การพัฒนาการเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบน้ำหมุนเวียน (Recirculating aquaculture systems, RAS) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างอาชีพเกษตรแปลงเล็กในเขตภาคเหนือ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยเรื่องการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบน้ำหมุนเวียน (Recirculating aquaculture systems, RAS) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างอาชีพเกษตรแปลงเล็ก ในเขตภาคเหนือนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลผลิตปลาที่สำคัญทางเศรษฐกิจด้วยการจัดการด้านอาหาร เพื่อรักษาระดับออกซิเจนและการควบคุมอุณหภูมิในระบบที่เลี้ยงแบบหนาแน่นในระบบน้ำหมุนเวียน (งานวิจัยที่ 1) และเพื่อพัฒนาการใช้สารสกัดจากพืชท้องถิ่นในการบำบัดน้ำในการเลี้ยงปลาดุกแบบหนาแน่นระบบไบโอฟลอค เพื่อลดการเปลี่ยนถ่ายน้ำในสภาวะภัยแล้ง (งานวิจัยที่ 2) จากงานวิจัยที่ 1 ได้ทำการศึกษาประสิทธิภาพการเพิ่มออกซิเจนในน้ำด้วยเครื่องเพิ่มออกซิเจน 3 วิธีการ (1. เครื่องโบลเวอร์ที่กระจายลม ด้วยท่อยางยืดหยุ่น 2. เครื่องให้อากาศแบบอีเจคเตอร์ 3. เครื่องให้อากาศระบบไมโครบับเบิล) นอกจากนี้ ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาผลของอุณหภูมิต่อการเปลี่ยนแปลงค่าออกซิเจนทั้งในช่วงก่อนและหลังให้อาหาร ผลการทดลองพบว่าเครื่องเติมอากาศแบบท่อยางยืดหยุ่นและเครื่องให้อากาศแบบไมโครบับเบิล มีประสิทธิภาพในการเพิ่มออกซิเจนในน้ำได้สูงกว่าเครื่องให้อากาศแบบอีเจคเตอร์ (p<0.05) เนื่องจาก เครื่องเติมอากาศแบบท่อยางยืดหยุ่นนั้นมีประสิทธิภาพในการเติมออกซิเจนและมีค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทออกซิเจนสูง โดยคุณสมบัติทางกายภาพของท่อยืดหยุ่นมีความสัมพันธ์กับการถ่ายเทออกซิเจน ซึ่งมีความทนต่อแรงดึงและความยืดของท่อยาง ส่วนเครื่องให้อากาศแบบไมโครบับเบิลมีการผสมน้ำและอากาศ แล้วจึงเป่าออกมาด้วยแรงดันสูงส่งผลต่อการไหลของอากาศทำให้เกิดฟองอากาศที่มีขนาดเล็กระดับไมโครเมตรจำนวนมาก ซึ่งทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทออกซิเจนมีค่าสูง จากการติดตามการเปลี่ยนแปลงค่าออกซิเจนในบ่อทดลองการเลี้ยงปลากะพงขาวที่เลี้ยงในระบบน้ำหมุนเวียน พบว่าหลังการให้อาหาร ระดับออกซิเจนในบ่อปลากะพงขาวขนาดใหญ่ลดลง แต่ไม่พบการลดลงของออกซิเจนในบ่อลูกปลาขนาดเล็ก นอกจากนี้การศึกษายังพบว่า ที่มีอุณหภูมิสูง (30.2 o เซลเซียส) ค่าออกซิเจนในบ่อเลี้ยงหลังให้อาหารลดลง 1.48 mg/l ซึ่งลดลงมากกว่าขณะที่น้ำในบ่อเลี้ยงมีอุณหภูมิต่ำ (28.3 o เซลเซียส) ที่ลดลง 0.35 mg/l (p<0.05) หรือประมาณ 4.3 เท่า ส่วนงานวิจัยที่ 2 ทำการศึกษาการลดแอมโมเนียโดยใช้สารแทนนินจากพืชท้องถิ่น (หญ้าเนเปียร์ ฟางข้าว และใบชาอัสสัม) และนำไปใช้ในบ่อเลี้ยงปลาดุก ผลการทดลองพบว่าการสกัดสารสกัดแทนนินจากพืชท้องถิ่น (หญ้าเนเปียร์ ฟางข้าว และใบชาอัสสัม) ด้วยคลื่นไมโครเวฟให้สารสกัดสูงกว่าการสกัดแบบไหลย้อนกลับ (p<0.05) เนื่องจากการใช้คลื่นไมโครเวฟในการสกัดช่วยให้สามารถสกัดปริมาณสาระสำคัญของวัตถุดิบ ที่ต้องการสกัดได้มากขึ้น โดยพืชที่ให้ผลผลิตสารสกัดแทนนินสูงที่สุด คือ ใบชาอัสสัม จึงนำมาศึกษาประสิทธิภาพสารสกัดแทนนินจากใบชาอัสสัมที่ความเข้มข้นแตกต่างกันต่อการลดแอมโมเนีย พบว่า แทนนินจากใบชาอัสสัมสามารถลดแอมโมเนียได้ โดยการทำปฏิกริยาของแอมโมเนียกับสารแทนนิน จากการใช้สารแทนนินในบ่อปลาดุก พบว่าบ่อปลาดุกที่เติมสารแทนนินความเข้มข้น 20 ppm ลดแอมโมเนียได้ดีที่สุด รองลงมาคือสารแทนนินที่ความเข้มข้น 10 และ 0 ppm ตามลำดับ ดังนั้นการจัดการค่าออกซิเจนด้วยเครื่องเติมอากาศแบบท่อยางยืดหยุ่นและเครื่องให้อากาศแบบไมโครบับเบิลให้เพียงพอต่อความต้องการของปลาภายใต้ระบบการเลี้ยงแบบหนาแน่นในระบบน้ำหมุนเวียน จะเพิ่มผลผลิตและลดการสูญเสียได้ และการจัดการแอมโมเนียในบ่อเลี้ยงด้วยสารสกัดแทนนินจากพืชเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เกษตรกรสามารถทำได้ด้วยตนเองและสามารถใช้ในสภาวะน้ำแล้งได้ เพื่อให้ได้กระบวนการการผลิตสัตว์เศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