Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2561

การวิจัยเกี่ยวกับการจัดทำสถิติผลิตภาพแรงงานในสถานประกอบกิจการที่จัดฝึกอบรมตาม พ.ร.บ.ฯ พ.ศ. 2545

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2561

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยรวมทั้งแนวทางการจัดเก็บสถิติผลิตภาพแรงงาน การวัด ผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาแรงงานในสถานประกอบกิจการผ่านกระบวนการฝึกอบรมที่จัดฝึกอบรมภายใต้ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำมาประกอบ การกำหนดนโยบายของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และการสร้างความเข้าใจให้แก่บุคลากรของกรมพัฒนาฝีมือ แรงงานที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยนี้เริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลการวัดดัชนีผลิตภาพแรงงานของประเทศไทย รวมถึงงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพแรงงานในประเทศไทย ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศ ไทย บ่งชี้ว่า ดัชนีผลิตภาพแรงงานต่อคนเฉลี่ยรายปี พ.ศ. 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.70 หรือผลการศึกษาผลิต ภาพและบรรยากาศการลงทุน (Productivity and Investment Climate Survey : PICS) ที่ได้ทำการวิเคราะห์ ใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ปัจจัยทางด้านแรงงานยังขาดแรงงานวิชาชีพ (Professional) และแรงงานที่มี ทักษะสูง (Skilled Worker) เป็นจำนวนมาก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบงานวิจัยและทฤษฎีการบริหารจัดการ จำนวนมากที่อธิบายถึงความจำเป็นของการฝึกอบรมในสถานประกอบกิจการที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา แรงงานอันจะนำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพแรงงานได้ในท้ายที่สุด ทฤษฎีสกอร์การ์ดแบบสมดุล (Balanced Scorecard : BSC) เป็นทฤษฎีการบริหารจัดการหนึ่งที่มี ความโดดเด่นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยทฤษฎีดังกล่าวได้อธิบายถึงความสำคัญของทุนมนุษย์ (Human Capital) ซึ่งเป็นส่วนประกอบในมิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา (Learning and Growth Perspective) ที่เป็นปัจจัยผลักดันมิติด้านกระบวนการภายในธุรกิจ (Internal Business Process Perspective) และมิติ ด้านลูกค้า (Customer Perspective) ให้ตอบสนองต่อการมีผลิตภาพ (Productivity) และการเติบโตของ รายได้ (Revenue Growth) ในมิติด้านการเงิน (Financial Perspective) โดยหากพิจารณาเปรียบเทียบกับ บทบาทของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่มี 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมด้านการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน กิจกรรม ด้านมาตรฐานฝีมือแรงงาน กิจกรรมด้านส่งเสริมและประสานการพัฒนาฝีมือแรงงาน และกิจกรรมการรับรอง ความรู้ความสามารถ จะเห็นว่า ทั้ง 4 กิจกรรมหลักเป็นส่วนสำคัญที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างทุนมนุษย์ของ ประเทศ อันจะกลายเป็นรากฐานที่นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้แก่ภาคธุรกิจ และมีแนวโน้มที่ จะสะท้อนกลับออกมาในรูปของผลิตภาพแรงงานและรายได้ของประเทศในท้ายที่สุด อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิง ตามทฤษฎี BSC จะเห็นว่า ทุนมนุษย์ไม่ใช่เป็นปัจจัยเดียวที่จะก่อให้เกิดผลิตภาพหรือการเติบโตของรายได้ แต่ยังมีอีกหลากหลายปัจจัยที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ ดังนั้นดัชนีผลิตภาพแรงงานต่อคนเฉลี่ยรายปี พ.ศ. 2560 ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.70 ดังที่ได้กล่าวมา จึงเป็นผลลัพธ์ที่เกิดมาจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในทุกภาคส่วนเป็นสำคัญ แม้ทุนมนุษย์จะไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ส่งผลให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน แต่การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ย่อมจะขาดทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสูงไม่ได้ โดยในปัจจุบัน กรมพัฒนาฝีมือแรงงานอาศัยพระราชบัญญัติส่งเสริม การพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและประสานการพัฒนาฝีมือแรงงาน ในสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ทั้งนี้ สถานประกอบกิจการที่ดำเนินการฝึกอบรม ภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าวจะต้องดำเนินการยื่นคำขอรับรองหลักสูตรและค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมผ่าน ระบบบริการภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ (E-Service) ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งเมื่อนำข้อมูลจากฐานข้อมูล ที่ได้จาก E-Service ในช่วง ปี พ.ศ. 2559 – 2560 มาสรุปเป็นสถิติการฝึกอบรม พบว่า จำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรม ในปี พ.ศ. 2559 มีจำนวน 2,830,003 คน และเพิ่มขึ้นเป็น 4,274,520 คน ในปี พ.ศ. 2560 โดยมีจำนวน หลักสูตรฝึกอบรมที่ได้รับการรับรอง จำนวน 110,203 หลักสูตร และ 150,416 หลักสูตร ตามลำดับ และหาก จำแนกความถี่ในการฝึกอบรมตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกจัดหมวดหมู่ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศไทย (Thailand Standard Industrial Classification : TSIC 2009) พบว่า จำนวนผู้เข้าฝึกอบรมทั้งหมดตลอด ช่วง 2 ปี ร้อยละ 81.67 มีการกระจายตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม 5 หมวดใหญ่ โดยมีหมวดใหญ่ C (การผลิต) เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีจำนวนผู้เข้าฝึกอบรมมากที่สุด จำนวน 3,947,759 คน คิดเป็นร้อยละ 55.57 ของ จำนวนผู้เข้าฝึกอบรมทั้งหมดในช่วง 2 ปี ในขณะที่ทางด้านจำนวนหลักสูตรที่จัดฝึกอบรม พบว่า ร้อยละ 79.76 ของจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองทั้งหมดในช่วง 2 ปี มีการกระจายตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม 5 หมวดใหญ่ โดยหมวดใหญ่ C ก็ยังเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีจำนวนหลักสูตรที่จัดฝึกอบรมมากที่สุด คือ จำนวน 147,610 หลักสูตร คิดเป็นร้อยละ 56.64 ของจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมทั้งหมดที่ได้รับการรับรองในช่วง 2 ปี ซึ่งสถิติการฝึกอบรมดังกล่าวนี้ชี้ว่า กลไกการส่งเสริมและประสานการพัฒนาฝีมือแรงงานในสถานประกอบ กิจการโดยอาศัยพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 สามารถกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา แรงงานในสถานประกอบกิจการได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ สถิติดังกล่าวยังชี้ว่า หากภาครัฐมีการกำหนด นโยบายส่งเสริมการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต จะสามารถสรุปโดย อนุมานได้ว่า นโยบายดังกล่าวจะครอบคลุมแรงงานที่ต้องการเพิ่มศักยภาพอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของแรงงาน ทั้งหมดได้ และในทำนองเดียวกัน หากขยายขอบเขตของนโยบายให้ครอบคลุมไปยังอีก 5 กลุ่มอุตสาหกรรมจาก ทั้งหมด 21 กลุ่มอุตสาหกรรม นโยบายดังกล่าวจะมีขอบเขตครอบคลุมแรงงานที่ต้องการเพิ่มศักยภาพได้กว่า ร้อยละ 80 ของแรงงานที่ต้องการเพิ่มศักยภาพทั้งหมดเลยทีเดียว เพื่อค้นหาปัจจัยที่นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม ทีมวิจัยได้ทำการวิเคราะห์รูปแบบของหลักสูตร จากชื่อหลักสูตรฝึกอบรบที่ได้รับการรับรอง ซึ่งถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลผ่านระบบ E-Service กว่า 250,000 หลักสูตร พบว่า แต่ละหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจะมีชื่อหลักสูตรหลากหลายและแทบไม่ซ้ำกัน แต่หากสังเกต จากคำสำคัญ (Keywords) ที่ปรากฏอยู่ในชื่อหลักสูตรจะสามารถสังเกตเห็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกันที่สามารถ รวมหลักสูตรฝึกอบรมให้เป็นกลุ่มหลักสูตร (Course Group) ได้ ภายใต้สมมติฐานที่ว่าภาพรวมของเนื้อหา ในการฝึกอบรมจะสะท้อนเป็นคำสำคัญแทรกอยู่ในชื่อหลักสูตรฝึกอบรม ซึ่งการจัดกลุ่มหลักสูตรจะอาศัย การวิเคราะห์จากทิศทางของเนื้อหาการฝึกอบรม การทดสอบความเข้าใจในกลุ่มหลักสูตรที่แทรกใน แบบสอบถาม (Questionnaire) จำนวน 503 ตัวอย่าง รวมถึงการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) ร่วมกับ ผู้เชี่ยวชาญและ ผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บข้อมูลผลิตภาพแรงงานในสถานประกอบกิจการเฉลี่ย 25 คนต่อ ครั้ง จำนวน 10 ครั้ง ปรากฏว่า หลักสูตรฝึกอบรมที่เคยมีความหลากหลายสามารถจำแนกออกเป็นกลุ่ม หลักสูตรได้ 5 กลุ่มหลักสูตร ได้แก่ (1) พัฒนาความรู้ (2) พัฒนาเทคนิคการทำงาน (3) ทัศนคติในการทำงาน (4) ระบบการจัดการ และ (5) เทคโนโลยีสารสนเทศและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลเดิมไม่มีการจัดจำแนกหลักสูตรฝึกอบรมเป็นกลุ่มไว้ และการนำข้อมูลกว่า 250,000 หลักสูตร มาคัดแยกเป็นกลุ่มหลักสูตร โดยอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์เป็น เรื่องที่มีโอกาสผิดพลาดสูงและต้องใช้เวลาคัดแยกมากจนแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ดังนั้นทีมวิจัยจึงพัฒนา โปรแกรมสำหรับการจัดกลุ่มหลักสูตรขึ้น โดยโปรแกรมดังกล่าวจะอาศัยวิธีการประมวลผลข้อความ (Text Processing) ค้นหารูปแบบและความสัมพันธ์ที่อยู่ในชื่อหลักสูตร แล้วแยกชื่อหลักสูตรเป็นส่วนประกอบย่อย จากนั้นอาศัยการจัดการระบบฐานข้อมูลประเภท PostgreSQL ที่ทำหน้าที่ค้นหาคำสำคัญจากชื่อหลักสูตร นำไปเปรียบเทียบและตัดสินใจ และจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลด้วยภาษาไพธอน (Python) ซึ่งภายหลังจากการจัด กลุ่มหลักสูตรด้วยโปรแกรมดังกล่าว พบว่า จำนวนหลักสูตรฝึกอบรมในภาพรวมของทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ในช่วง 2 ปี มีหลักสูตรฝึกอบรมในกลุ่มหลักสูตรที่ 2 พัฒนาเทคนิคการทำงาน มากที่สุด คือ 68,548 หลักสูตร คิดเป็นร้อยละ 26.30 ของจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมทั้งหมด และกลุ่มหลักสูตรที่ 4 ระบบการจัดการ รองลงมา คือ 56,033 หลักสูตร คิดเป็นร้อยละ 21.50 ของจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมทั้งหมด และมีจำนวนผู้เข้าฝึกอบรม ในกลุ่มหลักสูตรที่ 2 มากที่สุด จำนวน 2,042,332 คน คิดเป็นร้อยละ 28.75 ของจำนวนผู้เข้าฝึกอบรมทั้งหมด และมีจำนวนผู้เข้าฝึกอบรมในกลุ่มหลักสูตรที่ 4 รองลงมา จำนวน 1,538,609 คน คิดเป็น 21.66 ของจำนวน ผู้เข้าฝึกอบรมทั้งหมด กล่าวคือ สถานการณ์การฝึกอบรมของสถานประกอบกิจการในภาพรวมตลอดช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาได้ให้น้ำหนักการฝึกอบรมไปใน 2 ด้าน คือ ด้านพัฒนาเทคนิคการทำงานและด้านระบบการจัดการ นอกจากนี้ น้ำหนักของแต่ละกลุ่มหลักสูตรยังช่วยให้สามารถติดตามทิศทางการฝึกอบรมของแต่ละ กลุ่มอุตสาหกรรมทั้งในระดับหมวดใหญ่หรือระดับหมวดย่อยได้อีกด้วย เช่น สัดส่วนการฝึกอบรม ในกลุ่มอุตสาหกรรมหมวดใหญ่ C ที่อิงตามจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมจะมีสัดส่วนการฝึกอบรมระหว่าง กลุ่มหลักสูตรที่ 1 ถึง 5 ในปี พ.ศ. 2559 เป็นร้อยละ 11.97 : 34.44 : 9.04 : 31.25 : 13.30 และมี การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในปี พ.ศ. 2560 ไปเป็นร้อยละ 12.08 : 34.15 : 8.74 : 32.22 : 12.81 แสดงว่า สถานประกอบกิจการที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตยังให้มีน้ำหนักหลักสูตรกลุ่มพัฒนาเทคนิคการทำงาน และกลุ่มระบบการจัดการเป็นหลัก โดยมีน้ำหนักรวมกันกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมทั้งหมด ของหมวดใหญ่ C แต่ในขณะที่หมวดใหญ่ I (ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร) ซึ่งอยู่ในอันดับ 3 ในด้านจำนวน หลักสูตรฝึกอบรม มีสัดส่วนการฝึกอบรมที่อิงตามจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมใน ปี พ.ศ. 2559 ร้อยละ 13.57 : 31.73 : 28.87 : 16.86 : 8.97 และเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยไปเป็นร้อยละ 11.95 : 31.92 : 29.70 : 17.24 : 9.18 ในปี พ.ศ. 2560 โดยสถานประกอบกิจการในหมวดใหญ่นี้ให้น้ำหนักกลุ่มหลักสูตรแตกต่างกับในหมวด ใหญ่ C คือ ให้น้ำหนักไปที่กลุ่มพัฒนาเทคนิคการทำงาน และกลุ่มทัศนคติในการทำงานเป็นหลัก และหาก วิเคราะห์เพิ่มเติมลงไปในระดับหมวดย่อยตาม TSIC 2009 จะเห็นว่า น้ำหนักความสำคัญของกลุ่มหลักสูตรใน แต่ละหมวดย่อยก็มีความแตกต่างกัน เช่น หมวดย่อย C28 (การผลิตยานยนต์ รถพ่วงและรถกึ่งพ่วง) ซึ่งเป็น หมวดย่อยที่มีจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมมากที่สุดในหมวดใหญ่ C ให้น้ำหนักไปที่หลักสูตรกลุ่มระบบการจัดการ มากที่สุด โดยมีสัดส่วนการฝึกอบรมที่อิงตามจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมในปี พ.