โครงการเฝ้าระวังและป้องกันการทุจริตจากนโยบายและโครงการของรัฐ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์นโยบายมาตรการหรือโครงการที่ดำเนินการอยู่ในการพัฒนา และการแทรกแซงการทางานของระบบเศรษฐกิจสังคมภาคต่าง ๆ ของรัฐบาล 2) เพื่อศึกษาวิเคราะห์นโยบายมาตรการหรือโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน และวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงต่อการทุจริตของการดำเนินนโยบาย มาตรการ หรือโครงการนั้น ๆ รวมถึงรูปแบบและกระบวนการทุจริตทั้งหมด 3) เพื่อศึกษาขอบเขตและขนาดของความเสียหายโดยการประมาณการขนาดความเสียหายอันเนื่องมาจากนโยบายมาตรการหรือโครงการที่ดำเนินการอยู่ ที่เลือกเป็นกรณีศึกษาและ 4) เพื่อศึกษาและเสนอแนะรูปแบบ การดำเนินงานที่มีธรรมาภิบาลสำหรับนโยบายมาตรการหรือโครงการที่ศึกษาพร้อมออกแบบแนวทางในการป้องกัน หรือลดช่องทางในการทุจริตทั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมือง และบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง โดยใช้การวิจัยแบบเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเอกสารและวิจัยสนาม ผลการวิจัยพบว่า คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กำหนดนโยบายการบริหารประเทศไว้ 2 ส่วน คือ นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรกและนโยบายทั่วไปอื่น ๆ ที่เหลือจะดำเนินการในช่วงระยะ 4 ปีของรัฐบาล โดยสามารถแบ่งเป็นด้านที่สำคัญ 5 ด้าน ด้านที่ 1 การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย ด้านที่ 2 ด้านการบริหารเศรษฐกิจ ด้านที่ 3 การสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้านที่ 4 การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม และด้านที่ 5 การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี พ.ศ. 2557 สถานการณ์โดยรวมของประเทศอยู่ในภาวะที่ถูกกดดัน ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ การอนุมัติโครงการลงทุนหยุดชะงักการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ จึงส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมชะลอตัวอย่างรวดเร็ว โดยขยายตัวเพียงร้อยละ 0.5 ก่อนที่จะหดตัวร้อยละ 0.5 ในไตรมาสแรกของปี 2557 ต่อมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ได้เข้ามาบริหารราชการ โดยได้สืบทอดงานและสานต่อภารกิจจาก คสช. ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการวางพื้นฐานที่ดีให้ระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคงมากขึ้น รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการดำเนินการเพื่อให้มีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ จัดระเบียบสังคม เสริมสร้างความสามัคคีและความสมานฉันท์ของคนในชาติ น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานำทางเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยมุ่งหวังให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย มีความปรองดองสมานฉันท์ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ และการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบให้มีความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในช่วงนั้นผลการวิเคราะห์นโยบาย และโครงการภายใต้ พ.ร.ก.ให้อานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ซึ่งจากข้อมูลโครงการภายใต้ พ.ร.ก.ให้อานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 รวมโครงการต่าง ๆ จำนวน 219 โครงการ โดยแบ่งเป็นมาตรการต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 6 มาตรการ ได้แก่ (1) มาตรการเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ (2) มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร (3) มาตรการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากร (4) มาตรการฟื้นฟูอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ (5) มาตรการพัฒนาทักษะ สร้างงาน และฟื้นฟูเศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่น