Big Data กับพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงวิกฤต COVID-19 - กรณีศึกษาโครงการคนละครึ่ง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยฉบับนี้ใช้ข้อมูลการจากโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1 และ 2 มาประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ รวมทั้งประเมินความคุ้มค่าของงบประมาณหรือการกู้เงินของรัฐบาล และวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงโครงการโดยแบ่งวิธีการวิจัยออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ด้วยแบบจาลองเศรษฐกิจมหภาค (2) การวิเคราะห์จากข้อมูลเชิงพื้นที่รายจังหวัด ผ่านการวิเคราะห์หาค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) และแบบจาลองการถดถอยพหุคูณวิธีกาลังสองน้อยที่สุด (OLS Multiple Regression) และ (3) การวิเคราะห์จากข้อมูลรายตัวผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมโครงการ ผลการศึกษาที่นาไปสู่การประเมินผลสัมฤทธิ์ที่สาคัญ พบว่า โครงการคนละครึ่งระยะที่ 1 และ 2 (1) ช่วยให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2563 และ 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 จากกรณีฐาน และมีประสิทธิภาพในการพยุงภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าการโอนเงินสดให้ประชาชนโดยตรง (2) สามารถกระจายเม็ดเงินลงสู่พื้นที่ได้ โดยพื้นที่จังหวัดที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่าจะมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงการคนละครึ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญเชิงสถิติ (3) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของงบประมาณ ต่อหน่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายแปรผันตรงกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรายได้ และ (4) พบความสัมพันธ์แบบ Concave function ระหว่างยอดการใช้จ่ายรวมในจังหวัดกับรายได้เฉลี่ยต่อหัว ของจังหวัดนั้น นอกจากนี้ งานวิจับค้นพบเกี่ยกับพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์แบบ Convex function ระหว่างรายได้เฉลี่ยต่อหัวกับยอดการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวต่อวัน พฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk aversion) จากการติดเชื้อที่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของโครงการ โดยพบความสัมพันธ์แบบไม่ใช่เชิงเส้น (Non-linear) ของระดับการใช้จ่ายโครงการกับยอดผู้ติดเชื้อ เป็นต้น สาหรับการวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคล เมื่อแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการตามพฤติกรรมการใช้จ่ายภายใต้โครงการ พบว่า พฤติกรรมการใช้จ่าย ของผู้เข้าร่วมโครงการมีความแตกต่างกัน เช่น กลุ่มผู้มีส่วนเพิ่มการใช้จ่ายสูงจะมีผลต่างของยอดการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวต่อวันระหว่างช่วงวันหยุดกับช่วงวันธรรมดาสูง ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มดังกล่าวใช้โครงการในช่วงวันหยุดมากกว่าวันธรรมกา ในขณะที่ผู้เข้าร่วมโครงการมียอดการใช้จ่ายรวม และส่วนเพิ่มการใช้จ่ายต่า แนวโน้ม การใช้จ่ายจะทรงตัวอยู่ในระดับต่าตลอดทั้งโครงการ สะท้อนถึงข้อจากัดทางการเงินของประชาชนกลุ่มดังกล่าว เป็นต้น ท้ายนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวสามารถนาไปอ้างอิงเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการที่รัฐบาลได้ดาเนินการไปในช่วงวิกฤต COVID-19 และยังสามารถนาผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ประกอบการพิจารณาออกแบบนโยบายทางการคลังแบบมุ่งเป้าได้ในอนาคต