ศ. 2560 ร้อยละ 12.53 : 29.45 : 8.52 : 36.65 : 12.85 ในขณะที่หมวดย่อย C21 (การผลิตผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก) ซึ่งเป็นหมวดย่อย อันดับ 3 ด้านจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมในหมวดใหญ่ C ให้น้ำหนักไปที่หลักสูตรกลุ่มพัฒนาเทคนิคการทำงาน มากที่สุด โดยมีสัดส่วนการฝึกอบรมที่อิงตามจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมในปี พ.ศ. 2560 ร้อยละ 13.27 : 35.46 : 8.63 : 33.01 : 9.64% แต่ทิศทางการฝึกอบรมของทั้งหมวดย่อย C28 และ C21 ก็ไม่ต่างกันมากนัก จากตัวอย่างบางส่วนที่ได้กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันอาจมีทิศทาง การฝึกอบรมที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือแตกต่างกันก็ได้ การใช้น้ำหนักความสำคัญของกลุ่มหลักสูตร ในการอ้างอิงเพื่อออกแบบหลักสูตร หรือการกำกับดูแล หรือส่งเสริมการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับ สถานประกอบกิจการในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยให้เกิดหลักสูตรที่ตอบสนอง ต่อความต้องการได้ โดยทั่วไป ภายหลังการฝึกอบรมเสร็จสิ้น การวัดผลสัมฤทธิ์จากการฝึกอบรมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับการฝึกอบรมที่สถานประกอบกิจการดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือ แรงงาน พ.ศ. 2545 จะมีลักษณะพิเศษ 3 ประการ คือ (1) หลักสูตรที่สถานประกอบกิจการจัดฝึกอบรมโดย ส่วนใหญ่จะเป็นหลักสูตรประเภทยกระดับฝีมือแรงงาน (หลักสูตร 6 ชั่วโมง) ดังนั้นการติดตามผลสัมฤทธิ์ การฝึกอบรมที่ดีควรจะต้องสะท้อนความเป็นจริงของศักยภาพที่เปลี่ยนแปลงในกลุ่มนี้ได้ (2) สถานประกอบ กิจการต้องจัดฝึกอบรมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด แสดงว่า การติดตามผลสัมฤทธิ์การฝึกอบรม ย่อมเกี่ยวพันกับพนักงานอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของสถานประกอบกิจการ ดังนั้นการติดตามผลสัมฤทธิ์ การฝึกอบรมที่ดีควรจะต้องไม่ยุ่งยากในการเก็บข้อมูลจนเกินไป และ (3) การยื่นรับรองหลักสูตรและอนุมัติ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมจะต้องยื่นภายใน 60 วันหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรม แต่ต้องไม่เกิน 15 มกราคมของปี ถัดไป ดังนั้นการติดตามผลสัมฤทธิ์การฝึกอบรมที่ส่งแนบพร้อมการขอรับรองหลักสูตร จึงต้องเก็บข้อมูลได้ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 45 วันหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรม ดังนั้นทีมวิจัยจึงได้รวบรวมความคิดเห็นจาก ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บข้อมูลผลิตภาพแรงงานในสถานประกอบกิจการในการสนทนากลุ่ม ย่อย โดยได้ข้อสรุปว่า การวัดผลสัมฤทธิ์การฝึกอบรมเฉพาะในหลักสูตรที่สถานประกอบกิจการต้องการยื่นคำขอ รับรองหลักสูตรและค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ควรเป็นการวัดศักยภาพของผู้เข้าฝึกอบรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแบ่งศักยภาพที่ติดตามสังเกตหลังการฝึกอบรมออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย (1) ความรู้จากการฝึกอบรม (2) ทักษะในการปฏิบัติงาน (3) ทัศนคติที่มีต่อการปฏิบัติงาน (4) การแก้ไขปัญหาในการทำงาน และ (5) ความตระหนักด้านความปลอดภัย ทั้งนี้ ในแต่ละหลักสูตรฝึกอบรมไม่จำเป็นต้องตอบสนองศักยภาพได้ ครบทุกด้าน กล่าวคือ หากผู้เข้าฝึกอบรมมีความเปลี่ยนแปลงแม้เพียงด้านเดียวก็จะถือว่ามีศักยภาพเพิ่มขึ้น แล้ว อย่างไรก็ตาม จะมีเฉพาะศักยภาพในด้านที่ 2 ทักษะในการปฏิบัติงาน และด้านที่ 4 การแก้ไขปัญหา ในการทำงาน เท่านั้น ที่มีแนวโน้มไปสู่การเพิ่มผลิตภาพแรงงานได้ ดังนั้นหากต้องการให้การฝึกอบรมมีโอกาส ในการเพิ่มผลิตภาพแรงงานได้ การกำหนดวัตถุประสงค์หรือเนื้อหาของหลักสูตรฝึกอบรมให้สัมพันธ์กับ ศักยภาพทั้ง 2 ด้านย่อมเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ควรเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่า ศักยภาพที่มีแนวโน้มไปสู่ การเพิ่มผลิตภาพแรงงานไม่ใช่เป้าหมายอย่างเดียวของการฝึกอบรม แต่เป้าหมายของการฝึกอบรมควรจะ สัมพันธ์กับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อทั้งผู้เข้าฝึกอบรมและสถานประกอบกิจการทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งใน สถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคต

คำสำคัญ

ผลิตภาพแรงงานLabour productivityLabour Trainingการฝึกอบรมแรงงาน

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การวัดและเปรียบเทียบผลิตภาพแรงงานในอาเซียน

เรวัตร ธรรมาอภิรมย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2562

การพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานเพื่อรองรับเข้าสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดเชียงราย

รัชญา ละมุลตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พ.ศ. 2559

การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับปริมาณและคุณภาพแรงงานไทยในอุตสาหกรรมการผลิตไทย

ธัญญลักษณ์ วีระสมบัติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2561

ทิศทางแรงงานนอกระบบ การวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจแรงงานนอกระบบของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี พ.ศ.2548-2554

ภูษิต ประคองสาย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ พ.ศ. 2556

ทางเลือกในการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีเพื่อยกระดับคุณภาพแรงงานไทย

วรรณดี สุทธินรากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2559

ทางเลือกในการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีเพื่อยกระดับคุณภาพแรงงานไทย

ภูวเรศ อับดุลสตา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2558

ดัชนีชี้วัดภาวะแรงงาน พ.ศ. 2558

กระทรวงแรงงาน กระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2558

โครงการศึกษาวิจัยทิศทางการจ้างงานของประเทศไทย ในยุคอุตสาหกรรม 4.0

ลัดดา อุปสินธุ์ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2561

รายงานฉบับสมบูรณ์ การประเมินผลโครงการประชาสัมพันธ์แรงงานต่างด้าว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560

กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. 2560

การพัฒนาศักยภาพแรงงานภาคอุตสาหกรรมการผลิตในจังหวัดปทุมธานี เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

สุจิราภรณ์ ฟักจันทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2559