และ (6) มาตรการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมสาธารณประโยชน์ พบว่า โครงการส่วนใหญ่ถูกจัดสรรงบประมาณเพื่อตอบสนองมาตรการเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศมากที่สุด ผลการศึกษากรณีศึกษาโครงการที่ดำเนินการอยู่ปัจจุบัน พบว่า โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด และโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่มีความเสี่ยงสูงมากที่สุดในการเกิดการทุจริตเชิงนโยบาย และจากผลการทำ Simulation โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่ และเชื่อมโยงตลาดสามารถประเมินขอบเขตความเสียหายของโครงการระดับความเสียหายเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 16.498 บาท (ต่อร้อยบาทของมูลค่าโครงการ) และขอบบนหรือมูลค่าสูงสุดของความเสียหายน่าจะไม่เกิน 25.84 บาท (ต่อร้อยบาทของมูลค่าโครงการ) และขอบล่างหรือมูลค่าต่ำสุดของความเสียหายไม่น่าที่จะต่ำกว่า 7.27 บาท (ต่อร้อยบาทของมูลค่าโครงการ) เนื่องจากโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 13,904,500,000 บาท ดังนั้นขนาดความเสียหายจึงอยู่ที่ 2,293,964,410 บาท โดยมีขอบเขตความเสียหายสูงสุดไม่เกิน 3,592,922,800 บาท และความเสียหายอย่างต่ำอยู่ที่ 1,010,857,150 บาท ซึ่งมูลค่าทางการเงินที่ประเมินได้ดังกล่าวทำให้ผู้ดำเนินนโยบายสามารถจัดสรรทรัพยากร เช่น งบประมาณในการเฝ้าระวังและกำกับดูแลนโยบายหรือโครงการอยู่ระหว่าง 1,000-3,600 ล้านบาท ในขณะที่โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีระดับความเสียหายเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 16.506 บาท (ต่อร้อยบาทของมูลค่าโครงการ) และขอบบนหรือมูลค่าสูงสุดของความเสียหายน่าจะไม่เกิน 26.842 บาท (ต่อร้อยบาทของมูลค่าโครงการ) และขอบล่างหรือมูลค่าต่ำสุดของความเสียหายไม่น่าที่จะต่ำกว่า 5.945 บาท (ต่อร้อยบาทของมูลค่าโครงการ) เนื่องจากโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 9,805,707,480 บาท ดังนั้น ขนาดความเสียหายจึงอยู่ที่ 1,618,530,077 บาท โดยมีขอบเขตความเสียหายสูงสุดไม่เกิน 2,632,048,002 บาท และความเสียหายอย่างต่ำอยู่ที่ 582,949,310 บาท ซึ่งมูลค่าทางการเงินที่ประเมินได้ดังกล่าว ทำให้ผู้ดำเนินนโยบายสามารถจัดสรรทรัพยากร เช่น งบประมาณในการเฝ้าระวัง และกำกับดูแลนโยบายหรือโครงการอยู่ระหว่าง 600-2,600 ล้านบาทปัญหาของทั้งสองโครงการ เมื่อวิเคราะห์ไม่เป็นตามหลักธรรมาภิบาลหลายประการ 1) ขาดความโปร่งใสทั้งสองโครงการมีหลายประเด็นที่ขาดความชัดเจน 2) ไม่สามารถตรวจสอบได้ (Accountability) เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องในระบบราชการไม่สามารถตอบคำถามและชี้แจงได้เมื่อมีข้อสงสัย รวมทั้งขาดความชัดเจนการจัดวางระบบการรายงานความก้าวหน้า และผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย 3) ขาดความเสมอภาค (Equity) และขาดการควบคุมการทุจริต (Control of Corruption) เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน โครงการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลไปถึงเกษตรกรรายย่อย และขาดความชัดเจนในแนวทางของภาครัฐ ในการควบคุมไม่ให้ใช้อำนาจของภาครัฐเพื่อสร้างผลประโยชน์ ให้แก่ภาคเอกชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ของชนชั้นนำทางการเมืองและนักธุรกิจเอกชน ที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ และ 4) ขาดการมีส่วนร่วม ทั้งสองโครงการที่เป็นกรณีศึกษาเป็นโครงการที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ขาดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดโครงการเพื่อตอบสนองความต้องการอย่างแท้จริงจากการวิจัยเอกสารโดยการศึกษารูปแบบการป้องกันการทุจริตจากสามประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้เดนมาร์ก และสิงคโปร์ พบว่า จุดร่วมสำคัญหลายประการ ได้แก่ 1) ผู้นำทางการเมืองที่มีจิตสำนึก มีความมุ่งมั่นตั้งใจทางการเมือง (2) มีการดำเนินการและป้องกันการปราบปรามการทุจริตที่ครอบคลุมกว้างขวางอย่างบูรณาการ 