การวิจัยเกี่ยวกับการจัดทำสถิติผลิตภาพแรงงานในสถานประกอบกิจการที่จัดฝึกอบรมตาม พ.ร.บ.ฯ พ.ศ. 2545
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยรวมทั้งแนวทางการจัดเก็บสถิติผลิตภาพแรงงาน การวัด ผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาแรงงานในสถานประกอบกิจการผ่านกระบวนการฝึกอบรมที่จัดฝึกอบรมภายใต้ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำมาประกอบ การกำหนดนโยบายของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และการสร้างความเข้าใจให้แก่บุคลากรของกรมพัฒนาฝีมือ แรงงานที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยนี้เริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลการวัดดัชนีผลิตภาพแรงงานของประเทศไทย รวมถึงงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพแรงงานในประเทศไทย ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศ ไทย บ่งชี้ว่า ดัชนีผลิตภาพแรงงานต่อคนเฉลี่ยรายปี พ.ศ. 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.70 หรือผลการศึกษาผลิต ภาพและบรรยากาศการลงทุน (Productivity and Investment Climate Survey : PICS) ที่ได้ทำการวิเคราะห์ ใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ปัจจัยทางด้านแรงงานยังขาดแรงงานวิชาชีพ (Professional) และแรงงานที่มี ทักษะสูง (Skilled Worker) เป็นจำนวนมาก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบงานวิจัยและทฤษฎีการบริหารจัดการ จำนวนมากที่อธิบายถึงความจำเป็นของการฝึกอบรมในสถานประกอบกิจการที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา แรงงานอันจะนำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพแรงงานได้ในท้ายที่สุด ทฤษฎีสกอร์การ์ดแบบสมดุล (Balanced Scorecard : BSC) เป็นทฤษฎีการบริหารจัดการหนึ่งที่มี ความโดดเด่นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยทฤษฎีดังกล่าวได้อธิบายถึงความสำคัญของทุนมนุษย์ (Human Capital) ซึ่งเป็นส่วนประกอบในมิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา (Learning and Growth Perspective) ที่เป็นปัจจัยผลักดันมิติด้านกระบวนการภายในธุรกิจ (Internal Business Process Perspective) และมิติ ด้านลูกค้า (Customer Perspective) ให้ตอบสนองต่อการมีผลิตภาพ (Productivity) และการเติบโตของ รายได้ (Revenue Growth) ในมิติด้านการเงิน (Financial Perspective) โดยหากพิจารณาเปรียบเทียบกับ บทบาทของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่มี 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมด้านการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน กิจกรรม ด้านมาตรฐานฝีมือแรงงาน กิจกรรมด้านส่งเสริมและประสานการพัฒนาฝีมือแรงงาน และกิจกรรมการรับรอง ความรู้ความสามารถ จะเห็นว่า ทั้ง 4 กิจกรรมหลักเป็นส่วนสำคัญที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างทุนมนุษย์ของ ประเทศ อันจะกลายเป็นรากฐานที่นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้แก่ภาคธุรกิจ และมีแนวโน้มที่ จะสะท้อนกลับออกมาในรูปของผลิตภาพแรงงานและรายได้ของประเทศในท้ายที่สุด อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิง ตามทฤษฎี BSC จะเห็นว่า ทุนมนุษย์ไม่ใช่เป็นปัจจัยเดียวที่จะก่อให้เกิดผลิตภาพหรือการเติบโตของรายได้ แต่ยังมีอีกหลากหลายปัจจัยที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ ดังนั้นดัชนีผลิตภาพแรงงานต่อคนเฉลี่ยรายปี พ.ศ. 2560 ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.70 ดังที่ได้กล่าวมา จึงเป็นผลลัพธ์ที่เกิดมาจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในทุกภาคส่วนเป็นสำคัญ แม้ทุนมนุษย์จะไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ส่งผลให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน แต่การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ย่อมจะขาดทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสูงไม่ได้ โดยในปัจจุบัน กรมพัฒนาฝีมือแรงงานอาศัยพระราชบัญญัติส่งเสริม การพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและประสานการพัฒนาฝีมือแรงงาน ในสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ทั้งนี้ สถานประกอบกิจการที่ดำเนินการฝึกอบรม ภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าวจะต้องดำเนินการยื่นคำขอรับรองหลักสูตรและค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมผ่าน ระบบบริการภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ (E-Service) ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งเมื่อนำข้อมูลจากฐานข้อมูล ที่ได้จาก E-Service ในช่วง ปี พ.ศ. 2559 – 2560 มาสรุปเป็นสถิติการฝึกอบรม พบว่า จำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรม ในปี พ.ศ. 2559 มีจำนวน 2,830,003 คน และเพิ่มขึ้นเป็น 4,274,520 คน ในปี พ.ศ. 2560 โดยมีจำนวน หลักสูตรฝึกอบรมที่ได้รับการรับรอง จำนวน 110,203 หลักสูตร และ 150,416 หลักสูตร ตามลำดับ และหาก จำแนกความถี่ในการฝึกอบรมตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกจัดหมวดหมู่ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศไทย (Thailand Standard Industrial Classification : TSIC 2009) พบว่า จำนวนผู้เข้าฝึกอบรมทั้งหมดตลอด ช่วง 2 ปี ร้อยละ 81.67 มีการกระจายตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม 5 หมวดใหญ่ โดยมีหมวดใหญ่ C (การผลิต) เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีจำนวนผู้เข้าฝึกอบรมมากที่สุด จำนวน 3,947,759 คน คิดเป็นร้อยละ 55.57 ของ จำนวนผู้เข้าฝึกอบรมทั้งหมดในช่วง 2 ปี ในขณะที่ทางด้านจำนวนหลักสูตรที่จัดฝึกอบรม พบว่า ร้อยละ 79.76 ของจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองทั้งหมดในช่วง 2 ปี มีการกระจายตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม 5 หมวดใหญ่ โดยหมวดใหญ่ C ก็ยังเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีจำนวนหลักสูตรที่จัดฝึกอบรมมากที่สุด คือ จำนวน 147,610 หลักสูตร คิดเป็นร้อยละ 56.64 ของจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมทั้งหมดที่ได้รับการรับรองในช่วง 2 ปี ซึ่งสถิติการฝึกอบรมดังกล่าวนี้ชี้ว่า กลไกการส่งเสริมและประสานการพัฒนาฝีมือแรงงานในสถานประกอบ กิจการโดยอาศัยพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 สามารถกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา แรงงานในสถานประกอบกิจการได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ สถิติดังกล่าวยังชี้ว่า หากภาครัฐมีการกำหนด นโยบายส่งเสริมการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต จะสามารถสรุปโดย อนุมานได้ว่า นโยบายดังกล่าวจะครอบคลุมแรงงานที่ต้องการเพิ่มศักยภาพอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของแรงงาน ทั้งหมดได้ และในทำนองเดียวกัน หากขยายขอบเขตของนโยบายให้ครอบคลุมไปยังอีก 5 กลุ่มอุตสาหกรรมจาก ทั้งหมด 21 กลุ่มอุตสาหกรรม นโยบายดังกล่าวจะมีขอบเขตครอบคลุมแรงงานที่ต้องการเพิ่มศักยภาพได้กว่า ร้อยละ 80 ของแรงงานที่ต้องการเพิ่มศักยภาพทั้งหมดเลยทีเดียว เพื่อค้นหาปัจจัยที่นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม ทีมวิจัยได้ทำการวิเคราะห์รูปแบบของหลักสูตร จากชื่อหลักสูตรฝึกอบรบที่ได้รับการรับรอง ซึ่งถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลผ่านระบบ E-Service กว่า 250,000 หลักสูตร พบว่า แต่ละหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจะมีชื่อหลักสูตรหลากหลายและแทบไม่ซ้ำกัน แต่หากสังเกต จากคำสำคัญ (Keywords) ที่ปรากฏอยู่ในชื่อหลักสูตรจะสามารถสังเกตเห็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกันที่สามารถ รวมหลักสูตรฝึกอบรมให้เป็นกลุ่มหลักสูตร (Course Group) ได้ ภายใต้สมมติฐานที่ว่าภาพรวมของเนื้อหา ในการฝึกอบรมจะสะท้อนเป็นคำสำคัญแทรกอยู่ในชื่อหลักสูตรฝึกอบรม ซึ่งการจัดกลุ่มหลักสูตรจะอาศัย การวิเคราะห์จากทิศทางของเนื้อหาการฝึกอบรม การทดสอบความเข้าใจในกลุ่มหลักสูตรที่แทรกใน แบบสอบถาม (Questionnaire) จำนวน 503 ตัวอย่าง รวมถึงการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) ร่วมกับ ผู้เชี่ยวชาญและ ผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บข้อมูลผลิตภาพแรงงานในสถานประกอบกิจการเฉลี่ย 25 คนต่อ ครั้ง จำนวน 10 ครั้ง ปรากฏว่า หลักสูตรฝึกอบรมที่เคยมีความหลากหลายสามารถจำแนกออกเป็นกลุ่ม หลักสูตรได้ 5 กลุ่มหลักสูตร ได้แก่ (1) พัฒนาความรู้ (2) พัฒนาเทคนิคการทำงาน (3) ทัศนคติในการทำงาน (4) ระบบการจัดการ และ (5) เทคโนโลยีสารสนเทศและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลเดิมไม่มีการจัดจำแนกหลักสูตรฝึกอบรมเป็นกลุ่มไว้ และการนำข้อมูลกว่า 250,000 หลักสูตร มาคัดแยกเป็นกลุ่มหลักสูตร โดยอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์เป็น เรื่องที่มีโอกาสผิดพลาดสูงและต้องใช้เวลาคัดแยกมากจนแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ดังนั้นทีมวิจัยจึงพัฒนา โปรแกรมสำหรับการจัดกลุ่มหลักสูตรขึ้น โดยโปรแกรมดังกล่าวจะอาศัยวิธีการประมวลผลข้อความ (Text Processing) ค้นหารูปแบบและความสัมพันธ์ที่อยู่ในชื่อหลักสูตร แล้วแยกชื่อหลักสูตรเป็นส่วนประกอบย่อย จากนั้นอาศัยการจัดการระบบฐานข้อมูลประเภท PostgreSQL ที่ทำหน้าที่ค้นหาคำสำคัญจากชื่อหลักสูตร นำไปเปรียบเทียบและตัดสินใจ และจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลด้วยภาษาไพธอน (Python) ซึ่งภายหลังจากการจัด กลุ่มหลักสูตรด้วยโปรแกรมดังกล่าว พบว่า จำนวนหลักสูตรฝึกอบรมในภาพรวมของทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ในช่วง 2 ปี มีหลักสูตรฝึกอบรมในกลุ่มหลักสูตรที่ 2 พัฒนาเทคนิคการทำงาน มากที่สุด คือ 68,548 หลักสูตร คิดเป็นร้อยละ 26.30 ของจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมทั้งหมด และกลุ่มหลักสูตรที่ 4 ระบบการจัดการ รองลงมา คือ 56,033 หลักสูตร คิดเป็นร้อยละ 21.50 ของจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมทั้งหมด และมีจำนวนผู้เข้าฝึกอบรม ในกลุ่มหลักสูตรที่ 2 มากที่สุด จำนวน 2,042,332 คน คิดเป็นร้อยละ 28.75 