กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในฐานะเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจหลักในการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน เพื่อให้แรงงานได้มีความรู้ ความเข้าใจ เพิ่มพูนทักษะประสบการณ์ ความสามารถ เจตคติ และสร้างความพร้อมในการทางานและดารงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาเพื่อดาเนินโครงการวิจัยเพื่อขับเคลื่อนผลิตภาพแรงงานสู่ Thailand 4.0 เรื่อง การวิจัยเกี่ยวกับการฝึกอบรมฝีมือแรงงานกับการเพิ่มผลิตภาพแรงงานใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปัจจัยด้านการฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน และ 2) เพื่อกาหนดแนวทางการจัดฝึกอบรมฝีมือแรงงานให้สามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และการแปรรูปอาหาร ในการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้วิจัยใช้ข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากการสารวจสถานประกอบการตัวอย่างในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่จานวน 103 ราย และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการจานวน 50 ราย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิในการศึกษาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเป้าหมายและรูปแบบการจัดฝึกอบรมของ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานในระยะที่ผ่านมา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ รวมทั้งใช้การวิเคราะห์ F-test การวิเคราะห์ไคสแควร์ (Chi-Square) และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงซ้อน (Multiple Regression Analysis) สาหรับผลการศึกษา ข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษา และข้อเสนอแนะสาหรับการศึกษาที่เกี่ยวข้องต่อไป สามารถสรุปผลการศึกษาของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ได้ดังนี้ 1. โครงสร้ำงอุตสำหกรรมยำนยนต์สมัยใหม่และกำรจ้ำงงำน อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-Curve) ที่อาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีหลัก 3 ด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีพลังงาน เทคโนโลยีระบบบังคับควบคุม (หรือเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะ) และเทคโนโลยีวัสดุแห่งอนาคต ประกอบด้วยผู้ผลิตต้นน้า กลางน้า และปลายน้าอยู่ภายในห่วงโซ่อุปทาน มีการจัดหาวัตถุดิบมาผลิตเป็นชิ้นส่วนต่างๆ และส่งต่อชิ้นส่วนไปเป็นทอดๆ จากผู้ผลิตชิ้นส่วนย่อยระดับ 3rd Tier ไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนย่อยระดับ 2nd Tier แล้วถูกส่งต่อไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนหลักระดับ 1st Tier หลังจากนั้น ชิ้นส่วนย่อยที่ถูกประกอบเป็นชิ้นส่วนหลักแล้วจะถูกส่งต่อไปยังผู้ประกอบรถยนต์ จากข้อมูลของ สถาบันยานยนต์ในปี พ.ศ. 2557 มีผู้ประกอบรถยนต์จานวน 18 ราย มีกาลังการผลิตรวม 2,799,150 คันต่อปี มีผู้ประกอบรถจักรยานยนต์จานวน 7 ราย และมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จานวน 1,599 ราย แบ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนหลักระดับ 1st Tier จานวน 462 ราย ผู้ผลิตชิ้นส่วนย่อยระดับ 2nd Tier และ 3rd Tier จานวน 1,137 ราย มีการจ้างงานทั้งสิ้น 550,000 คน อย่างไรก็ตาม ผลการสารวจของสานักงานสถิติแห่งชาติพบว่าในปี พ.ศ. 2559 มีผู้ประกอบรถยนต์จานวน 102 ราย ผู้ประกอบรถจักรยานยนต์จานวน 123 ราย ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จานวน 3,935 ราย และมีการจ้างงานทั้งสิ้น 396,487 คน - vi - ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน 2. ผลกำรวิเครำะห์เกี่ยวกับผลิตภำพแรงงำนและควำมเข้ำใจเกี่ยวกับนโยบำย Thailand 4.0 ในอุตสำหกรรมยำนยนต์สมัยใหม่ การเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้จานวน 103 ราย เพื่อการวิเคราะห์เกี่ยวกับผลิตภาพแรงงาน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภาพแรงงาน นโยบาย Thailand 4.0 และการฝึกอบรมแรงงาน สรุปได้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในภาพรวมมีผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยเท่ากับ 4,483,362.00 บาทต่อคนต่อปี กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภาพแรงงานและนโยบาย Thailand 4.0 ในระดับปานกลาง 3. ผลกำรวิเครำะห์เปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อผลิตภำพแรงงำนในอุตสำหกรรมยำนยนต์สมัยใหม่ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณแสดงให้เห็นว่าทุนและชั่วโมงการฝึกอบรมเกี่ยวกับ การผลิต มีผลกระทบทางบวกต่อผลิตภาพแรงงาน ขนาดของกิจการมีผลกระทบทางลบต่อผลิตภาพแรงงาน นอกจากนี้มาตรฐานฝีมือแรงงาน ประเภทการฝึก รูปแบบการฝึก หลักสูตรการฝึกอบรม ระยะเวลาฝึก สถานที่ฝึกอบรม ผู้ฝึกอบรม และหน่วยงานที่ให้การฝึกอบรม ก็มีผลต่อผลิตภาพแรงงาน โดยผู้ประกอบการเน้นการฝึกอบรมระหว่างปฏิบัติงานและการฝึกปฏิบัติ มีความต้องการหลักสูตรฝึกอบรมด้าน Hard skills ได้แก่ การลดของเสีย การใช้เครื่องจักรและหุ่นยนต์อัตโนมัติ การเชื่อม ด้วยเครื่องจักร การเขียนแบบแม่พิมพ์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การบารุงรักษาเครื่องจักร การใช้เครื่องมือวัด การควบคุมคุณภาพสินค้า ระบบควบคุมคุณภาพ และหลักสูตรด้าน Soft skills ได้แก่ การบริหารงาน ภาวะผู้นา การทางานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ การใฝ่รู้ การคิดบวก การแก้ปัญหา อย่างเป็นระบบ ภาษาต่างประเทศ การขายและลูกค้าสัมพันธ์ 4. ข้อเสนอแนะหัวข้อ/หลักสูตรกำรฝึกอบรมแรงงำนในอุตสำหกรรมยำนยนต์สมัยใหม่ สามารถสรุปได้ดังตารางที่ 4.20 5. สรุปผลและข้อเสนอแนะจำกผลกำรวิจัยสำหรับกำรพัฒนำกำรจัดฝึกอบรมแรงงำน 5.1) กำรสร้ำงควำมรู้ ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับผลิตภำพแรงงำน สถานประกอบการ ส่วนใหญ่มีความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภาพแรงงานในระดับปานกลาง และมีจานวนน้อยที่เข้าใจอย่างถูกต้อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรจัดฝึกอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภาพแรงงาน โดยเฉพาะในสถานประกอบการขนาดเล็ก ซึ่งมีความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภาพแรงงานน้อยกว่าสถานประกอบการขนาดใหญ่ หากสถานประกอบการสามารถประเมินผลิตภาพของแรงงาน และประเมินการเพิ่มขึ้นของ ผลิตภาพแรงงานอันเนื่องมาจากการอบรมแรงงานทุกระดับในสถานประกอบการได้ จะทาให้ สถานประกอบการสามารถเปรียบเทียบความคุ้มค่าของการอบรมประเภทต่างๆ และอาจนาไปสู่การกาหนดค่าจ้างที่เหมาะสมเมื่อพิจารณาจากผลิตภาพของแรงงาน ซึ่งในท้ายที่สุดอาจช่วยลดการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากสถานประกอบการเดิมภายหลังการอบรมเพื่อเพิ่มความสามารถและทักษะแล้ว 5.2) กำรแก้ไขปัญหำ อุปสรรค และแนวทำงกำรแก้ไขปัญหำ จำกกำรฝึกอบรม ในรูปแบบเดิม สรุปได้ดังนี้ 5.2.1) กำรขออนุมัติหลักสูตร ผู้ประกอบการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการ ขั้นตอน และเงื่อนไขการขออนุมัติหลักสูตรการฝึกอบรมอย่างชัดเจน ควรมีแนวทำงแก้ไข คือ - vii - ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน (1) กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรจัดให้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการต่อไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก สถานประกอบการมีการเปลี่ยนพนักงานที่ทาหน้าที่เกี่ยวกับการขออนุมัติหลักสูตรฝึกอบรมบ่อย หากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานไม่สามารถจัดการฝึกอบรมเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องได้ ควรจัดทาสื่อการสอน เช่น คลิบวีดีโอ คู่มือ เป็นต้น ออกเผยแพร่ เพื่อให้สถานประกอบการสามารถดาเนินการจัดทาเอกสารการขออนุมัติหลักสูตรได้อย่างถูกต้อง ตามวิธีการ ขั้นตอน และเงื่อนไขที่กาหนด (2) กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถในการให้คาแนะนาปรึกษาแก่สถานประกอบการในประเด็นดังกล่าวอย่างทันการ 5.2.2) กำรรำยงำนผลกำรฝึกอบรมและตรวจผลกำรฝึกอบรม การรายงานผล การฝึกอบรมมีความซ้าซ้อน ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบรายงานผลการฝึกอบรมทั้งในรูปแบบเอกสารและแบบออนไลน์ (Online) และใช้ระยะเวลาในการรอผลการพิจารณานาน บางครั้งพ้นระยะเวลาของการยื่นเอกสารขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ควรมีแนวทำงแก้ไข คือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรกาหนดระยะเวลาในการตรวจผลการฝึกอบรมเพื่อให้สถานประกอบการได้รับประโยชน์ทางภาษีตามเจตจานงของ พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 อย่างแท้จริง นอกจากนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรเร่งดาเนินการทดลองใช้ระบบการยื่นแบบรายงานผลการฝึกอบรมแบบออนไลน์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และกาหนดให้มีการยื่นแบบรายงานผลการฝึกอบรมในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่งเพียงรูปแบบเดียว เพื่อไม่ให้เกิดความซ้าซ้อน สับสน ซึ่งจะมีผลต่อระยะเวลาที่ใช้ใน การพิจารณาตรวจผลการฝึกอบรม 5.2.3) กำรติดต่อสื่อสำรเกี่ยวกับข่ำวสำรกำรฝึกอบรม กฎหมำยและระเบียบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับกำรพัฒนำฝีมือแรงงำน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกอบรมจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและสถาบันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ อย่างทันการ ควรแนวทำงแก้ไข คือ (1) กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบข่าวการฝึกอบรม กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาฝีมือแรงงาน อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ ช่องทางการสื่อสาร วิธีการสื่อสาร และสื่อ ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะในการให้ข้อมูล อาจแจ้งให้สถานประกอบการทราบโดยตรงเมื่อพนักงานของสถานประกอบการมาติดต่อที่หน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หรืออาจแจ้งผ่านสมาคมที่สถานประกอบการเป็นสมาชิก เช่น สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย และจัดทาข้อมูลประกาศในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นอกจากนี้ควรสร้างช่องทางการสื่อสารสาหรับการติดต่อสอบถามระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความเข้าใจ ซึ่งจะนาไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง และรวดเร็วยิ่งขึ้น (2) การสารวจความต้องการอบรม สถานประกอบการส่วนใหญ่มีการวางแผนการฝึกอบรมในช่วงปลายปีปฏิทิน (กันยายน – พฤศจิกายน) ดังนั้นกรมพัฒนาฝีมือแรงงานหรือหน่วยงานในสังกัดของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่ทาหน้าที่จัดการฝึกอบรม ควรสอบถามความต้องการฝึกอบรมจากสถานประกอบการในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เพื่อให้สามารถจัดหลักสูตรได้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้หลักสูตรควรจัดหาวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นที่ยอมรับของสถานประกอบการ เพื่อให้สถานประกอบการอยากส่งพนักงานเข้ารับการฝึกอบรม และสามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในงานได้ - viii - ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน 6. ข้อเสนอแนะเพื่อกำรปรับปรุงกำรอบรมเพื่อพัฒนำฝีมือแรงงำน ภำยใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมกำรพัฒนำฝีมือแรงงำน พ.ศ. 2545 เนื่องจากโครงสร้างอุตสาหกรรมและรูปแบบการบริหารจัดการของอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไป ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสนับสนุนห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ในขณะที่ พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ยังไม่ได้กาหนดการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ครอบคลุมการอบรมในบางลักษณะของสถานประกอบการและเครือข่ายสถานประกอบการ จึงมีความจาเป็นที่จะต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนการปฏิบัติภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ในประเด็น ดังต่อไปนี้ 6.1) กำรฝึกอบรมผ่ำนระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบสำรสนเทศ สถานประกอบการ ยังไม่สามารถนาค่าใช้จ่ายของการฝึกอบรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบสารสนเทศมารับสิทธิ ประโยชน์ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 เนื่องจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะ รับรองหลักสูตรฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่ดาเนินการโดยสถานประกอบการที่สามารถระบุตัวตนจริง ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ และหลักสูตรฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่ขอรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือ แรงงานตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 จะต้องแสดงให้เห็นถึงทักษะฝีมือที่ เกี่ยวข้องกับงานที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมปฏิบัติ ในปัจจุบันการฝึกอบรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบ สารสนเทศยังมีข้อจากัดด้านการพิสูจน์ตัวตนจริงของผู้เข้ารับการฝึกอบรมและการแสดงผลลัพธ์การเรียนรู้ นอกจากนี้กระบวนการรวมถึงรูปแบบของการฝึกอบรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบสารสนเทศยังมีความหลากหลายและขาดรูปแบบโครงสร้างที่ชัดเจน อีกทั้งประเมินทักษะของผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ยาก ทาให้ยากต่อการรับรองหลักสูตร ในอนาคตหากมีมาตรการแก้ไขประเด็นเหล่านี้ได้แล้วกรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรมีการพิจารณาเพื่อสนับสนุนการฝึกอบรมในรูปแบบดังกล่าว 6.2) กำรฝึกอบรมแรงงำนของบริษัทในเครือ ในปัจจุบันสถานประกอบการจานวนมากดาเนินกิจการในลักษณะกลุ่มบริษัทหรือบริษัทในเครือ (บริษัทแม่-ลูก) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานเดียวกัน จึงจาเป็นต้องจัดฝึกอบรมแรงงานร่วมกัน โดยทั่วไปจะมีบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ทาหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดฝึกอบรมและรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ แต่ภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริม การพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 บริษัทที่จัดการฝึกอบรมไม่สามารถนาค่าใช้จ่ายตามที่จ่ายจริงดังกล่าวมารับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีได้อย่างครบถ้วน บริษัทที่จัดการฝึกอบรมสามารถรับสิทธิประโยชน์ได้ตามสัดส่วนของแรงงานที่ส่งเข้ารับการฝึกอบรมเท่านั้น เช่น บริษัท ก. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ทาหน้าที่ฝึกอบรมให้พนักงานของบริษัทในเครือและเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมทั้งหมด เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 1,000,000 บาท มีผู้เข้าอบรมทั้งหมด 100 คน ในจานวนนี้เป็นพนักงานของบริษัท ก. จานวน 40 คน ส่วนที่เหลืออีก 60 คน เป็นพนักงานของบริษัท ข. ซึ่งเป็นบริษัทลูก บริษัท ก. จะสามารถนาค่าใช้จ่าย ในการฝึกอบรมเพียงร้อยละ 40 มารับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี ทาให้บริษัท ก. ขาดแรงจูงใจในการจัดฝึกอบรมให้พนักงานของบริษัทในเครือ ส่งผลให้พนักงานของบริษัท ข. เสียโอกาสในการเข้าฝึกอบรม ขณะเดียวกันบรษัท ข. ซึ่งไม่ได้รับภาระค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมก็ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี ในอนาคตมีแนวโน้มว่าโครงสร้างการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ จะอยู่ในรูปแบบของบริษัทในเครือ - ix - ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน มากยิ่งขึ้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงควรพิจารณาแนวทางการสนับสนุนการพัฒนาฝีมือแรงงานของบริษัทแม่ซึ่งรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมให้บริษัทลูกมากขึ้น 6.3) กำรฝึกอบรมของบริษัทในห่วงโซ่อุปทำน เนื่องจากนโยบาย Thailand 4.0 เน้นการพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการหลัก (Tier 1) มักฝึกอบรมแรงงานให้ผู้ประกอบการต้นน้าของตน โดยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของการฝึกอบรมดังกล่าว แต่ไม่สามารถรับสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 เนื่องจากไม่ได้ส่งแรงงานของตนเองเข้าร่วมการอบรม ในขณะที่สถานประกอบการต้นน้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็กก็ไม่ได้รับแรงจูงใจในการจัดฝึกอบรมจาก พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 จากการที่โครงสร้างอุตสาหกรรมดาเนินไปใน ลักษณะห่วงโซ่อุปทานมากขึ้นภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 จึงเป็นการสมควรที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะพิจารณาปรับปรุงรูปแบบการให้สิทธิประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลบริษัทที่จัดการอบรมแรงงาน ทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน แม้ว่าตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 สถานประกอบการที่มีการจ้างงานน้อยกว่า 100 คน จะสามารถนาค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมแรงงานมาขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ แต่สถานประกอบการนอกจากจะไม่ทราบข้อมูลนี้แล้วยังไม่มีแรงจูงใจจะมาใช้สิทธิทางภาษี เนื่องจากต้นทุนค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมสูงกว่าสิทธิทางภาษีที่จะได้รับ อีกทั้งมีขั้นตอนการขอรับสิทธิประโยชน์หลายขั้นตอน 6.4) กำรสนับสนุนให้องค์กร/สถำบันกำรศึกษำเป็นผู้จัดอบรมแรงงำน สืบเนื่องจากปัญหาที่สถานประกอบการมักไม่ขอรับอนุมัติหลักสูตรเพื่อจัดการฝึกอบรมแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานประกอบการขนาดเล็ก อีกทั้งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานอาจมีความจากัดด้านบุคลากรและวิทยากรในการฝึกอบรม แต่ความต้องการฝึกอบรมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นกรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรสนับสนุนให้องค์กร/สถาบันการศึกษาได้รับอนุมัติหลักสูตรฝึกอบรมแรงงานในสาขาต่างๆ ที่เป็นความต้องการเฉพาะด้าน เนื่องจากองค์กร/สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งที่มีองค์ความรู้และความชานาญเฉพาะด้านในวิทยากรต่างๆ อยู่แล้ว 6.5) กำรเป็นผู้อำนวยควำมสะดวกในกำรจัดฝึกอบรมของกรมพัฒนำฝีมือแรงงำน สืบเนื่องจากปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการฝึกอบรมแรงงานตามที่กล่าวมาข้างต้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรพิจารณาพัฒนาระบบ E-Service เพื่อให้การอนุมัติหลักสูตรเป็นไปด้วยความรวดเร็ว นอกจากนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรปรับบทบาทหน้าที่จากการเป็นหน่วยงานที่จัดการฝึกอบรม มาเป็นหน่วยงานที่อานวยความสะดวก (Facilitator) เพื่อสนับสนุนให้เกิดการฝึกอบรมตามความต้องการของสถานประกอบการโดยองค์กร/สถาบันการศึกษาผู้จัดการฝึกอบรมที่มีองค์ความรู้เฉพาะทางตามที่กล่าวมาข้างต้น การเปลี่ยนแปลงหน้าที่ดังกล่าวนี้จะทาให้บริการด้านการฝึกอบรมแรงงานภายใต้ ความรับผิดชอบของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานสามารถครอบคลุมสถานประกอบการในขนาดต่างๆ มากยิ่งขึ้น 7. ข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมควำมรู้ ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับนโยบำย Thailand 4.0 จากการสารวจสถานประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พบว่าสถานประกอบการส่วนใหญ่ มีความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย Thailand 4.0 ในระดับน้อยถึงปานกลาง ดังนั้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควร - x - ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว เพื่อนาไปสู่แนวทางการพัฒนาการผลิตและการพัฒนาแรงงานรองรับนโยบาย Thailand 4.0 อย่างแท้จริงและแพร่หลายมากยิ่งขึ้น 8. ข้อเสนอแนะสำหรับกำรศึกษำที่เกี่ยวข้องต่อไป 8.1) กำรศึกษำวิจัยเพื่อนำไปสู่กำรฝึกอบรมเชิงปฎิบัติกำรเพื่อสร้ำงควำมรู้ ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับผลิตภำพแรงงำน กำรวัดผลิตภำพแรงงำนจำกโปรแกรมกำรวัดที่จะได้กำหนดให้มีกำรพัฒนำและจัดสร้ำงขึ้น การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสถานประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมายมีความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภาพแรงงานและการวัดผลิตภาพแรงงานในระดับน้อยถึงปานกลาง และมีจานวนน้อยที่เข้าใจอย่างถูกต้อง ดังนั้น ในเบื้องต้นกรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรจัดให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อนาไปสู่การฝึกอบรมเชิงปฎิบัติการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภาพแรงงาน การวัดผลิตภาพแรงงานจากโปรแกรมการวัดที่จะได้กาหนดให้มีการพัฒนาและจัดสร้างขึ้น รวมทั้งการประเมินผลของการอบรมที่มีต่อ การเปลี่ยนแปลงผลิตภาพแรงงาน จะทาให้สถานประกอบการเปรียบเทียบระหว่างการเพิ่มขึ้นของ ผลิตภาพแรงงานอันเนื่องมาจากการอบรมแรงงานทุกระดับในสถานประกอบการได้ และเปรียบเทียบความคุ้มค่าของการอบรมประเภทต่างๆ ได้เช่นกัน เป็นการชักจูงให้สถานประกอบการเห็นความสาคัญของการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องในระยะยาวต่อไป ซึ่งเท่ากับเป็นการลดภาระในงานอันเป็นพื้นฐานของ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจากการที่ต้องชักจูงให้สถานประกอบการเห็นความสาคัญของการฝึกอบรมไปเป็นการมุ่งเน้นที่การพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางการผลิต เทคโนโลยีการผลิต และ การบริหารจัดการ ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 8.2) กำรศึกษำวิจัยเพื่อปรับปรุง พ.ร.บ. ส่งเสริมกำรพัฒนำฝีมือแรงงำน พ.ศ. 2545 เพื่อให้มีการปรับปรุงเพื่อการพัฒนาฝีมือแรงงาน ภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ตามที่ได้เสนอแนะมาข้างต้นสามารถดาเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรพิจารณาถึงความจาเป็นในการที่จะต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุง พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ให้สามารถจัดการเกี่ยวกับการฝึกอบรมแรงงานได้ครอบคลุมสถานประกอบการทุกขนาด ประเภท และรูปแบบ/ลักษณะการดาเนินธุรกิจ ได้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น เมื่อนั้น พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานที่จะได้มีการปรับปรุงจะทาหน้าที่พัฒนาทักษะ ความชานาญ และความสามารถของแรงงานสมดังเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. อย่างแท้จริงยิ่งขึ้น