การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการรอบรู้ดิจิทัลเพื่อลดพฤติกรรมการติดอินเทอร์เน็ตและป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับการรู้ดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาความชุกของพฤติกรรมการติดอินเทอร์เน็ตและภาวะซึมเศร้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) วิเคราะห์โมเดลเชิงสาเหตุการรู้ดิจิทัลที่มีผลต่อภาวะซึมเศร้าโดยมีพฤติกรรมการติดอินเทอร์เน็ตเป็นตัวแปรส่งผ่าน และ 4) พัฒนาแนวทางส่งเสริมการรู้ดิจิทัลเพื่อลดพฤติกรรมการติดอินเทอร์เน็ตและป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้า โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย จำนวน 2,000 คน ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed-Method) ระหว่างวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) เครื่องมือการวิจัยเชิงปริมาณ คือ แบบวัดการรู้ดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แบบวัดพฤติกรรมการติดอินเทอร์เน็ต และแบบวัดภาวะซึมเศร้า CES-D ฉบับภาษาไทย 2) เครื่องมือการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างเพื่อพัฒนาแนวทางส่งเสริมการรู้ดิจิทัลเพื่อลดพฤติกรรมการติดอินเทอร์เน็ตและป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้า ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้วยการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน และตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือเชิงปริมาณกับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาคและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อ (CITC) มีความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นผ่านเกณฑ์ อยู่ในระดับดี–ดีมาก มีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างได้ ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับการรู้ดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย องค์ประกอบที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ ทักษะปฏิบัติ (PNImodified =0.162) 2) การศึกษาความชุกของพฤติกรรมการติดอินเทอร์เน็ตและภาวะซึมเศร้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีพฤติกรรมในการติดอินเทอร์เน็ต โดยมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ในส่วนของภาวะซึมเศร้า นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีภาวะซึมเศร้าด้านความรู้สึกและความคิดสูงที่สุด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความรู้สึกดีต่อตนเอง หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิในการเรียนหรือการทำงานใด ๆ และ นอนไม่ค่อยหลับ 3) การวิเคราะห์โมเดลเชิงสาเหตุการรู้ดิจิทัลที่มีผลต่อภาวะซึมเศร้าโดยมีพฤติกรรมการติดอินเทอร์เน็ตเป็นตัวแปรส่งผ่าน พบว่า?^2 = 0.297, ?^2/df = 1.182, RMSEA = 0.013, CFI = 1.000, GFI = 0.997, NFI = 0.997 แสดงว่า โมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ทั้งนี้การรู้ดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงเชิงลบต่อภาวะซึมเศร้า เท่ากับ -0.147 โดยผลรวมอิทธิพลต่อภาวะซึมเศร้า เท่ากับ -0.043 และเป็นอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวก เท่ากับ 0.104 นอกจากนี้อิทธิพลจากการรู้ดิจิทัลส่งผลต่อการติดอินเทอร์เน็ต มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกเท่ากับ 0.103 มีผลรวมอิทธิพล เท่ากับ 0.103 ส่วนอิทธิพลจากการติดอินเทอร์เน็ตส่งผลต่อภาวะซึมเศร้ามีอิทธิพลทางตรงเชิงบวก เท่ากับ 1.004 มีผลรวมอิทธิพล เท่ากับ 1.004 4) การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการรู้ดิจิทัลเพื่อลดพฤติกรรมการติดอินเทอร์เน็ตและป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้า องค์ประกอบที่ 1 ด้านทักษะปฏิบัติ นักเรียนมีความสามารถและมีความชำนาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นอย่างดีทั้งด้านความรู้และทักษะการใช้ดิจิทัล องค์ประกอบที่ 2 ทักษะการคิด เน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ผลงาน การสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมให้เกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีจริยธรรม คุณธรรม ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ดิจิทัล องค์ประกอบที่ 3 ทักษะการร่วมมือ เน้นการร่วมมือกับกลุ่มบุคคลในการส่งเสริมการรู้ดิจิทัล เพื่อลดพฤติกรรมการติดอินเทอร์เน็ต และป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้างแก่นักเรียน องค์ประกอบที่ 4 ทักษะการตระหนักรู้ มุ่งให้นักเรียนเห็นถึงความสำคัญ ตระหนักถึงคุณและโทษของอินเทอร์เน็ต และแนวทางพัฒนาตนเองด้วยกิจกรรมและแนวทางที่หลากหลาย หมาะสมกับช่วงวัย สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนและเปิดโอกาสเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