ของจำนวนผู้เข้าฝึกอบรมทั้งหมด และมีจำนวนผู้เข้าฝึกอบรมในกลุ่มหลักสูตรที่ 4 รองลงมา จำนวน 1,538,609 คน คิดเป็น 21.66 ของจำนวน ผู้เข้าฝึกอบรมทั้งหมด กล่าวคือ สถานการณ์การฝึกอบรมของสถานประกอบกิจการในภาพรวมตลอดช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาได้ให้น้ำหนักการฝึกอบรมไปใน 2 ด้าน คือ ด้านพัฒนาเทคนิคการทำงานและด้านระบบการจัดการ นอกจากนี้ น้ำหนักของแต่ละกลุ่มหลักสูตรยังช่วยให้สามารถติดตามทิศทางการฝึกอบรมของแต่ละ กลุ่มอุตสาหกรรมทั้งในระดับหมวดใหญ่หรือระดับหมวดย่อยได้อีกด้วย เช่น สัดส่วนการฝึกอบรม ในกลุ่มอุตสาหกรรมหมวดใหญ่ C ที่อิงตามจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมจะมีสัดส่วนการฝึกอบรมระหว่าง กลุ่มหลักสูตรที่ 1 ถึง 5 ในปี พ.ศ. 2559 เป็นร้อยละ 11.97 : 34.44 : 9.04 : 31.25 : 13.30 และมี การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในปี พ.ศ. 2560 ไปเป็นร้อยละ 12.08 : 34.15 : 8.74 : 32.22 : 12.81 แสดงว่า สถานประกอบกิจการที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตยังให้มีน้ำหนักหลักสูตรกลุ่มพัฒนาเทคนิคการทำงาน และกลุ่มระบบการจัดการเป็นหลัก โดยมีน้ำหนักรวมกันกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมทั้งหมด ของหมวดใหญ่ C แต่ในขณะที่หมวดใหญ่ I (ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร) ซึ่งอยู่ในอันดับ 3 ในด้านจำนวน หลักสูตรฝึกอบรม มีสัดส่วนการฝึกอบรมที่อิงตามจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมใน ปี พ.ศ. 2559 ร้อยละ 13.57 : 31.73 : 28.87 : 16.86 : 8.97 และเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยไปเป็นร้อยละ 11.95 : 31.92 : 29.70 : 17.24 : 9.18 ในปี พ.ศ. 2560 โดยสถานประกอบกิจการในหมวดใหญ่นี้ให้น้ำหนักกลุ่มหลักสูตรแตกต่างกับในหมวด ใหญ่ C คือ ให้น้ำหนักไปที่กลุ่มพัฒนาเทคนิคการทำงาน และกลุ่มทัศนคติในการทำงานเป็นหลัก และหาก วิเคราะห์เพิ่มเติมลงไปในระดับหมวดย่อยตาม TSIC 2009 จะเห็นว่า น้ำหนักความสำคัญของกลุ่มหลักสูตรใน แต่ละหมวดย่อยก็มีความแตกต่างกัน เช่น หมวดย่อย C28 (การผลิตยานยนต์ รถพ่วงและรถกึ่งพ่วง) ซึ่งเป็น หมวดย่อยที่มีจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมมากที่สุดในหมวดใหญ่ C ให้น้ำหนักไปที่หลักสูตรกลุ่มระบบการจัดการ มากที่สุด โดยมีสัดส่วนการฝึกอบรมที่อิงตามจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมในปี พ.ศ. 2560 ร้อยละ 12.53 : 29.45 : 8.52 : 36.65 : 12.85 ในขณะที่หมวดย่อย C21 (การผลิตผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก) ซึ่งเป็นหมวดย่อย อันดับ 3 ด้านจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมในหมวดใหญ่ C ให้น้ำหนักไปที่หลักสูตรกลุ่มพัฒนาเทคนิคการทำงาน มากที่สุด โดยมีสัดส่วนการฝึกอบรมที่อิงตามจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมในปี พ.ศ. 2560 ร้อยละ 13.27 : 35.46 : 8.63 : 33.01 : 9.64% แต่ทิศทางการฝึกอบรมของทั้งหมวดย่อย C28 และ C21 ก็ไม่ต่างกันมากนัก จากตัวอย่างบางส่วนที่ได้กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันอาจมีทิศทาง การฝึกอบรมที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือแตกต่างกันก็ได้ การใช้น้ำหนักความสำคัญของกลุ่มหลักสูตร ในการอ้างอิงเพื่อออกแบบหลักสูตร หรือการกำกับดูแล หรือส่งเสริมการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับ สถานประกอบกิจการในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยให้เกิดหลักสูตรที่ตอบสนอง ต่อความต้องการได้ โดยทั่วไป ภายหลังการฝึกอบรมเสร็จสิ้น การวัดผลสัมฤทธิ์จากการฝึกอบรมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับการฝึกอบรมที่สถานประกอบกิจการดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือ แรงงาน พ.