Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2561

อัตราส่วนระหว่างกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 ในอาหาร ที่มีผลต่อการปรับปรุงส่วนประกอบของกรดไขมันในไข่และเนื้อไก่

วิทธวัช โมฬี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ. 2561

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของอัตราส่วนระหว่างกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3ในอาหาร ต่อสมรรถนะการให้ผลผลิต องค์ประกอบของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 และอัตราส่วนระหว่างกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 ในไข่และเนื้อไก่ โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 การทดลองดังนี้ การทดลองที่ 1 ใช้ไก่ไข่สายพันธุ์ทางการค้า Isa Brown จำนวน 180 ตัว สุ่มไก่เข้าการทดลองด้วยการให้อาหารที่มีอัตราส่วนของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 แตกต่างกัน 3 อัตราส่วน ได้แก่ 10:1, 5:1 และ 1:1 ตามลำดับ โดยแบ่งไก่ทดลองออกเป็น 4 ซ้ำ ๆ ละ 15 ตัว และให้อาหารด้วยสูตรอาหารทดลองเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าการกินได้ของไก่ไข่ที่กินอาหารสูตรที่มีกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 ในอัตราส่วน 1:1 มีปริมาณที่ต่ำกว่าไก่ไข่ในกลุ่มอื่น ๆ (P<0.01) ซึ่งส่งผลทำให้ผลผลิตไข่ และน้ำหนักไข่ลดลงตามไปด้วย (P<0.05) แต่ไม่กระทบต่ออัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักไข่ (P>0.05) การเปลี่ยนอัตราส่วนกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 ในสูตรอาหาร ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพของไข่ โดยไก่ไข่ที่ได้รับอาหารที่มีกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 ในอัตราส่วน 1:1 พบว่ามีเปอร์เซ็นต์ไข่แดงต่ำกว่า และเปอร์เซ็นต์ไข่ขาวสูงกว่าไก่ไข่ในกลุ่มอื่น ๆ (P<0.05) แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อน้ำหนักเปลือกไข่ ความหนาเปลือกไข่ คุณภาพไข่ขาว และสีของไข่แดง (P>0.05) ชนิดและปริมาณของกรดไขมันในไข่แดงมีความสัมพันธ์กับชนิดและปริมาณของกรดไขมันในอาหารที่ไก่ไข่ได้รับ โดยไก่ไข่ที่ได้รับอาหารที่มีอัตราส่วนของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 ในอัตราส่วน 10:1, 5:1 และ 1:1 มีอัตราส่วนของกรดไขมันทั้งสองชนิดนี้ในไข่แดงใกล้เคียงกับในอาหาร ไก่ไข่ที่ได้รับอาหารที่มีอัตราส่วน 1:1 มีสัดส่วนของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 สูงที่สุด (P<0.01) ส่วนไก่ไข่ที่ได้รับอาหารที่มีอัตราส่วน 5:1 และ 10:1 มีสัดส่วนของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 ที่ลดลง ตามลำดับ (P<0.01) ตามสัดส่วนของปริมาณน้ำมันปลาทูน่าในสูตรอาหารที่ลดลง และปริมาณน้ำมันถั่วเหลืองในสูตรอาหารที่เพิ่มขึ้น จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า การลดอัตราส่วนกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 ลงไปถึงอัตราส่วน 1:1 สามารถลดอัตราส่วนของกรดไขมันทั้งสองชนิดนี้ในไข่แดงลงได้ในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกับในอาหาร และมีสัดส่วนของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 ที่สูงที่สุด แต่ส่งผลกระทบต่อการกินได้ของไก่ไข่ ที่ส่งผลต่อเนื่องกับสมรรถนะการผลิตที่ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ลดลง รวมไปถึงน้ำหนักไข่ไก่ที่ลดลงด้วย ดังนั้นการลดอัตราส่วนกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 ในอาหารเป็น 5:1 จึงมีความเหมาะสมกว่า แม้จะมีสัดส่วนของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 ในไข่แดงที่ต่ำกว่า แต่ไข่ไก่ที่ได้ยังถือว่าเป็นไข่ไก่ที่มีกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 สูง และยังไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการผลิตและคุณภาพของไข่ไก่ การทดลองที่ 2 ใช้ไก่เนื้อเพศผู้ สายพันธุ์ Ross 308 อายุ 1 วัน จำนวน 450 ตัว แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มการทดลอง ๆ ละ 3 ซ้ำ ๆ ละ 25 ตัว โดยมีปัจจัยหลัก 3 ระดับ คือ อาหารที่มีอัตราส่วนของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 แตกต่างกัน 3 อัตราส่วน ได้แก่ 10:1, 5:1 และ 1:1 ตามลำดับ และปัจจัยรอง 2 ระดับ คือ ช่วงระยะเวลาการเสริมในอาหารที่ช่วงอายุ 0-6 สัปดาห์ และ 3-6 สัปดาห์ ตามลำดับ ผลการทดลองพบว่า ไม่พบอิทธิพลร่วมกันระหว่างอัตราส่วนของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 กับระยะเวลาในการให้อาหาร (P>0.05) อาหารที่มีอัตราส่วนของกรดไขมันทั้งสองชนิดนี้ในอัตรา 1:1 ส่งผลทำให้น้ำหนักตัวต่ำกว่าและอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัวสูงกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น (P<0.01) สัดส่วนของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง C18:2n-6 ต่ำที่สุด และสัดส่วนของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง C20:5n-3 และ C22:6n-3 สูงที่สุด ในไก่ที่กินอาหารที่มีอัตราส่วนของกรดไขมันทั้งสองชนิดนี้เท่ากับ 1:1 (P<0.001) ส่งผลทำให้อัตราส่วนระหว่างกรดไขมันทั้งสองชนิดมีค่าต่ำสุดในไก่ที่กินอาหารที่มีอัตราส่วนของกรดไขมัน 1:1 (P<0.001) และระยะเวลาในการเสริมไม่มีผลต่อทุกพารามิเตอร์ที่ศึกษา (P>0.05) ในการทดลองนี้สามารถสรุปได้ว่า ไก่ที่กินอาหารที่มีอัตราส่วนระหว่างกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 เท่ากับ 1:1 สามารถผลิตเนื้อไก่ที่มีสัดส่วนของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 สูงที่สุด และมีอัตราส่วนของกรดไขมันทั้งสองชนิดนี้ในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกับในอาหาร แต่ส่งผลกระทบต่อสมรรถการเจริญเติบโตที่ลดลง ดังนั้นการเสริมอาหารที่มีอัตราส่วนระหว่างกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 เท่ากับ 5:1 ในช่วงอายุ 3-6 สัปดาห์ จึงมีความเหมาะสมในการผลิตเนื้อไก่โอเมก้า-3 โดยที่ไม่ส่งผลเสียต่อสมรรถนะการเจริญเติบโตของไก่เนื้อ คำสำคัญ : กรดไขมันชนิดโอเมก้า-3, อัตราส่วนระหว่างกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3, ระยะเวลาการให้อาหาร, ไก่ไข่, ไก่เนื้อ

คำสำคัญ

Broilerไก่เนื้อไก่ไข่Chicken meatEggไข่ไก่Layerเนื้อไก่กรดไขมันชนิดโอเมก้า-3กรดไขมันชนิดโอเมก้า-6n-3 fatty acidn-6 fatty acidn-6/n-3 fatty acidและโอเมก้า-3อัตราส่วนระหว่างกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ผลของสัดส่วนน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันปลาทูน่าในอาหารทีมีข้าวโพด และกากถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบหลัก ต่อสมรรถนะการผลิตของไก่ไข่ และอัตราส่วนระหว่างกรดไขมันชนิดโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 ในไข่แดง

วิทธวัช โมฬี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ. 2557

ผลการเสริมใบอังกาบหนูผงในอาหารต่อสมรรถภาพการผลิตและค่าไขมันในเลือดไก่เนื้อ

จันทร์จิรา โต๊ะขวัญแก้ว มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2565

ผลของระดับน้ำมันปลาทะเลในอาหาร และช่วงระยะเวลาการให้อาหารต่อสมรรถนะการเจริญเติบโต และส่วนประกอบของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3ในเนื้อไก่พื้นเมือง

วิทธวัช โมฬี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ. 2556

การเปรียบเทียบผลการเสริมดีแอล-เมทไธโอนีนและเมทไธโอนีนไฮดรอกซีอะนาลอกในอาหารต่อสมรรถภาพการผลิต การสะสมไขมันและไขมันในเลือดของเป็ดเนื้อ

ชาญวิทย์ แก้วตาปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2561

งาขี้ม้อน: ทางเลือกอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มปริมาณกรดไขมันโอเมกาสามในเนื้อสัตว์และไข่สำหรับเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

กิตติพงษ์ ทิพยะ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2560

ผลของระดับกลีเซอรีนดิบในอาหารผสมเสร็จต่อสมรรถภาพการผลิต องค์ประกอบทางเคมี และปริมาณกรดไขมันในกล้ามเนื้อของแพะขุน

ปิ่น จันจุฬา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2558

ผลการเสริมกรดไขมันที่จำเป็นระดับต่างกันให้โรติเฟอร์ และอาร์ทีเมียต่อการเจริญเติบโตและ อัตรารอดตายของลูกปลาตะกรับ (Scatophagus argus Linnaeus, 1766)

จิระยุทธ รื่นศิริกุล กรมประมง พ.ศ. 2555

ผลของการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อย ต่อสมรรถนะการให้ผลผลิต คุณภาพไข่ ปริมาณคอเลสเตอรอล และองค์ประกอบของกรดไขมันในไข่

วิทธวัช โมฬี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ. 2558

การศึกษาการย่อยได้ และปริมาณผลผลิตกรดไขมันที่ระเหยได้จากการเสริมสิ่งเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกรดซิตริคในสูตรอาหารสัตว์

ฉลอง วชิราภากร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2552

การวิเคราะห์กรดไขมันโอเมก้าสาม และสารแอนตี้ออกซิแดนท์ในผักเบี้ยใหญ่ และการออกฤทธิ์ทางชีวภาพ

ศิริธร ศิริอมรพรรณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. 2551