การพัฒนาความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้พืชและเห็ดกินได้ในพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาในโครงการการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้พืชและเห็ดกินได้ในพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช ดำเนินการวิจัยในระหว่างเดือนพฤษภาคม 2564 – เดือนเมษายน 2565 จากการศึกษาทบทวนงานวิจัยและการสำรวจพืชมีท่อลำเลียงในภาคสนามเพื่อจัดทำฐานข้อมูลพรรณไม้ พบพืชทั้งสิ้น 757 ชนิด โดยเป็นพืชกินได้ทั้งสิ้น 193 ชนิด จากข้อมูลพืชทั้งหมดพบว่าพืชที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CR) 2 ชนิด พืชที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ (EN) 9 ชนิด พืชที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) 8 ชนิด พืชที่อยู่ในสถานะใกล้ถูกคุกคาม (NT) 11 ชนิด พืชที่อยู่ในกลุ่มที่เป็นกังวลน้อยที่สุด (LC) 182 ชนิด พืชที่มีข้อมูลไม่เพียงพอ (DD) 7 ชนิด พืชที่ไม่ได้รับการประเมิน (NE) 2 ชนิด และพืชที่ยังไม่อยู่ในฐานข้อมูลการประเมินสถานภาพ (NA) 536 ชนิด จากการประเมินความสามารถในการเก็บรักษาของเมล็ดของพืช 534 ชนิด พบเมล็ดที่สามารถลดความชื้นได้ 204 ชนิด เมล็ดที่ไม่สามารถลดความชื้นได้ 246 ชนิด และเมล็ดที่มีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมิน 84 ชนิด โดยสามารถเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมได้ 105 ชนิด ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ 80 ชนิด และต้นพันธุ์ 25 ชนิด จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเห็ดกินได้ พบเห็ดกินได้จำนวน 81 ตัวอย่าง พบว่าสามารถระบุชนิดได้ 26 ชนิด โดย 13 ชนิด สามารถนำมาแยกเส้นใยเพื่อจัดเก็บในรูปแบบของธนาคารเชื้อพันธุกรรมได้ สามารถนำเชื้อเห็ดตับเต่า (Phlebopus portentosus) และเห็ดตีนแรด (Macrocybe crassa) มาผลิตในรูปแบบของ Seed ball เพื่อเพาะในแปลงปลูกร่วมกับพืชอื่นได้ ดำเนินการถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรและพัฒนาเป็นศูนย์อนุรักษ์และผลิตหัวเชื้อเห็ดป่ากินได้จำนวน 1 ชุมชน พบว่าเห็ดตับเต่าสามารถเจริญและให้ผลผลิตได้ดีเมื่อปลูกร่วมกับพืชอาศัยจำนวน 26 ชนิด ในแปลงป่าปลูก จากการสำรวจประชากรในพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราชจำนวน 216 คน จาก 8 ชุมชน พบว่ามีข้อมูลการรับรู้หรือการใช้ประโยชน์พืชที่ตรงกับฐานข้อมูลพรรณไม้ในสะแกราชทั้งสิ้น 170 ชนิด จำแนกเป็นพืชกินได้ที่มีการปลูกเชิงระบบเพื่อการค้าคิดเป็นอัตราส่วน 9% พืชที่เก็บหาได้จากป่า คิดเป็นอัตราส่วน 6% และพืชที่ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์คิดเป็นอัตราส่วน 85% โดยสามารถพัฒนาระบบธนาคารอาหารชุมชนได้ 3 ชุมชน มีผู้ร่วมเครือข่ายธนาคารอาหารชุมชน 44 คน และมีการสนับสนุนส่วนขยายพันธุ์และเมล็ดพันธุ์พืชให้กับระบบธนาคารอาหารชุมชนแล้วชุมชนละ 30 ชนิด ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการธนาคารอาหารชุมชน สำรวจพื้นที่ร่วมกับความต้องการของเกษตรกรและเลือกในการจัดตั้งแปลงสาธิตระบบการผลิตพืชได้ 6 พื้นที่ ประกอบด้วยแปลงสาธิต 2 รูปแบบ คือ แปลงสาธิตการผลิตผักหวานป่าเชิงระบบ 7 แปลง และ แปลงสาธิตการผลิตผักพื้นเมืองระยะชิด 4 แปลง เมื่อประเมินผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่พบว่าแปลงสาธิตทั้งสองระบบให้ผลผลิตได้เต็มศักยภาพในปีที่ 5 โดยจะสามารถสร้างรายได้ระหว่าง 70,500-100,500 บาทต่อไร่ต่อปี จากระบบการผลิตผักหวานป่าเชิงระบบ 45,000-75,000 บาทต่อไร่ต่อปี จากระบบการผลิตผักพื้นเมืองระยะชิด และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับชุมชนจำนวน 635 คน และแจกต้นพันธุ์พืชกินได้จำนวน 27,000 กล้า ให้กับ 9 ชุมชุน โดยมีผู้เข้ารับกล้าไม่น้อยกว่า 1,800 ราย