การเปรียบเทียบชนิดของวัสดุเพาะต่อการสร้างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในเห็ดหลินจือและเห็ดขอนป่า
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของวัสดุเพาะต่อการสร้างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพของผลผลิตดอกเห็ดที่ได้ โดยสนใจศึกษาในเห็ดหลินจือป่า (Ganoderma spp.) 2 สายพันธุ์ (TAFRS018 และ TAFRS036) และ เห็ดขอนป่า (Lentinus spp.) 2 สายพันธุ์ (KU063 และ KU091) ทำการทดลองเพาะเห็ดบนวัสดุเพาะขี้เลื่อยจากไม้ต่างๆ กัน 5 ชนิด คือ ขี้เลื่อยไม้ทุเรียน ขี้เลื่อยไม้สัก ขี้เลื่อยไม้สน ขี้เลื่อยไม้ยูคาลิปตัส และขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่เกษตรกรใช้โดยทั่วไป (ตัวควบคุม) เพื่อศึกษาปริมาณผลผลิตดอกเห็ดที่ได้ และนำดอกเห็ดไปสกัดสารสกัดหยาบโดยใช้เอทานอล นำสารสกัดหยาบจากเห็ดที่ได้ไปตรวจสอบฤทธิ์ทางชีวภาพด้วยวิธี DPPH และ FRAP ตรวจสอบความสามารถในการยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย 2 ชนิด คือ Escherichia coli และ Bacillus cereus และแบคทีเรียก่อสิว 3 ชนิด คือ Propionibacterium acnes, Staphylococcus aureus และ S. epidermidis ตรวจสอบฤทธิ์ต้านไทโรซิเนส ทดสอบการยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม ด้วยวิธี Cytotoxicity MTS assay ฤทธิ์ในการยับยั้งไวรัส ผลการศึกษาการเจริญของเส้นใยเห็ดบนวัสดุเพาะชนิดต่างๆ พบว่าเห็ดขอนป่า KU063 เจริญได้ดีที่สุดเมื่อเลี้ยงในวัสดุเพาะที่ผสมไม้ยูคาลิปตัสในสัดส่วน 25% (K063U25) สามารถเก็บดอกเห็ดได้มากที่สุด 5,613.79 กรัม มี %BE 1,701.15 และได้สารสกัด 19.98 มก./มล. เห็ดขอนป่า KU091 เจริญได้ดีที่สุดเมื่อเลี้ยงในวัสดุเพาะขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100% (K091P100) โดยสามารถเก็บดอกเห็ดได้ 2,217.4 กรัม มี %BE 469.19 แต่ได้สารสกัดน้อยเพียง 1.3 มก./มล. และเจริญได้ดีเมื่อเลี้ยงในวัสดุเพาะที่ผสมไม้ทุเรียนโดยที่สัดส่วนไม้ทุเรียน 25% (K091T25) สามารถเก็บดอกเห็ดได้ 2,090.56 กรัม มี %BE 645.23 และได้สารสกัด 7.5 มก./มล. เห็ดหลินจือป่า TAFRS018 เจริญได้ดีที่สุดเมื่อเลี้ยงในวัสดุเพาะที่ผสมไม้ทุเรียนในสัดส่วน 25% (T018T25) โดยสามารถเก็บดอกเห็ดได้ 1,223.18 กรัม มี %BE 332.30 และได้สารสกัด 21.1 มก./มล. เห็ดหลินจือป่า TAFRS036 เจริญได้ดีที่สุดเมื่อเลี้ยงในวัสดุเพาะที่ผสมไม้ทุเรียนในสัดส่วน 50% (T036T50) โดยสามารถเก็บดอกเห็ดได้ 526.9 กรัม มี %BE 117.93 และได้สารสกัด 6.85 มก./มล. โดยรวมเห็ดขอนป่าจะเจริญและให้ผลผลิตเห็ดดีกว่าเห็ดหลินจือป่าแต่สกัดสารสกัดหยาบได้น้อยกว่า ผลการทดลองตรวจสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหยาบจากดอกเห็ด พบว่าสารสกัดหยาบจากเห็ดหลินจือ TAFRS018 เมื่อเพาะด้วยขี้เลื่อยที่มีไม้สัก 25% (T018SS25) มีปริมาณสารประกอบฟิโนลิกสูงที่สุดคือ 4.75 มก./มล. รองลงมาคือ เห็ดหลินจือ TAFRS036 เมื่อเพาะด้วยขี้เลื่อยที่มีไม้ทุเรียน 100% (T036T100) มีปริมาณสารประกอบฟิโนลิก 4.67 มก./มล. สารสกัดหยาบจากเห็ดหลินจือ TAFRS036 ที่เพาะด้วยขี้เลื่อยที่มีไม้ทุเรียน 75% (T036T75) มีฤทธิ์ทางเวชสำอางและออกฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม MCF-7 ได้ดีที่สุด โดยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเท่ากับ 93.7% ฤทธิ์ต้านไทโรซิเนสเท่ากับ 94.7% และมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียก่อสิวทั้ง 3 ชนิด โดยมีค่า MIC ต่อ P. acnes, S. aureus และ S. epidermidis เท่ากับ 0.1, 0.75 และ 0.5 มก./มล. ตามลำดับ และมีผลการยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม MCF-7 ดีที่สุด (ค่า IC50 < 62.5 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร) ที่เวลาทดสอบ 48 และ 72 ชั่วโมง แต่ทุกสารสกัดหยาบที่ทดสอบไม่สามารถยับยั้งการเจริญของ E. coli และ B. cereus ได้ นอกจากนี้ยังพบว่า สารสกัดหยาบ T036T25 มีประสิทธิภาพดีที่สุดในการยับยั้งการติดเชื้อ HSV-1, neuraminidase activity, การควบคุมการแสดงออกของ IL-1?, IL-6, IL-17A, NFkB และ IL-10 และการสมานแผลของเซลล์ไต ข้อมูลจากงานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรผู้เพาะเห็ดในการหาวัสดุอื่นเช่น ขี้เลื่อยไม้ทุเรียนมาใช้ทดแทนหรือร่วมกับขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่มีราคาแพง และผลผลิตเห็ดที่ได้มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีคุณสมบัติดีกว่าการเพาะแบบเดิม การวิจัยนี้จึงเป็นการเสนอแนวทางใหม่ในการเลือกใช้วัสดุเพาะเห็ดรวมถึงเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อยอดนำผลผลิตเห็ดไปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือเวชสำอางได้ในอนาคต