กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โครงการการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อป้องกันการรังแกบนโลกออนไลน์สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสถานการณ์และพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต พฤติกรรมการรังแก และการจัดการปัญหาจากการรังแกกันบนโลกออนไลน์ของผู้รังแก ผู้ถูกรังแก ผู้พบเห็นและพิทักษ์การรังแก และเพื่อสร้างนวัตกรรมในรูปแบบของหลักสูตรการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อป้องกันการรังแกกันบนโลกออนไลน์ที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย โดยคณะผู้วิจัยมีความตั้งใจจะสร้างหลักสูตรให้เป็นต้นแบบการเรียนการสอนเพื่อป้องกันการรังแกกันบนโลกออนไลน์สำหรับเด็กและเยาวชน และปรารถนาจะผลักดันให้เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนระดับประถมศึกษาในอนาคต เนื่องจากพบว่าหลักสูตรการสร้างการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลที่ใช้ในสังคมไทยถูกวิพากษ์ว่าเป็นการรับแนวคิดจากชาติตะวันตกมาใช้ซึ่งไม่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คณะผู้วิจัยสนใจศึกษาและพัฒนาหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อที่มีความสอดคล้อง เข้าใจ และเข้าถึงบริบทสังคมในรูปแบบการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อป้องกันการรังแกกันบนโลกออนไลน์โดยมุ่งให้เป็นหลักสูตรที่ใช้กับนักเรียนในระดับประถมศึกษาเพื่อเป็นการสร้างภูมิความรู้ให้กับเด็กเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์การรังแกกันบนโลกออนไลน์ที่จะต้องพบเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ระเบียบวิธีวิจัย การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย 1. การวิจัยเชิงปริมาณ ทำการเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ของโรงเรียนในจังหวัดนนทบุรี เชียงใหม่ อุดรธานีและสงขลา จำนวน 306 คน 2. การวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการเก็บข้อมูลกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ของโรงเรียนในจังหวัดนนทบุรี เชียงใหม่ อุดรธานีและสงขลา จำนวน 40 คน ผู้ปกครองของนักเรียนจำนวน 40 คน ครูแต่ละโรงเรียนจำนวน 20 คน และผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 4 คน เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวพฤติกรรมการรังแก สาเหตุ และวิธีการจัดการกับปัญหาการรังแกบนโลกออนไลน์ แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปใช้สร้างหลักสูตรภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อป้องกันการรังแกกันบนโลกออนไลน์ โดยได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กในการร่วมดำเนินการร่างและจัดทำหลักสูตร และ 3. การวิจัยเชิงทดลอง เพื่อนำหลักสูตรที่สร้างขึ้นไปทดลองด้วยการเรียนรู้บนสถานการณ์เสมือนจริง ใช้กับนักเรียนทั้ง 4 โรงเรียน โรงเรียนละ 40 คน ในจังหวัดนนทบุรี เชียงใหม่ อุดรธานีและสงขลา โดยให้คณะครูของแต่ละโรงเรียนจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรที่สร้างขึ้น จากนั้นจึงทำการประเมินผลหลักสูตร ผลการวิจัยและการอภิปรายผล ผลการวิจัยพบองค์ความรู้ที่สำคัญเพื่อพัฒนานวัตกรรมภูมิรู้ดิจิทัลพบสถานการณ์การรังแกทางออนไลน์ในกลุ่มนักเรียนประถมศึกษา พบรูปแบบการรังแกทางออนไลน์ 3 รูปแบบ คือ การล้อเลียนรูปร่างหน้าตา ฐานะ บุคลิกภาพ การล้อชื่อพ่อชื่อแม่ ซึ่งทำให้เด็กที่ถูกรังแกเกิดความเสียใจ ทุกข์ใจ ต่อมาคือการใช้คำพูดหรือการด่าทอ รวมถึงการทะเลาะ โดยมักจะพบในการเล่นเกม และประการสุดท้ายเป็นการตั้งกลุ่มเพื่อกีดกันไม่ให้ผู้ที่ตนเองไม่ชอบหรือเห็นต่าง รวมถึงการตั้งกลุ่มแอนตี้ แบนเด็กคนดังกล่าว ข้อค้นพบที่น่าสนใจ คือ เด็กที่เป็นผู้รังแกไม่รู้สึกอะไรเมื่อตนเองรังแกผู้อื่น ในขณะที่เด็กที่พบเห็นการรังแกส่วนหนึ่งก็รู้สึกเช่นเดียวกัน และมีเด็กบางส่วนที่รู้สึกมีความสุขเมื่อเห็นการรังแก งานวิจัยยังค้นพบอีกว่า การรังแกทางออนไลน์ไม่สามารถแยกออกได้จากการรังแกในโรงเรียนหรือการรังแกบนออฟไลน์ ทั้งนี้เพราะก่อนที่จะมีการรังแกเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์มักจะมีการรังแกทางโลกออฟไลน์ก่อน สำหรับสาเหตุสำคัญที่งานวิจัยค้นพบมีอยู่ 4 ประเด็น คือ การที่เด็กที่ถูกรังแกขาดการมองเห็นคุณค่าในตนเอง ซึ่งมาจากพื้นฐานครอบครัวที่เปราะบาง ขาดความอบอุ่น และขาดผู้สนับสนุนช่วยเหลือ การถูกเลี้ยงดูด้วยความรุนแรง หรือไม่ได้รับการอบรมบ่มเพาะที่ดี ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น นอกจากนี้การแยกไม่ออกระหว่างการเล่นกับการรังแก รวมถึงไม่ทราบผลกระทบของการรังแกที่มาจากพื้นฐานของความเข้าใจอย่างแท้จริง ก็เป็นสาเหตุที่สำคัญเช่นกัน ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวจึงนำไปสู่การออกแบบนวัตกรรมการสร้างภูมรู้ดิจิทัลเพื่อการป้องกันการรังแกทางออนไลน์ โดยในส่วนนวัตกรรมในรูปแบบหลักสูตรการสร้างภูมิรู้ดิจิทัล ได้พัฒนามาจากการวิจัยในระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการสำรวจสถานการณ์ปัญหาและเหตุปัจจัยที่นำไปสู่การรังแกทางไซเบอร์ มาผนวกกับการมีส่วนร่วมกับผู้บริหารโรงเรียน คุณครู ผู้ปกครอง และเด็กนักเรียน ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ คือ ภูมิรู้ดิจิทัล อันประกอบด้วย ภูมิรู้ คือ การมีความรู้ความเข้าใจความหมายและผลกระทบของการรังแกทางไซเบอร์ ภูมิคิด การพัฒนาระบบคิด การคิดวิเคราะห์ เมื่อต้องเผชิญสถานการณ์การรังแก ภูมิธรรม หมายถึงความเมตตากรุณา และความเอื้ออาทรต่อกัน โดยประกอบด้วยบทเรียน 4 บท คือ บทที่ 1 เรื่องคุณค่าในตัวเอง บทที่ 2 เรื่องความเห็นอกเห็นใจทางดิจิทัล บทที่ 3 เรื่องการรังแกทางไซเบอร์ และบทที่ 4 ผลกระทบของการรังแกทางไซเบอร์ โดยใช้การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง (Stimulation Based Learning) ในการจัดการเรียนการสอน สำหรับผลการวิจัยพบว่านักเรียนสามารถแสดงทัศนะและพฤติกรรมที่อยู่บนพื้นฐานของความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา มีการมองเห็นคุณค่าของผู้อื่น การเห็นอกเห็นใจกัน มีความเข้าใจในผลกระทบของการรังแก และสามารถแยกแยะได้ระหว่างการเล่นกับการรังแก โดยผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ โดยนวัตกรรมหลักสูตรภูมิรู้ดิจิทัลฯ เน้นให้ครูผู้ใช้หลักสูตรเป็นผู้พัฒนาแผนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริงเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้ และสามารถนำไปบรรจุหลักสูตรในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ประการสำคัญผู้บริหารโรงเรียนและครูถือเป็นบุคคลสำคัญที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจต่อหลักสูตร การใช้หลักพรหมวิหาร 4 สอดผสานกับการพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แก้เผชิญกับความท้าทายและแก้ปัญหาด้วยตนเองจากสถานการณ์เสมือนจริงในบทเรียน ซึ่งจะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่นำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริงต่อไป
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 1 — 1. Basic principles observed and reported
เด็กและเยาวชนมีภูมิรู้ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อประโยชน์และสร้างสรรค์และเกิดหลักสูตรในการสร้างให้เกิดหภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างรรค์
(1) นโยบายของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อรองรับการเรียนรู้ในและการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพและความรับผิดชอบในศควรรษที่ 21 (2) บุคลากร และเทคโนโลยีด้านการรู้เท่าทันสื่อ และการสื่อสารดิจิทัล ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ (3) องค์ความรู้ด้านการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล จากบริษัทโทรคมนาคม เช่น AIS และ/หรือ DTAC
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 1 — 1. identifying problem and identifying societal readiness
สถาบันการศึกษาต้นแบบในการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อป้องกันการรังแกกันบนโลกไซเบอร์
องค์กรพันธมิตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่สามารถมาร่วมดำเนินการเพื่อต่อยอดผลงานวิจัยให้ขยายผลในวงกว้าง ได้แก่ เครือข่ายโรงเรียนคุ้มครองเด็ก มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กที่มีเครือข่ายคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และเครือข่ายโรงเรียนภาครัฐครอบคลุ่มทั่วทุกภาคในประเทศ