3) หน่วยงานที่มีการดำเนินการและป้องกันการปราบปรามการทุจริตที่เป็นอิสระมีความสามารถ และคุณธรรมสูง ไม่กระทำการทุจริตเสียเอง ยกเว้นเดนมาร์กที่อาศัยการทางานบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4) มีการออกกฎหมายบังคับใช้กฎหมายและมีมาตรการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังเข้มงวด 5) ฝ่ายตุลาการมีความอิสระ 6) มีการพัฒนาการบริการสาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกต่อประชาชน 7) ระบบการเงินการคลัง มีกฎหมายที่แสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบที่รัดกุมรัฐสภา จะให้ความสำคัญการพิจารณางบประมาณของรัฐบาล 8) สร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชนซึ่งประเด็นนี้เห็นได้ชัดเจนจากประเทศเกาหลี ในขณะที่ประเทศเดนมาร์กไม่ชัดเจนในบทบาทของภาคประชาชนแต่คุณภาพของเจ้าหน้าที่รัฐ ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ และ 9) การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะในมุมมองของผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับการเฝ้าระวังการทุจริตเชิงนโยบายนั้น ได้แก่ 1) เปิดเผยข้อมูล โดยมองว่ามาตรการที่ดีที่สุดสำหรับทั้งการเฝ้าระวังและการป้องกันการทุจริต รัฐต้องการเปิดเผยข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ โดยต้องสามารถเข้าถึงง่าย (access) และสามารถเปิดเผยได้ตลอดเวลา (Real Time) 2) เพิ่มบทบาทของภาคประชาสังคม พลังตรวจสอบจากภาคประชาสังคมจะเป็นตัวสำคัญที่ลดความเสี่ยงในการทุจริตได้ โดยต้องมีตัวแทนของประชาชนในทุกกลไกที่สร้างขึ้น โดยผู้เข้าร่วมควรเป็นภาคประชาชนที่เข้าใจเรื่องราวของการเมืองและการทุจริต และสามารถนำเสนอต่อสาธารณะได้สำหรับแนวทางการป้องกันการทุจริตนั้น ผู้ทรงคุณวุฒิได้ให้ความเห็นต่อแนวทางการป้องกันการทุจริตสามารถสรุปแนวทางการป้องกันได้ 6 แนวทาง ได้แก่ 1) การเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สินการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะถือเป็นกลไกที่สำคัญที่ทำให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงสื่อมวลชนช่วยในการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญของทางราชการ รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2) รัฐสภาต้องเข้มแข็ง เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลถูกกำหนดในรัฐสภา การทำหน้าที่ในการตีแผ่ให้เห็นความไม่ชอบมาพากลของนโยบายจึงเป็นหน้าที่ของรัฐสภาโดยตรง เพราะฉะนั้นการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย ในชั้นต้นจึงเริ่มตั้งแต่รัฐสภาต้องเข้มแข็ง 3) ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมจะต้องมีความเป็นอิสระ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งและเสมอภาค มีตรวจสอบตัวเองว่าตัวเองโปร่งใสเพียงพอหรือไม่เป็นที่น่าเชื่อถือหรือไม่ 4) ปรับประสิทธิภาพการบริการของภาครัฐ นำเอาระบบ Electronics มาใช้ในการบริการประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการสาธารณะได้อีกมาก และจะทำให้ลด โอกาสการทุจริตลงได้ 5) เจตจำนงทางการเมือง หากฝ่ายการเมืองมีความตั้งใจจริงจะสามารถแก้ปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายได้ เพราะจุดเริ่มต้นของการทุจริตเชิงนโยบายมาจากฝ่ายการเมือง 6) นโยบายต้องโปร่งใสและคุ้มค่า การกำหนดนโยบายต่าง ๆ ต้องพิจารณาความคุ้มค่า เป็นประโยชน์ต่อประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลรูปแบบการเฝ้าระวังการทุจริตเชิงนโยบาย โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมกระบวนการเฝ้าระวังโดยองค์กรภาคประชาชนเกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง โดยการเฝ้าระวังกระบวนการนโยบาย โดยนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์เบื้องต้นจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกพรรค/นักการเมืองและหากมีข้อมูลใหม่ ข้อมูลเชิงลึกที่ต่างไปจากเดิมเสนอผลการประเมินต่อสาธารณะบน platform ขององค์กรภาคประชาชน