การกักเก็บสารสกัดจากสมุนไพรไทย ด้วยเทคโนโลยีการนำส่งยาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้านอนุมูลอิสระ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
จากการศึกษาพบว่าวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการสกัดสารสกัดจากแก่นฝาง และเปลือกมังคุด คือ วิธีการ แซ่ หรือ Maceration ใน 95% เอทานอล สกัดได้ 3.29 และ 18.24% ตามลำดับ การสกัดบัวบกจะเป็นการ สกัดด้วยชุดสกัดซอกห์เล็ตที่ใช้ 80% เอทานอล สกัดได้ 27.41% สำหรับมะระขึ้นกและมะรุมใช้การแช่ร่วมกับ การเขย่า โดยการสกัดน้ำกลั่นจะได้ปริมาณสารสกัดมากที่สุด 12.32 และ 15.66% ตามลำดับ ทั้งนี้สารสกัด จากแก่นฝาง เปลือกมังคุด และบัวบก มีค่าประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระ 50% เท่ากับ 0.0035, 0.0614 และ 0.0765 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ขณะที่ มะระขึ้นกและมะรุมมีค่าการต้านอนุมูลอิสระที่ 1 มิลลิกรัมต่อ มิลลิลิตร สูงสุดเท่ากับ 15.58% เมื่อสกัดด้วย 9596 เอทานอล และ 25.27% เมื่อสกัดด้วย 959596 เมทานอล สำหรับฤทธิ์การต้านจุลินทรีย์ของสารสกัดจากสมุนไพรนั้น สารสกัดจากแก่นฝางมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการ ยับยั้งจุลินทรีย์ S. aureus TISTR885 และ P. deruginosa TISTR781 เท่ากับ 78.13 และ 1,250.00 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ สารสกัดจากเปลือกมังคุดและสารสกัดจากใบบัวบกมีค่าความเข้มข้าขั้นต่ำสุด ในการยับยั้งเชื้อ 5. oureus DMST4880 เป็น 1.95 และ 125.00 ไม่โครกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ และมีค่า ความเข้มขันต่ำสุดในการยับยั้งเชื้อ P. ocnes DMST14916 15.63 และ มากกว่า 500.00 ไมโครกรัมต่อ มิลลิลิตร ตามลำดับ ส่วนสารสกัดจากมะระขึ้นกและมะรมนั้นมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้งเชื้อ E. coli และ S. oureus เท่ากับ 32 และ 64 ไม่โครกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ การศึกษาปริมาณสาร ๕-maกจุostin ในสารสกัดเปลือกมังคุดด้วยเครื่อง HPLC พบว่ามีค่า retention time อยู่ที่เวลาประมาณ 24.7 นาที และ พบว่าสารสกัด ๕-maกeostin ที่สกัดได้จากเปลือกมังคดมีปริมาณ 0.19 กรัมต่อกรัมของสารสกัด ทั้งนี้มะระ ขึ้นกที่ทำการสกัดด้วยเอทานอลนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับโครมาโตแกรมของ charaกtก แล้วพบว่าพี่ดของสาร สกัดอยู่ในช่วงที่ใกล้เคียงกับสารมาตรฐาน (ช่วงเวลาที่ 3.334 และ 4.390) สารสกัดนี้อยู่ในช่วง 3.368 และ 4.473 เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบด้วยวิธี HPLC พบว่า มะรุมที่ทำการสกัดด้วยเมทานอลนั้น เมื่อเปรียบเทียบ กับโครมาโตแกรมของ niazininin พืคของสารสกัดตัวอย่างนั้นอยู่ในช่วงที่ใกล้เคียงกับสารมาตรฐาน (ช่วงเวลาที่ 3.489) โดยที่พี่คของสารสกัดมะรุมอยู่ที่ 3.327 จากการวิเคราะห์ความทนต่อแรงดึงของแผ่นฟิล์มเซลลูโลสจากแบคทีเรียกับอัลจิเนตเสริมกลีเซอรอล จะได้ค่ามอดูลัสของยัง ค่าความทนต่อแรงดึง และค่าการยึดตัวจนขาด จากการแปรผันปริมาณเซลลูโลสและ กลีเซอรอล และการวิเคราะห์กราพพื้นที่ผิวตอบสนอง (Response Surface Plot) พบว่าสัดส่วนของแผ่นฟิล์ม ที่เหมาะสมคือ เซลลูโลสจากแบคทีเรีย 20 %(w/w/w) และกลีเซอรอล 3 %(///) ซึ่งเป็นแผ่นฟิล์มที่มีความ ยืดหยุ่นสูงที่สุด และจากการวิเคราะห์ความทนต่อแรงดึงของแผ่นฟิล์มเซลลูโลสจากแบดทีเรียกับอัลจิเนตเสริม กลีเซอรอล จะได้ค่ามอดูลัสของยัง ค่าความหนต่อแรงดึง และค่าการยึดตัวจนขาด จากการแปรผันปริมาณ เซลลูโลสและกลีเซอรอล และการวิเคราะห์กราฟพื้นที่ผิวตอบสนอง (Response Surface Plot) พบว่าสัดส่วน ของแผ่นฟิล์มที่เหมาะสมคือ เซลลูโลสจากแบคทีเรีย 60 %(w/w) และสารสกัจากแก่นฝาง 55 55 %/w/w/w) และ ยังเป็นแผ่นฟิล์มที่มีความยืดหยุ่นสูงที่สุดอีกด้วย จากการศึกษาพบว่าแผ่นฟิล์มที่มีปริมาณของเซลลูโลสสูงที่สุด 60 % จะปลดปล่อยสารสกัดออกมามากที่สุดเมื่อเทียบกับแผ่นฟิล์มที่มีเซลลูโลส 50 % และ 40 40 จาก การศึกษาการปลดปล่อยระยะเวลา 360 นาที พบว่าความเข้มข้นสุดท้ายของสารสกัดที่ปล่อยจากแผ่นฟิล์มที่มี เซลลูโลส 40 50 และ 60 96 ตามลำดับ เท่ากับ 0.026+0.010 mg/ml, 0.017+0.008 mg/ml, and 0.03520.007 mg/ml ซึ่งความเข้มข้นของสารสกัดที่ปลดปล่อยออกมาที่เวลา 360 นาที จากแผ่นฟิล์มที่มีเซลลูโลส 60% (0.035+0.007 mg/ml_) ยังต่ำกว่าปริมาณที่สามารถเป็นพิษต่อเซลล์ ซึ่งเท่ากับ 0.056-0.013 mg/mL จากการเตรียมแผ่นฟิล์มเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชจากแป้งมันทำปะหลังแสดงให้เห็นว่า การเติม อัลจิเนตลงในแผ่นฟิล์มทำให้ ค่าความหนืด (Stickiness; SN) ค่าความเหนียวแน่น (Adhesiveness; AN) และ ค่าการยึดติดกัน (Cohesiveness; CN) ของแผ่นฟิล์มเพิ่มขึ้น และเพิ่มความคงรูปของแผ่นฟิล์มซึ่งไม่ทำให้เกิด รอยย่นพับติดกันของแผ่นฟิล์ม จากการทดสอบแผ่นฟิล์มที่มีสารสกัดจากสูตร MGB ซึ่งประกอบไปด้วย MG ปริมาณ 80 % และ CL ปริมาณ 20 20 % พบว่า แผ่นฟิล์มดักล่าวสามารถยับยั้ง 5. oureus DMST 8840 ได้ดีกว่า P. acnes DMST 14916 โดยระยะการยับยั้งเท่ากับ 1.756+0.201 และ 1.489+0.105 มิลลิเมตร ตามลำดับ ส่วนการศึกษาขนาดของอนุภาคไคโตซานด้วยการตรวจวัดด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่อง ผ่าน ทั้งก่อนและหลังการเติมสารละลาย Tripolyphosphate (TPP) พบว่าขนาดของอนุภาคโคโตซานก่อน เติมสารละลาย Tripolyphosphate (TPP) จะมีขนาดอนุภาคที่ใหญ่ คือ มีขนาด 500 นาโนเมตร แต่เมื่อนำ อนุภาคไคโตซานมาเติมสารละลาย Tripolyphosphate (TPP) จะพบว่ามีขนาดอนุภาคที่เล็กลงอยู่ในระดับ อนุภาคนาโน คือ มีขนาด 67 นาโนเมตร การนำแผ่นฟิล์มเซลลูโลสจากแบคทีเรียผสมอัลจิเนตเสริมกลีเซอรอล และผสมสารสกัดจากแก่นฝาง "WOUND DRESSING BTTU 011" และ แผ่นฟิล์มจากแป้งมันสำปะหลังผสมอัลจีเนตเสริมด้วมด้วยกลีเซอรอล และผสมสารสกัดสูตร MGB "ACNE PATCH BTTU 021" ไปทดสอบความระคายเคืองของผิวหนังกระต่าย ผลการทดสอบไม่พบสิ่งบ่งชี้ถึงการระคายเคืองของผิวหนังกระต่าย