกา เพื่อแปรรูปเป็นเวชสำอาง และจะถ่ายทอดองค์ความรู้ สูตร ให้กับภาคเอกชนที่สนใจร่วมลงทุน อันจะเป็นการประสานเชื่อมโยง เกษตรกและผู้ผลิต เพือให้ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ จากธรรมชาติ ที่มีคุณค่ามากกว่าสารเคมี และจะได้นำเสนอแนวทาง การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไปในอนาคต
..ในโครงการได้วิเคราะห์ปัญหาและข้อกำหนดต่างๆ ประกอบกับได้พิจารณาถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งแก่ผลิตภัณฑ์ และ วัตถุดิบจากเกษตรกร ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการนำร่อง ส่งเสริม ให้เกษตรกรปลูกไผ่ และเก็บเกี่ยวใบไผ่ เพื่อนำมาพัฒนา เป็นผลิตภัณฑ์ พบว่าได้รับการตอบ รับจาก เกษตรกร เป็นอย่างดี ปัจจุบันได้ส่งเสริม การปลูกไผ่ และไม้เพากา โดย เมื่อเกษตรกรปลูกไผ่ เพื่อเก็บเกี่ยวลำต้น จะต้องใช้เวลาประมาณ สามปี ระหว่าง นี้หากตัดใบไผ่ เพื่อสกัดสาร สำคัญก็จะเพิ่มรายได้ ประกอบกับปัจจุบัน ได้หาแนวทางเพิ่มเติม โดยการปลูกเห็ดเยื่อไผ่ในแปลปลูกไผ่ คาดว่าจะได้ผลดีอันจะเป็น แนวทางสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อีก ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ได้ทำการศึกษาในรอบปีที่ผ่านมาได้ทดลองผลิต เซรัม ไมเซร่า และ ครีมบำรุง รวมทั้งน้ำไผ่ เพื่อทำการทดสอบ สูตร และการยอมรับของผู้บริโภค พบว่า ทุกผลิตภัณฑ์มีแนวโน้ม การตอบรับดีมาก เพราะผู้บริโภคส่วนมาก ให้ความสำคัญกับการ ใช้สารธรรมชาติ ..