การศึกษาความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมการเงินเพื่อการลงทุนและการจัดการความเสี่ยงในโครงสร้างพื้นฐานมาใช้ในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เป็นปัจจัยส าคัญในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน นอกจากนี้แล้วโครงสร้างพื้นฐานยังมีส่วนส าคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีการเจริญเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับจ านวนประชากรที่มากขึ้น ส่งผล ให้เกิดความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มสูงขึ้น และหากรัฐบาลต้องการยกระดับความสามารถในการ แข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ รัฐบาลจะต้องลงทุนในอัตราที่สูงกว่าอัตราความ ต้องการที่เกิดจากประชากรที่เพิ่มขึ้นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงขึ้น นี่เป็นเหตุผลส าคัญประการ หนึ่งที่ท าให้รัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่สามารถจัดหา ก่อสร้าง และด าเนินงานระบบโครงสร้างพื้นฐานได้ อย่างเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากมีข้อจ ากัดหลายด้าน งานศึกษาวิจัยนี้ต้องการที่จะศึกษาถึงแนวทางอื่นๆ ที่เป็นนวัตกรรมทางด้านการเงินในการจัดหาเงิน ลงทุนในโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับรัฐบาลในกรณีที่ไม่สามารถใช้วิธีการที่มีอยู่ใน ปัจจุบันในการจัดหาเงินทุน ก่อสร้าง และด าเนินการโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ส าคัญและอยู่ในแผน ยุทธศาสตร์ของประเทศ นอกจากนี้แล้วยังศึกษาถึงความเหมาะสมในการน าเครื่องมือส าหรับการจัดการความ เสี่ยง (Risk management tools) มาประยุกต์ใช้ในแต่ละช่วงเวลาของโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อความ โปร่งใสในการจัดการความเสี่ยง (Transparent risk allocation) ในโครงการที่มีแบ่งความรับผิดชอบและ ความเสี่ยงที่แตกต่างกันของแต่ละคู่สัญญา จากผลที่ได้จากการศึกษาพบว่า เงินงบประมาณได้จัดสรรส าหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ขนส่งทางบกมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี จากประมาณ 96 พันล้านบาทในปี 2554 เป็น 117 พันล้านบาทใน ปี 2556 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 22% นอกจากนี้ยังพบว่าความต้องการเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่าเป็น Megaprojects นั้นมีมูลค่าสูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท ในแผนพัฒนา 8 ปี (พ.ศ. 2558-2565) หรือประมาณปีละ 240,000 ล้านบาท เทียบกับเงินที่ได้รับการจัดสรรเพื่อลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการคมนาคมขนส่งทางบก เพียงปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท นั่นหมายถึงการขาดเหลือของเงินทุน เพื่อการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอีกประมาณ 140,000 ล้านบาทต่อปีโดยร้อยละ 56 ของเงินลงทุนที่ต้องการจะถูกจัดสรรส าหรับการขนส่งระบบราง ส่วนถนนมีสัดส่วนรองลงมาคือประมาณ 33% การศึกษานี้ได้เสนอนวัตกรรมทางการเงินหลายรูปแบบเพื่อใช้ในการจัดหาเงินลงทุนในการก่อสร้าง และด าเนินการโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางบก เช่น วิธีการระดมทุนจากส่วนเพิ่มภาษี (Tax increment financing, TIF) วิธีการจ่ายค่าความพร้อมในการใช้งาน วิธีสัญญาเช่าระยะยาว วิธีการแปลง กระแสเงินรายได้ของโครงการ เป็นต้น ส่วนวิธีการจัดการความเสี่ยง ได้แก่ การประกันรายได้ขั้นต่ า หรือ Minimum revenue guarantees (MRGs) วิธีการประกันรายได้ขั้นต่ าและแบ่งสรรผลประโยชน์ (Banded revenue guarantee) และวิธีมูลค่าเงินปัจจุบันน้อยที่สุด (Least present value of revenue หรือ LPVR)