ศ. 2545 จะมีลักษณะพิเศษ 3 ประการ คือ (1) หลักสูตรที่สถานประกอบกิจการจัดฝึกอบรมโดย ส่วนใหญ่จะเป็นหลักสูตรประเภทยกระดับฝีมือแรงงาน (หลักสูตร 6 ชั่วโมง) ดังนั้นการติดตามผลสัมฤทธิ์ การฝึกอบรมที่ดีควรจะต้องสะท้อนความเป็นจริงของศักยภาพที่เปลี่ยนแปลงในกลุ่มนี้ได้ (2) สถานประกอบ กิจการต้องจัดฝึกอบรมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด แสดงว่า การติดตามผลสัมฤทธิ์การฝึกอบรม ย่อมเกี่ยวพันกับพนักงานอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของสถานประกอบกิจการ ดังนั้นการติดตามผลสัมฤทธิ์ การฝึกอบรมที่ดีควรจะต้องไม่ยุ่งยากในการเก็บข้อมูลจนเกินไป และ (3) การยื่นรับรองหลักสูตรและอนุมัติ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมจะต้องยื่นภายใน 60 วันหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรม แต่ต้องไม่เกิน 15 มกราคมของปี ถัดไป ดังนั้นการติดตามผลสัมฤทธิ์การฝึกอบรมที่ส่งแนบพร้อมการขอรับรองหลักสูตร จึงต้องเก็บข้อมูลได้ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 45 วันหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรม ดังนั้นทีมวิจัยจึงได้รวบรวมความคิดเห็นจาก ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บข้อมูลผลิตภาพแรงงานในสถานประกอบกิจการในการสนทนากลุ่ม ย่อย โดยได้ข้อสรุปว่า การวัดผลสัมฤทธิ์การฝึกอบรมเฉพาะในหลักสูตรที่สถานประกอบกิจการต้องการยื่นคำขอ รับรองหลักสูตรและค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ควรเป็นการวัดศักยภาพของผู้เข้าฝึกอบรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแบ่งศักยภาพที่ติดตามสังเกตหลังการฝึกอบรมออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย (1) ความรู้จากการฝึกอบรม (2) ทักษะในการปฏิบัติงาน (3) ทัศนคติที่มีต่อการปฏิบัติงาน (4) การแก้ไขปัญหาในการทำงาน และ (5) ความตระหนักด้านความปลอดภัย ทั้งนี้ ในแต่ละหลักสูตรฝึกอบรมไม่จำเป็นต้องตอบสนองศักยภาพได้ ครบทุกด้าน กล่าวคือ หากผู้เข้าฝึกอบรมมีความเปลี่ยนแปลงแม้เพียงด้านเดียวก็จะถือว่ามีศักยภาพเพิ่มขึ้น แล้ว อย่างไรก็ตาม จะมีเฉพาะศักยภาพในด้านที่ 2 ทักษะในการปฏิบัติงาน และด้านที่ 4 การแก้ไขปัญหา ในการทำงาน เท่านั้น ที่มีแนวโน้มไปสู่การเพิ่มผลิตภาพแรงงานได้ ดังนั้นหากต้องการให้การฝึกอบรมมีโอกาส ในการเพิ่มผลิตภาพแรงงานได้ การกำหนดวัตถุประสงค์หรือเนื้อหาของหลักสูตรฝึกอบรมให้สัมพันธ์กับ ศักยภาพทั้ง 2 ด้านย่อมเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ควรเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่า ศักยภาพที่มีแนวโน้มไปสู่ การเพิ่มผลิตภาพแรงงานไม่ใช่เป้าหมายอย่างเดียวของการฝึกอบรม แต่เป้าหมายของการฝึกอบรมควรจะ สัมพันธ์กับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อทั้งผู้เข้าฝึกอบรมและสถานประกอบกิจการทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งใน สถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคต