ต้นแบบการพัฒนาเครือข่ายเยาวชนเพื่อป้องกันการกระทำความผิดและตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมด้วยกระบวนการสื่อสังคมออนไลน์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยเรื่อง ต้นแบบการพัฒนาเครือข่ายเยาวชนเพื่อป้องกันการกระทำความผิดและตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมด้วยกระบวนการสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการศึกษาวิจัยที่เกิดจากการเล็งเห็นถึงปัญหาการก่ออาชญากรรมและการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมของเยาวชน จึงได้มีแนวคิดที่จะนำจุดแข็งของสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งมีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของเยาวชนอย่างมากในปัจจุบันมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความตระหนักรู้ผ่านการสร้างเครือข่ายเยาวชนเพื่อป้องกันมิให้เยาวชนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม การศึกษาวิจัยนี้ได้ดำเนินการตามกระบวนการของการจัดการความรู้ผ่านการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และการสนทนากลุ่ม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการความรู้เกี่ยวกับแนวทางการสร้างและพัฒนาเครือข่ายเยาวชนเพื่อป้องกันการกระทำความผิดและตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมด้วยกระบวนการสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงจัดทำคู่มือสำหรับการสร้างต้นแบบการพัฒนาเครือข่ายเยาวชนดังกล่าวและเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาเครือข่ายเยาวชนดังกล่าวให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นตัวแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจมวลชนสัมพันธ์ ตัวแทนเยาวชน และบุคลากรขององค์กรของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการป้องกันอาชญากรรมซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 7 รวมถึงนักเรียนนายร้อยตำรวจที่กำลังเรียนวิชาตำรวจมวลชนสัมพันธ์ด้วยจากการดำเนินการศึกษาวิจัยตามกระบวนการของการจัดการความรู้ ท าให้ทราบว่าแนวทางการสร้างและพัฒนาเครือข่ายเยาวชนเพื่อป้องกันการกระท าความผิดและตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมด้วยกระบวนการสื่อสังคมออนไลน์ ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) ขั้นเตรียมการ 2) ขั้นการรับสมัครสมาชิกเครือข่ายและคัดเลือกแกนนำเครือข่าย 3) ขั้นฝึกอบรมแกนนำเครือข่าย และ 4) ขั้นขยายเครือข่ายและสร้างความยั่งยืนให้กับเครือข่าย โดยจะต้องใช้การบูรณาการความร่วมมือระหว่างบุคลากรของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกับบุคลากรในหน่วยงานที่ดูแลเยาวชนที่จะน ามาเป็นสมาชิกเครือข่าย เช่น ผู้บริหารสถานศึกษา ครูฝ่ายกิจกรรม นักเรียน รวมถึงตัวแทนแกนนำเครือข่ายเยาวชนที่จะต้องร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมของเครือข่ายร่วมกับเยาวชนที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ ที่ร่วมกันสร้างขึ้นโดยมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมที่สามารถสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยของอาชญากรรม นอกจากนี้ หลังจากที่นำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้กับกลุ่มเป้าหมาย พบว่า กลุ่มเป้าหมายมีระดับความรู้ความเข้าใจในภาพรวมเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาเครือข่ายเยาวชนเพื่อป้องกันการกระทำความผิดและตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมด้วยกระบวนการสื่อสังคมออนไลน์และแนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นและสามารถสร้างและใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ในการขับเคลื่อนกิจกรรมของเครือข่ายได้ และในแง่ของการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ ยังพบว่ากลุ่มเป้าหมายมีแนวคิดที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายของต้นแบบเครือข่ายที่สร้างขึ้นและยังมีแนวคิดในการนำต้นแบบเครือข่ายดังกล่าวไปประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานหรือในพื้นที่ของตนเพื่อที่จะขยายเครือข่ายให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น รวมถึงแนวคิดที่จะนำไปต่อยอดโดยการสร้างเครือข่ายในหน่วยงานหรือชุมชนของตนเองต่อไปอีกด้วยคำสำคัญ การจัดการความรู้ / สื่อสังคมออนไลน์ / เครือข่ายเยาวชน / การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม