การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรับมือวิกฤตที่ท้าทายในอนาคต
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัย เรื่อง การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรับมือวิกฤตที่ท้าทาย ในอนาคต มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีในการดาเนินนโยบายด้านการเงินและการคลังของภาครัฐ ในช่วงวิกฤต เพื่อถอดบทเรียนมาตรการด้านการเงินการคลังของประเทศต่างๆ และเพื่อให้ทราบจุดเด่น และ จุดอ่อนในการดาเนินการของไทยที่ผ่านมาเพื่อปรับปรุงแก้ไขมาตรการต่างๆ ในอนาคต โดยคณะผู้วิจัยได้คัดเลือก โครงการ/มาตรการตัวอย่าง เพื่อประเมินตามเกณฑ์การประเมินผลโครงการ 6 ด้าน ขององค์การเพื่อความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยใช้ข้อมูลทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิประกอบการประเมินจากการวิจัยพบว่า เมื่อเผชิญวิกฤต ประเทศต่างๆ จะดาเนินนโยบายการเงินและการคลังควบคู่กันไป แต่ศักยภาพในการรับมือวิกฤตของประเทศจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ของนโยบายที่ยังคงเหลืออยู่ และจากการศึกษา มาตรการด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับวิกฤตการณ์การระบาดของ COVID-19 ของประเทศต่างๆ พบว่า รูปแบบ ของมาตรการส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกัน โดยให้ความสาคัญกับมาตรการด้านสาธารณสุข และการช่วยเหลือ ประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นลาดับแรก ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภายหลังวิกฤต COVID-19 ที่เป็นแผนระยะยาวเพิ่มเติมที่ชัดเจน สาหรับนโยบายการเงิน (Monetary Policy) จะให้ความสาคัญกับนโยบายผ่อนคลายด้านการเงิน (Easing Monetary Policy)สาหรับการประเมินโครงการ/มาตรการของไทยเพื่อถอดบทเรียนพบว่า มาตรการด้านการคลังด้าน การแพทย์และสาธารณสุข และการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการระยะสั้น ก่อให้เกิดประสิทธิผลและผลกระทบได้ตามเป้าหมาย แต่ไม่สอดคล้องกับการเกณฑ์ประเมินด้านความยั่งยืน ในขณะที่โครงการเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมส่วนใหญ่ซึ่งเป็นโครงการระยะยาว ไม่สามารถดาเนินการได้ ตามเป้าหมายเนื่องจากระยะเวลาดาเนินโครงการมีจากัด สาหรับมาตรการด้านการเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF สามารถดาเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ โดยมีส่วนช่วยสนับสนุนสภาพคล่องให้กับธุรกิจเพื่อให้ ดาเนินการต่อไป รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้ร่วมตลาด ทาให้ตลาดการเงินไทยมีเสถียรภาพคณะผู้วิจัยได้จัดทาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับวิกฤต ในอนาคต โดยภาครัฐจะต้องให้ความสาคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ที่เหมาะสม ดังนี้ (1) ผู้กาหนดนโยบายควรออกแบบมาตรการที่มีความยืดหยุ่น มีการกระจายอานาจการตัดสินใจ (Decentralization) รวมทั้งจัดกลุ่มมาตรการเพื่อแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตในระยะต่างๆ (สั้น/กลาง/ยาว) เพื่อให้มาตรการ ระยะยาวสามารถดาเนินการได้โดยไม่ติดข้อจากัด (2) หน่วยงานปฏิบัติควรจัดทาโครงการ โดยคานึงถึงผู้ได้รับ ผลกระทบให้ครบถ้วน และเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม นาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพ รวมทั้งจัดเตรียมชุดโครงการ ซึ่งมีการจัดลาดับความสาคัญ (Priority) ไว้ เพื่อให้ดาเนินการได้เร็ว และก่อให้เกิดประโยชน์ในลักษณะ Quick Win (3) การสร้างกลไกการขับเคลื่อนมาตรการในภาวะวิกฤต โดย ส่งผ่านกรอบนโยบายลงสู่หน่วยงานผู้ปฏิบัติในเชิงรุก จัดให้มีศูนย์กลางฐานข้อมูลภาครัฐและบูรณาการทางาน ของหน่วยงานภาครัฐ และ (4) การเตรียมความพร้อมด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับวิกฤตในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการบริหาร จัดการสถานการณ์วิกฤต รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งของภาคการเงินการคลัง และการปรับโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม เพื่อเตรียมการรองรับความเสี่ยงและตอบสนองต่อสถานการณ