ความเป็นวิทยาศาสตร์ของทฤษฎษีศิลปะและความงามในมุมมองพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาชีวิตและสังคม : กรณีศึกษาทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
หัวข้อวิจัย ความเป็นวิทยาศาสตร์ของทฤษฎีศิลปะและความงามในมุมมองพุทธศาสนาเพื่อพัฒนา ชีวิตและสังคม : กรณีศึกษาทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ ผู้ดำเนินงานวิจัย นายพิชัย สุขวุ่น หน่วยงาน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฏร์ธานี ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ งานวิจัยเรื่อง “ความเป็นวิทยาศาสตร์ของทฤษฎีศิลปะและความงามในมุมมองพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาชีวิตและสังคม : กรณีศึกษาทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ” การค้นคว้าวิจัยดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างทฤษฎีศิลปะและความงามที่มีการอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยใช้มุมมองของพุทธศาสนาตามทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุเป็นกรอบในการพิจารณา วิธีดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย การศึกษาเอกสารและงานวิจัย ศึกษาจากผลงานศิลปะ การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม ซึ่งข้อมูลที่เป็นหลักในครั้งนี้คือข้อมูลจากเอกสาร ตำรา บทความ ที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้อธิบายเรื่องพุทธศาสนาคืออะไร พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนากับศิลปะและ ความงาม ผลการวิจัย พบว่า ทฤษฎีศิลปะและความงามที่อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยใช้มุมมองของพุทธศาสนาตามทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ นั้น สามารถอธิบายความเป็นทฤษฎีดังต่อไปนี้ 1. ทฤษฎีศิลปะและความงาม เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยกฎธรรมชาติที่มีอยู่เดิม มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง สิ่งนี้เป็นปฐมเหตุของทุกสิ่ง มีอยู่อย่างไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด แต่เรามองไม่เห็นสิ่งนี้ด้วยตา พุทธศาสนาใช้คำแทนสิ่งดังกล่าวว่า ตถตา หมายถึง ความเป็นอย่างนั้น อิทัปปัจจยตา หมายถึง เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัยสิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น และอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา หมายถึง สิ่งทั้งปวงต้องมีการเปลี่ยนแปลง และยึดถือเป็นตัวตนไม่ได้ 2. เมื่อทฤษฎีศิลปะและความงามถูกสร้างขึ้นจากสิ่งที่เป็นกฎธรรมชาติ อันเป็นปฐมเหตุที่มีอยู่อย่างถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง ลักษณะสำคัญที่อธิบายความเป็นวิทยาศาสตร์ของทฤษฎีศิลปะและความงาม คือ ทฤษฎีศิลปะและความงาม มีลักษณะเป็นสสารและจิต เป็นสิ่งที่ต้องมีเหตุและเป็นไปตามเหตุ ต้องมีการหมุนเวียน มีการเกิดขึ้นของเหตุและมีการดับของเหตุ กฎแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีลักษณะเดียวกับกฎวิทยาศาสตร์ทั้งปวง แต่ทฤษฎีศิลปะและความงามจะพิจารณาความเป็นไปของจิตและประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นสำคัญ 3. เมื่อพบทฤษฎีศิลปะและความงามที่เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว ตามทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านต้องการให้เข้าถึงสิ่งที่อยู่เหนือทฤษฎีศิลปะและความงามที่เป็นวิทยาศาสตร์ คือการที่จิตได้ข้ามพ้นการเกิดดับของเหตุ ไปสู่กฎธรรมชาติ ที่ไม่ต้องหมุนเวียนไปตามความเป็นไปของเหตุ ทำได้โดยละวางการยึดถือทั้งปวง (3) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1. การอ่านรายงานการวิจัยเรื่องนี้ ควรทำความเข้าใจกับสิ่งที่เรียกว่า ปฐมเหตุ ที่มีอยู่ก่อนไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร เพราะลำพังการใช้ภาษาสื่อสารกันนั้นไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ แต่สามารถใช้การรับรู้ของจิตทำให้ปรากฏได้ 2. การเข้าใจว่าทฤษฎีศิลปะและความงาม ซึ่งเป็นลักษณะของสิ่งมีเหตุ มีการเกิดดับไปตามเหตุ นั้น เราสามารถพิจารณาได้จากทุกสิ่งรอบๆ ตัว และในความคิดของเรา หากสิ่งใดเป็นสสารและจิตแล้ว ย่อมเป็นสิ่งหมุนเวียนเสมอ 3. การศึกษาหลักธรรมทางพุทธศาสนา กฎวิทยาศาสตร์ และทฤษฎีศิลปะและความงาม ทำให้พบกฎธรรมชาติว่า สิ่งทั้งปวงมีลักษณะ 2 ภาวะ คือ มีสิ่งที่มีอยู่ก่อนอย่างถาวร กับสิ่งที่ถูกสิ่งที่มีอยู่อย่างถาวรได้สร้างขึ้น สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจะมีเหตุและเป็นไปตามเหตุ ความรู้ดังกล่าวสามารถนำไปเป็นกรอบในการศึกษาเรื่องอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี