ผลการรับประทานไข่ไก่กับผลต่อโภชศาสตร์ระดับโมเลกุลรายบุคคลในเด็กประถมศึกษา (ปีที่ 2)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ผลการรับประทานไข่ไก่กับผลต่อโภชศาสตร์ระดับโมเลกุลรายบุคคลในเด็กประถมศึกษา (ปีที่ 2) โสภิดา สุตา1, ธมลวรรณ มะโนสาร1, ศุภาวรรณ โอภากาศ1, สุรีย์พร พุ่มเอี่ยม1, กิตติ สรณเจริญพงศ์2, ภูมิ สุขธิติพัฒน์3, ศักดิ์ดา คุ้มหรั่ง4,5, ไอยฤทธิ์ ไทยพิสุทธิกุล6, กรภัทร มยุระสาคร1 1กลุ่มวิจัยสุขภาพประชากร และโภชนาการ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, 2สถาบันโภชนการ มหาวิทยาลัยมหิดล, 3ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, 4ระบบเมแทบอโลมิกส์และชีววิทยา ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, 5ศูนย์เมตาโบโลมิกส์และฟีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, 6ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ภาวะทุพโภชนาการโปรตีนและพลังงานเป็นปัญหาทางโภชนาการที่สำคัญของโลก ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ โดยเฉพาะในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา งานวิจัยก่อนหน้า (เฟส 1) พบว่า การบริโภคไข่ไก่ติดต่อในระยะ 35 สัปดาห์ ส่งเสริมให้เด็กมีน้ำหนักและส่วนสูงที่ดีขึ้นอย่างมาก โดยไม่ส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือด อย่างไรก็ตามการศึกษาในระดับโมเลกุลเชิงลึกยังคงมีความจำเป็นอย่างมาก งานวิจัยนี้เพื่อศึกษาผลการรับประทานไข่ไก่ต่อผลระดับอินซูลินไลค์โกรทแฟคเตอร์วัน (ไอจีเอฟ-วัน) ระดับวิตามินดี ไมโครไบโอม และความหลากหลายทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องการระบบเมตาบอลิซึมของไขมัน วิธีดำเนินการวิจัย อาสาสมัครเป็นเด็กนักเรียนอายุระหว่าง 8 – 14 ปี จำนวน 635 คน (เพศหญิง ร้อยละ 51.5) จากโรงเรียนในชนบทใน 6 พื้นที่ในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก การศึกษาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยสุ่มตามเกณฑ์น้ำหนักต่ออายุ ได้แก่ 1) กลุ่มเสริมไข่ไก่ทั้งฟอง (whole egg, WE [n = 238]) จำนวน 10 ฟองต่อสัปดาห์ 2) กลุ่มรับประทานโปรตีนเทียบเท่าไข่ไก่ 10 ฟองต่อสัปดาห์วัน (egg substitute, ES [n = 200]) และ 3) กลุ่มควบคุม (control [n = 197]) ที่รับประทานอาหารกลางวันตามปกติ ติดตามตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 ต่อเนื่องเป็นระยะเวลารวม 35 สัปดาห์ อาสาสมัครได้รับการตรวจวัดระดับไอจีเอ-วัน ระดับวิตามินดี ไมโครไบโอม และภาวะพหุสัณฐานของยีน ผลการศึกษาพบว่า ในสัปดาห์ที่ 35 ระดับไอจีเอฟ-วัน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่ม WE (330.9?25.5 นก./มล.) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (264.3?18.2 นก./มล.) (p<0.001) แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม WE กับกลุ่ม PS โดยที่กลุ่ม WE เพิ่มขึ้น 15.6?27.7 นก./มล. และ 66.6?27.7 นก./มล. เมื่อเทียบกับ PS และกลุ่มควบคุมตามลำดับ ระดับวิตามินดีต่ำ ร้อยละ 12.5 (<20 นก./มล.) ในขณะที่ไม่พบความแตกต่างของระดับวิตามินดีของทั้งสามกลุ่ม (ns) ความหลากหลายของแบคทีเรียมีความคล้ายคลึงกันในแต่ละกลุ่ม ความอุดมสมบูรณ์สัมพัทธ์ของแบคทีเรียจีนัส Bifidobacterium เพิ่มขึ้น 1.28 เท่า และแบคทีเรียในจีนัส Prevotella เพิ่มขึ้น 2.63 เท่า ในกลุ่ม WE เมื่อเทียบกับจากข้อมูลพื้นฐาน ความหลากหลายของแอลฟา และเบต้า ทั้งสามกลุ่มไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามผลการวิเคราะห์ปริมาณความแตกต่างของแบคทีเรียหลังการเสริมการรับประทานไข่ไก่บ่งชี้ว่าแบคทีเรียจีนัส Lachnospira เพิ่มขึ้น และแบคทีเรียจีนัส Varibaculum ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่ม WE การแปรผันทางพันธุกรรม พบว่า ยีน ApoA4 (rs5104), ApoA5 (rs662799), ApoE (rs7412 และ rs429358), LDLR (rs14158 และ rs2738467), และยีน CETP (rs5882, rs5883, rs708272, rs4783961, rs1800775, rs1532624, และ rs9930761) มีความสัมพันธ์กับการระดับไขมันในเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P <0.05) โดยเฉพาะความหลากหลายของยีน ApoE พบว่า ร้อยละความถี่ของจีโนไทป์ ?2/?2, ?2/?3, ?2/?4, ?3/?3, ?3/?4 และ ?4/?4 เท่ากับ ร้อยละ 0.8, 13.7, 6.4, 60.9, 15.1, และ 3.1 ตามลำดับ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับระดับ TC และ LDL-C อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( P <0.001) โดยที่ลักษณะจีโนไทป์ ?2/?2 มีระดับ TC และ LDL-C ต่ำสุดเมื่อเทียบกับทุกจีโนไทป์ ในขณะที่ลักษณะจีโนไทป์ ?3/?4 มีระดับ TC และ LDL-C สูงสุดเมื่อเทียบกับทุกจีโนไทป์ การศึกษาสรุปได้ว่า การเสริมไข่ทั้งฟองเป็นเวลานานเป็นการแทรกแซงที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงการเจริญเติบโต ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพทางโภชนาการ และจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ และความหลากหลายด้านพันธุกรรมอาจส่งต่อโภชศาสตร์ระดับโมเลกุลรายบุคคลที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะระดับไขมันในเลือด