โครงการศึกษาวิจัยแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศไทยรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการศึกษาวิจัยแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศไทยรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์และนโยบายเชิงสังคม เศรษฐกิจ กฎระเบียบและกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศสมาชิกอาเซียน ศึกษาสถานการณ์ความต้องการแรงงานในแต่ละกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เมืองและจังหวัดที่อยู่ตามแนวทางการพัฒนาทั้ง 4 ภูมิภาค ที่มีความต้องการด้านที่อยู่อาศัย ที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาพื้นที่ของรัฐบาล ศึกษาวิเคราะห์กฎหมาย และแนวทางการพัฒนาพื้นที่ พื้นที่ชายแดนและพื้นที่ต่อเนื่องของประเทศสมาชิกอาเซียนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากที่ดิน การถือครองที่ดิน การขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่ดินว่างเปล่า และการติดตามตรวจสอบนโยบายที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน จัดทำแผนงานรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมสิทธิ์ การย้ายถิ่น การตั้งถิ่นฐาน และการครอบครองที่ดินสำหรับประเทศไทยเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สำหรับแนวทางการศึกษา คณะทำงานใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Method) ผสมผสานกับการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Method) รวมทั้งการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจ และความต้องการแรงงานในพื้นที่ในระยะ 3 ปี โดยใช้สมการเชิงเส้น (Linear Equation) ในลักษณะอนุกรมเวลา (Time Series) ส่วนในระยะ 5 ปี อาศัยวิธีการพยากรณ์ในลักษณะการคาดการณ์โดยความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ สำหรับการวิเคราะห์แนวโน้มการพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่จึงอาศัยวิธีการคำนวณปริมาณที่อยู่อาศัยจากอัตราการเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลที่ปรากฏในระยะ 3 ปี และอาศัยวิธีการพยากรณ์ในลักษณะการคาดการณ์โดยความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในระยะ 5 ปี เช่นเดียวกันกับการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจ และความต้องการแรงงานในพื้นที่ ผลการศึกษา พบว่า เศรษฐกิจของจังหวัดในพื้นที่เป้าหมาย ประกอบด้วย จังหวัดตาก สงขลา สระแก้ว มุกดาหาร เชียงราย กาญจนบุรี และพิษณุโลกมีแนวโน้มและทิศทางเศรษฐกิจที่ขยายและเติบโตขึ้นในช่วงระยะ 3-5 ปี ซึ่งส่งผลต่อความต้องการแรงงานในพื้นที่และความต้องการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นซึ่งเกิดจากปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพล คือ มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดที่เพิ่มขึ้น และมูลค่าการค้าชายแดนที่เพิ่มสูงขึ้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งการพัฒนาเส้นทางและระบบคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงพื้นที่อันเป็นผลให้ความต้องการที่ดิน ราคาที่ดินขยับตัวสูงขึ้น และเกิดการขยายตัวของเมืองตามการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่ยังขาดการบริหารจัดการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการเตรียมการรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโอกาส อุปสรรค ข้อดี ข้อเสียในการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดิน และมาตรฐานการถือครองที่ดินของประเทศไทย และของต่างประเทศ ประกอบกับโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดิน ซึ่งพบประเด็นสำคัญคือ การบริหารจัดการที่ดินของประเทศไทยยังขาดเอกภาพ และระบบเอกสารสิทธิ์มีหลายลักษณะไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน การถือครองที่ดินกระจุกตัวอยู่ในภาครัฐ และกลุ่มทุน ขาดการวางแผน กำกับ ดูแลการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ และการถือครองที่ดินแอบแฝงคนต่างด้าว เช่น การให้ตัวแทนถือครองที่ดิน และการเข้าแย่งยึดที่ดิน จากข้อค้นพบจากการศึกษาวิจัยนำไปสู่การสังเคราะห์และจัดทำร่างแผนการดำเนินงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนา เพื่อมุ่งไปสู่วิสัยทัศน์การพัฒนา จัดการที่ดินในฐานะทุน เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของมนุษย์ โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญ 3 ด้าน คือ (1) สร้างโอกาส และความเป็นธรรมในการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน (2) ยกระดับความสามารถในการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับศักยภาพที่ดิน และ(3) ปรับระบบการจัดการที่ดินรองรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานดังกล่าวประกอบมาตรการสำคัญ 6 มาตรการด้วยกัน คือ (1) การแก้ไขปรับปรุง เพิ่มเติมกฎหมาย (2) การใช้เครื่องมือทางภาษี (3) การกำกับ ติดตามและควบคุม (4) การพัฒนากลไกและจัดระบบ (5) การผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพยากร และ(6) การเตรียมรองรับการเปลี่ยนแปลงระดับพื้นที่ ดังนั้น เพื่อให้ร่างแผนงานดำเนินงานรองรับการเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาสามารถนำไปสู่การผลักดันแก้ไขปัญหาได้อย่างรอบด้าน จึงได้วิเคราะห์และกำหนดเป็นข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาการถือครอง และการบริหารจัดการที่ดินระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งแบ่งเป็นระยะละสามปีต่อเนื่องกันในเชิงนโยบายระดับประเทศ และในเชิงการจัดการระดับพื้นที่ โดยสรุปได้ดังนี้ ข้อเสนอในระยะสั้น ได้แก่ (1) สร้างเกณฑ์การจำแนกประเภทที่ดิน และการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เป็นมาตรฐาน (2) ยกระดับสมรรถนะของบุคลากรภาครัฐให้บริหารจัดการที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม และ(3) พัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีศักยภาพดูแลการถือครองที่ดิน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ข้อเสนอในระยะระยะกลาง ได้แก่ (1) เสริมสร้างชุมชน และองค์กรภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการที่ดิน (2) พัฒนากลไก และวิธีการจัดการความขัดแย้งเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินด้วยสันติวิธี และ(3) ยกระดับและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการที่ดินและใช้ประโยชน์ที่ดิน และข้อเสนอในระยะยาว ได้แก่ (1) จัดทำแผนแม่บทการปฏิรูปที่ดิน และดำเนินการปฏิรูปการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งระบบ (2) จัดตั้งกองทุนเพื่อการปฏิรูปที่ดินให้เป็นเครื่องมือทางการเงินเพื่อการขับเคลื่อนการดำเนินงาน และ(3) ฟื้นฟูเมือง และรื้อประกอบสร้างเมืองใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งต้องได้รับการผลักดันจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป