กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาข้อเสนอปรับปรุงบัญชียาจำเป็นของชุดปฏิบัติการฉุกเฉิน และห้องฉุกเฉินตามระดับศักยภาพโรงพยาบาล และเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการด้านยาฉุกเฉิน สำหรับระบบรักษาพยาบาลฉุกเฉินจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และการวิเคราะห์อภิมาน และ การสัมภาษณ์เชิงลึก กับสหวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ข้อสรุปสำคัญจากการวิจัย มีดังนี้ 1.การใช้ Magnesium sulfate ร่วมกับ atropine และ pralidoxime ในผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษจากยาฆ่าแมลงในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตสามารถลดอัตราการเสียชีวิตและการใส่ท่อช่วยหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2. ในผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลที่ได้รับ Epinephrine ภายใน 10 นาทีหลังจากเรียกชุดปฏิบัติการฉุกเฉินอัตราการรอดชีวิตร่วมกับมีอาการทางคลินิกที่ดี สูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ได้ช้ากว่า 10 นาที 3. ในผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลกลุ่มที่ได้รับ Norepinephrine เพิ่มอัตราการเกิด ROSC และเพิ่มอัตราการรอดชีวิตจนถึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ได้ Epinephrine 4. ในผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลการได้ Dopamine นอกโรงพยาบาล อัตราการรอดชีวิตไม่ต่างกับ การใช้ Transcutaneous Cardiac Pacing 5.ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลที่ได้รับ lidocaine หรือamiodarone อัตราการรอดชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยา 6. ผู้ป่วยSTEMI ที่ได้รับ Clopidogrel 600 mg นอกโรงพยาบาล ลดอัตรากลับมาเป็นซ้ำของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับ Clopidogrel 600 mg ในโรงพยาบาล 7.การได้ TNK + Enoxaparin + ASA + clopidogrel ที่ prehospital setting มีประโยชน์ในผู้ป่วย STEMI ที่ไม่สามารถทำ primary PCI ได้ทันเวลา 1 ชั่วโมง และ TNK หรือ rt-PA และ UFH หรือ enoxaparin ถูกแนะนำให้เป็น routine pharmacological reperfusion treatment ใน prehospital setting จากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ยาที่เห็นควรเพิ่มการสำรองยาที่ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับสูง ได้แก่ 1.Lidocaine 2.Amiodarone 3.Magnesium sulfate 4.Clopidogrel 5.Dopamine 6.Norepinephrine การสำรองยาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ควรสำรองตามข้อกำหนดของสพฉ. และเพิ่มรายการยาสำรองตามบริบทของพื้นที่ โดยการพิจารณารายการยาและปริมาณยาที่สำรองผ่านทีมสหวิชาชีพ รูปแบบการจัดการด้านยาฉุกเฉิน ควรจัดเป็นกล่องยาฉุกเฉิน โดยสำรองกล่องไว้ที่ห้องฉุกเฉินและที่ห้องยา ไม่สำรองไว้ที่รถ เมื่อออกเหตุจึงนำกล่องยาฉุกเฉินที่สำรองที่ห้องฉุกเฉินออกเหตุ และนำกล่องมาแลกกล่องใหม่ที่ห้องยา เพื่อให้เภสัชกรตรวจสอบการใช้ยาและจัดเติมยาให้พร้อมใช้ต่อไป ข้อเสนอแนะการวิจัยขั้นต่อไป คือ การพัฒนาข้อเสนอบัญชียาจำเป็นในกลุ่ม Trauma และ Respiratory Failureคำสำคัญ: การพัฒนาบัญชียาฉุกเฉิน การจัดการด้านยาฉุกเฉิน ชุดปฏิบัติการฉุกเฉิน
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 6 — 6. Representative of the deliverable demonstrated in relevant environments
เมื่อเสร็จสิ้นงานวิจัยจะได้รูปแบบการจัดการด้านยาและระบบสารสนเทศเชื่อมต่อข้อมูลรหัสยามาตรฐาน สำหรับระบบรักษาพยาบาลฉุกเฉิน ที่ผ่านการวางแผนและทดสอบการใช้งานระบบในสถานการณ์จริงโดยหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง สามารถระบุ ปัญหาที่พบ แผนการด่าเนินงานทางเลือก หรือแนวทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาระบบ ให้ตอบสนองความต้องการผู้ให้บริการและผู้รับบริการต่อไป
ณ ปัจจุบัน มีแนวคิดการปฏิรูประบบรักษาพยาบาลฉุกเฉิน(ECS) ทั้งการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินนอกสถานพยาบาล (EMS) และ การจัดมาตรฐานห้องฉุกเฉินที่เหมาะสมตามศักยภาพสถานพยาบาล (ER) โดยกรมการแพทย์ และ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน มีคำแนะนำรายการยาจำเป็นในภาวะฉุกเฉินที่บริการห้องฉุกเฉินและชุดปฏิบัติการฉุกเฉินในแต่ละระดับ ที่ยังไม่ชัดเจนในหลักฐานเชิงประจักษ์ ขาดการประเมินการเข้าถึงยาและขาดการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านยา ที่จำเป็นต่อการให้บริการในระบบรักษาพยาบาลฉุกเฉิน
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. proposed solution(s) validated, now by relevant stakeholders in the area
เมื่อเสร็จสิ้นงานวิจัย รูปแบบการจัดการด้านยาและระบบสารสนเทศเชื่อมต่อข้อมูลรหัสยามาตรฐาน สำหรับระบบรักษาพยาบาลฉุกเฉิน จะผ่านการทดสองใช้ และตรวจสอบจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ระบุปัญหาที่พบ แนวทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาระบบให้ตอบสนองความต้องการผู้ให้บริการและผู้รับบริการต่อไป
ณ ปัจจุบัน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดปัญหาและเสนอแนวคิดในการพัฒนาหรือการแก้ปัญหาและคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบรักษาพยาบาลฉุกเฉินไว้ ทั้งด้านของการจัดทำมาตรฐานด้านยา และ การพัฒนาการจัดการข้อมูลระบบสุขภาพ