การศึกษาผลของน้ำสกัดสมุนไพรและการให้ความรู้ในการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพทางอาชีวอนามัยจากการสัมผัสสารบีเทค (BTEX) ในกลุ่มคนงานโรงหล่อพระ จังหวัดร้อยเอ็ด
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ปัจจุบันมีการใช้สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายที่มีสารบีเทคในกระบวนการผลิตของธุรกิจครัวเรือนในชุมชนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนผู้ประกอบอาชีพในชุมชน โดยเฉพาะสารเบนซีนจัดว่าเป็นสารก่อมะเร็ง การศึกษาภาคตัดขวางเชิงกึ่งทดลองเพื่อศึกษาผลของน้ำสกัดสมุนไพรและการให้ความรู้ในการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพทางอาชีวอนามัยจากการสัมผัสสารบีเทค การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ ผลการให้ความรู้ในการป้องกันอันตรายจากการรับสัมผัสสารบีเทคในกลุ่มคนงานโรงหล่อพระ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 73 คน ผลการศึกษาพบว่า ระดับความเข้มข้นของสารบีเทคในบรรยากาศการทำงานของคนงานโรงหล่อพระ อยู่ในระดับไม่เกินค่ามาตรฐานของ ACGIH (เบนซีน ไม่เกิน 0.1 ppm, โทลูอีน เอทิลเบนซีน และไซลีน ไม่เกิน 20 ppm) แต่ทั้งนี้ผลการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพทางด้านอาชีวอนามัยจากการสัมผัสสารบีเทคโดยรวมด้วยค่า Hazard Index (HI) ของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่ไม่ยอมรับ (HI>1) คิดเป็นร้อยละ 79.26 ประสิทธิผลของน้ำสกัดสมุนไพรสามารถลดระดับ t,t-MA ในน้ำปัสสาวะของกลุ่มตัวอย่างได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p - value = 0.024) แต่ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเนื่องด้วยประสิทธิภาพของน้ำสมุนไพรในการลดระดับ Hippuric acid มีแนวโน้มลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการทดสอบความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากสารบีเทคก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการของกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากสารบีเทคหลังเข้าร่วมโปรแกรม เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p - value = 0.000) ถึงแม้ว่าระดับความเข้มข้นของสารบีเทคในบรรยากาศการทำงานของคนงานโรงหล่อพระจะไม่เกินค่ามาตรฐานของ ACGIH ที่กำหนด แต่ผลการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพทางด้านอาชีวอนามัยจากการรับสัมผัสสารบีเทคโดยรวมด้วยค่า Hazard index (HI) ส่วนใหญ่เกินค่ายอมรับได้ (HI>1) ร้อยละ 79.26 และค่า Hazard quotient (HQ) ของสารไซลีนส่วนใหญ่ร้อยละ 65.93 และสารเบนซีน ร้อยละ 10.37 เกินค่ายอมรับได้ (HQ>1) ดังนั้นเจ้าของและผู้ปฏิบัติงานในโรงหล่อพระต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด หน่วยงานให้บริการด้านสาธารณสุขควรจัดโปรแกรมตรวจสุขภาพเพื่อเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักในการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล การให้อบรมให้ความรู้ รวมไปถึงการใช้หลักวิศวกรรมเข้ามาใช้ในการทำงานเพื่อลดการความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการรับสัมผัสสาร BTEX เข้าสู่ร่างกาย