สื่อมวลชน หรือ platform ที่หน่วยงานภาครัฐจัดเตรียมไว้มาตรการเสริมสร้างการเฝ้าระวังการทุจริตเชิงนโยบาย 1) เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง จำนวน 4 ข้อ ดังนี้ 1) การปรับปรุงข้อห้ามในการใช้นโยบายเสียงของพรรคการเมือง 2) การบังคับให้พรรคการเมืองแสดงความโปร่งใสในการพัฒนานโยบายของพรรคการเมือง 3) จัดตั้งคณะอนุกรรมการที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ความเสี่ยงการทุจริตเชิงนโยบาย และ 4) ตรากฎหมายระดับพระราชบัญญัติ โดยมีสาระสำคัญที่จะครอบคลุมการดำเนินงานโครงการเพื่อจัดทำบริการสาธารณะที่เริ่มโดยฝ่ายการเมือง 2) เสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา จำนวน 5 ข้อ 2.1) กำหนดนโยบายในการหารายได้เพื่อมาปฏิบัติตามนโยบายที่แถลง 2.2) บังคับให้มีการแถลงผลงานรัฐบาลประจำปีรวมทั้งปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาต่อรัฐสภาทุกปี 2.3) กำหนดให้ พรบ.งบประมาณ เป็นงบประมาณแบบ Comprehensive Budget 2.4) ปรับปรุงโครงสร้างองค์กร กำหนดบทบาทหน้าที่หน่วยงานภายในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 2.5) ปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบเกี่ยวกับประชาพิจารณ์การทำประชาพิจารณ์ 3) เสนอความเห็นและต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน จำนวน 1 ข้อ ได้แก่ การคุ้มครองประชาชนผู้ให้เบาะแส หน่วยงานผู้ให้ความคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสคอร์รัปชัน ควรเป็นหน่วยงานเดียวที่ทำงานครบกระบวนการ (Non-Stop Service) นอกจากนี้ให้สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. นิยามความหมายของพยานที่ครอบคลุมถึงผู้แจ้งเบาะแส มาตรการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย ผลการศึกษาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าแนวทางการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย ต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนก่อนที่นักการเมืองเข้าสู่ตำแหน่ง ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีและหลังการเลือกตั้ง คือ 1) กลุ่มมาตรการป้องกันการทุจริตโดยปรับเปลี่ยนค่านิยมทางสังคม ทัศนคติเพื่อการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบเป็นมาตรการระยาว 2) กลุ่มมาตรการป้องกันการร่วมมือของข้าราชการ กลุ่มทุนธุรกิจมิให้ร่วมมือกับนักการเมืองทุจริตการเลือกตั้ง การกำจัดนักการเมืองที่ไม่ดีเข้าสู่ตำแหน่ง และการป้องกันนโยบายที่นำไปสู่การทุจริตเชิงนโยบาย 3) กลุ่มมาตรการป้องกันผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มิให้มีการเอื้อประโยชน์ต่อตนเอง กลุ่มทุนธุรกิจและพวกพ้อง 4) กลุ่มมาตรการป้องกันนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีคุณธรรมจริยธรรมต่ำกว่ามาตรฐาน เพื่อป้องกันการแทรกแซงและครอบงำระบบตรวจสอบ มาตรการปรับปรุงการบริหารจัดการภาครัฐ 5) มาตรการปรับปรุงการบริหารจัดการภาครัฐ และ 6) มาตรการด้านนโยบายอาศัยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 32 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) เสนอมาตรการความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี จำนวนทั้งหมด 5 มาตรการ ได้แก่ 1.1) มาตรการเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี 1.2) มาตรการพัฒนาระบบกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุของรัฐ ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล 1.3) มาตรการป้องกันผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิให้เข้าไปครอบงำการตัดสินใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของข้าราชการประจำ 1.4) มาตรการปรับปรุงการบริหารจัดการภาครัฐ และ 1.5) มาตรการด้านนโยบาย2) เสนอมาตรการความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง จำนวน 6 มาตรการ ดังนี้ 2.1) มาตรการควบคุมและตรวจสอบการบริจาคเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 2.2) มาตรการคัดกรองคุณสมบัติก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง 2.3) มาตรการเพิ่มการลงโทษทางการเมืองและทางแพ่งแก่บุคคลที่เป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้จ้างวานผู้สมัคร 2.4) มาตรการป้องกันรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีและสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง มิให้กลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2.5) มาตรการป้องกันการแทรกแซงและครอบงำองค์กรตรวจสอบทางการเมือง และ 2.6) มาตรการป้องกันการร่วมมือของข้าราชการ กลุ่มทุนธุรกิจมิให้ร่วมมือกับนักการเมืองทุจริตการเลือกตั้ง3) เสนอมาตรการความเห็นและข้อเสนอแนะต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ จำนวน 1 มาตรการ ได้แก่ มาตรการป้องกันผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมิให้มีการตรากฎหมายยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ออกกฎข้อบังคับหรือมติคณะรัฐมนตรีไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมเสนอให้มี พ.ร.บ. การส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ...4) เสนอมาตรการความเห็นและข้อเสนอแนะต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน 2 มาตรการ ดังนี้ 4.1) มาตรการมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยต้องกำหนดการกระทำที่มีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมอย่างร้ายแรงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรี และ 4.2) มาตรการป้องกันผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มิให้ปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินขัดกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี5) เสนอมาตรการความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา จำนวน 1 มาตรการ ได้แก่ มาตรการเพิ่มอำนาจประชาชนในการถอดถอนนักการเมือง โดยแก้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ให้อำนาจสภาสามารถมีการถอดถอนนักการเมืองได้6) เสนอมาตรการ ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 1 มาตรการได้แก่ มาตรการป้องกันการแทรกแซง และครอบงำองค์กรตรวจสอบทางการเมือง โดยปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ7) เสนอมาตรการความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำนวน 10 มาตรการ ได้แก่ 7.1) มาตรการเสริมสร้างสังคมธรรมาภิบาลเพื่อปฏิรูประบบและองค์กร 7.2) มาตรการปลูกฝังให้ยกเลิกและต่อค่านิยมระบบสังคมอุปถัมภ์ 7.3) มาตรการการพัฒนาโดยใช้คนเป็นศูนย์กลาง โดยสร้างจิตสำนึกที่ตัวบุคคล ให้มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง สร้างคุณธรรมเพื่อส่วนรวม ต้องคิดถึงส่วนรวมก่อน 7.4) มาตรการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาชน พัฒนาเครือข่ายการต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ โดยเน้นคุณภาพของเครือข่ายจำนวนเครือข่าย 7.5) มาตรการส่งเสริมเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น 7.6) มาตรการสร้างการรับรู้ภัยและผลกระทบต่อการสมรู้ร่วมคิดของนักการเมืองกลุ่มทุนธุรกิจ และข้าราชการ และ 7.7) มาตรการป้องกันข้อบังคับหรือมติคณะรัฐมนตรีไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม 7.7.1) การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยเร่งให้มี พ.ร.บ. การส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ... 7.7.2) เสริมสร้างความโปร่งใสและความเป็นอิสระในการบังคับใช้กฎหมายขององค์กรอิสระ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง และ 7.7.3) การสร้างเจตจำนงสุจริตโดยเปิดเผยทรัพย์สินของนักการเมือง 7.8) มาตรการป้องกันการแทรกแซงการตรวจสอบและครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติ 7.9) มาตรการป้องกันการแทรกแซง และครอบงำองค์กรตรวจสอบทางการเมือง ปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ 7.10) มาตรการป้องกันการร่วมมือของข้าราชการ และกลุ่มทุนธุรกิจมิให้ร่วมมือกับนักการเมืองทุจริตการเลือกตั้ง