การพัฒนาระบบคุ้มครองช่วยเหลือเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : โครงการวิจัยการพัฒนาระบบคุ้มครองช่วยเหลือเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ตก เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ผู้วิจัย : สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 10 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี พ.ศ. : 2562 การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบคุ้มครองช่วยเหลือเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ตก เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระบบคุ้มครองช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อทั่วไปและเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน 2) วิเคราะห์ปัจจัยส่งเสริม สนับสนุนให้กระบวนการคุ้มครองช่วยเหลือเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ และ3) เสนอแนวทางในการพัฒนาระบบคุ้มครองช่วยเหลือเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ที่เหมาะสม งานวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative research) วิจัยเอกสาร (Documentary research) และวิจัยภาคสนาม (Field research) โดยผู้วิจัยลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างด้วยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง หรือการสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ (Structured interview or formal interview) และสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อศึกษาระบบคุ้มครองช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อทั่วไปและเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ตกเป็นเหยื่อ ผลการศึกษาโดยสรุปมีดังนี้ ผลการวิจัยพบว่า ในอดีตลักษณะการนำเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์ เข้ามาแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน มีลักษณะการบริการแบบแอบแฝงในสถานบริการต่างๆ โดยมีกระบวนการติดต่อผู้ซื้อบริการผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองช่วยเหลือเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงปฏิบัติงานด้วยความยากลำบาก และในปัจจุบันระบบคุ้มครองช่วยเหลือได้นำหลัก 5 P มาปรับใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งเน้นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรหรือเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ในทุกขั้นตอนและกระบวนการทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ผลการวิจัยยังเสนอว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการช่วยเหลือและคุ้มครองเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์ บนพื้นที่สูงที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ให้มีประสิทธิภาพนั้น ประกอบด้วย 1) การทำงานแบบมีส่วนร่วมของบุคลากรหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภาคีเครือข่ายทุกระดับในการทำงานร่วมกัน 2) การบริหารงานด้านงบประมาณในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการได้รับการสนับสนุนการเข้าถึงทรัพยากรของหน่วยงานภาครัฐ 3) ช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัยง่ายต่อการแจ้งเหตุ และความพร้อมของสถานที่ในการช่วยเหลือ และ4) การบริหารจัดการอย่างเต็มที่จากหน่วยงานทุกภาคส่วนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการคุ้มครองและช่วยเหลือเหยื่อ และจากการศึกษาพบว่า แนวทางในการพัฒนาระบบคุ้มครองช่วยเหลือเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ที่เหมาะสม ได้แก่ 1) แนวทางการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 2) แนวทางการสนับสนุนด้านงบประมาณให้เพียงพอต่อความต้องการตามบริบทของพื้นที่ 3) แนวทางส่งเสริมและสนับสนุนศูนย์ช่วยเหลือและประสานงาน และ4) แนวทางส่งเสริมการบูรณาการด้านการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และท้องถิ่น ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยคือ เพื่อลดการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อน รัฐบาลควรมีนโยบายให้สำรวจสำมะโนครัวในระดับพื้นที่ และมีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้เป็นฐานข้อมูล กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ควรส่งเสริมการทำงานร่วมกันแบบบูรณาของทุกภาคส่วน จัดสวัสดิการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ให้มีความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ และประชาสัมพันธ์รณรงค์การต่อต้านค้ามนุษย์ผ่านสื่อทุกช่องทางอย่างต่อเนื่อง คำสำคัญ: ระบบคุ้มครองช่วยเหลือ เด็กและเยาวชนชาติพันธุ์ บนพื้นที่สูง เหยื่อการค้ามนุษย์