Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2551

การพัฒนาระบบการวิเคราะห์ข้อมูลภาคการคลังของประเทศไทย

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พ.ศ. 2551

บทคัดย่อ

รัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมสวัสดิการสูงสุด (Welfare Maximization) ให้กับสังคม โดยในการส่งเสริมสวัสดิการสูงสุดนี้ครอบคลุมการดำเนินการในกิจกรรมที่มีความล้มเหลวของตลาด (Market Failure) ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการเจริญเติบโต และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายสามารถดำเนินการได้ใน 2 ช่องทางคือ 1. การดำเนินการผ่านนโยบายการคลัง และ 2. การดำเนินการผ่านนโยบายการเงินและระบบสถาบันการเงิน ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการผ่านช่องทางใดก็ตาม นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการนั้นจำเป็นต้องมีความสอดคล้องกันเอง สอดคล้องกันระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง และมีความสอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในขณะนั้น ซึ่งหมายความว่า จะไม่มีนโยบายใดนโยบายหนึ่งใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ดังนั้น กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการเสนอแนะนโยบายเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้มั่นคง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดตามภาวการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และสามารถวิเคราะห์เศรษฐกิจได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว เพื่อให้เสนอแนะนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที รวมทั้งสามารถสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในปัจจุบัน กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ดำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดในระดับหนึ่ง โดยการจัดทำเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการคลังเป็นรายเดือนเพื่อนำเสนอแก่ผู้บริหารกระทรวงการคลังและเผยแพร่ต่อสาธารณชน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลส่วนใหญ่ที่นำมาใช้วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจเป็นข้อมูลที่ได้มาจากหน่วยงานภายนอก เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรมและธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งที่จริงแล้วข้อมูลทางการคลังซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ทั้งข้อมูลด้านรายได้ (โดยเฉพาะข้อมูลทางภาษี) ข้อมูลด้านรายจ่าย รวมไปถึงดุลการคลังสามารถนำมาวิเคราะห์ผลกระทบของการดำเนินนโยบายการคลังต่อเศรษฐกิจเพื่อใช้ประกอบการดำเนินนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วทันการณ์ เพื่อให้นโยบายการคลังมีความเหมาะสมกับพลวัตรทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ในการศึกษาโครงการงานวิจัยการพัฒนาระบบการวิเคราะห์ข้อมูลภาคการคลังของประเทศไทยนี้ ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ในข้อมูลการคลังด้านรายได้ รายจ่าย และดุลการคลัง โดยมีหลักการและบทสรุปจากการศึกษาอันพอจะสรุปได้ในแต่ละด้าน ดังนี้ 1. ด้านรายได้ ในการวิเคราะห์ด้านรายได้ของรัฐบาลนั้น ได้ทำการศึกษาเพื่อประยุกต์ใช้ข้อมูลรายได้ภาษีซึ่งกระทรวงการคลังเป็นแหล่งที่มาของข้อมูล (Primary Source of Data) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้เป็นดัชนีชี้นำและดัชนีอ้างอิงภาวะเศรษฐกิจ โดยแม้ว่าจะมีผลงานศึกษาจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งได้จัดทำและศึกษาดัชนีชี้นำและดัชนีอ้างอิงภาวะเศรษฐกิจไทยหลายงานศึกษาด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาเศรษฐกิจภาพรวม ไม่ได้จำแนกออกเป็นภาคเศรษฐกิจย่อย อย่างไร ก็ตาม ในการศึกษานี้จำแนกภาคเศรษฐกิจออกเป็น 4 ภาคเศรษฐกิจด้วยกัน ได้แก่ (1) ภาคการบริโภค (2) ภาคการลงทุน (3) ภาคการผลิต และ (4) ภาคการคลัง เพื่อศึกษาว่ามีดัชนีใดเป็นดัชนีชี้นำ (Leading Index), ดัชนีพ้อง (Coincident Index) และดัชนีตามภาวะเศรษฐกิจ (Lagging Index) โดยในแต่ละภาคเศรษฐกิจทั้ง 4 ภาคดังกล่าวข้างต้น จะเน้นให้เห็นความสำคัญของดัชนีที่เกี่ยวข้องกับภาคการคลัง ยกตัวอย่างเช่น ภาษีต่าง ๆ ที่รัฐบาลจัดเก็บได้ ตลอดจนสิทธิพิเศษทางภาษีต่างๆ ที่ได้รับการยกเว้นเพื่อการส่งออก เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือร่วมในการวิเคราะห์ครั้งนี้ ทั้งนี้ เนื่องจากในหลายๆ งานศึกษาที่ผ่านมาไม่ได้นำเอาได้นำเอาภาคการคลัง โดยเฉพาะข้อมูลภาษีมาใช้ในการวิเคราะห์ ดังนั้น จึงทำให้งานศึกษานี้ค่อนข้างจะแตกต่างกับงานศึกษาอื่นๆ ทั้งนี้ นอกจากงานวิจัยชิ้นนี้จะแยกศึกษาประเภทเครื่องชี้เป็นรายภาคเศรษฐกิจดังกล่าวแล้ว ยังได้ศึกษาดัชนีชี้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเพื่อหาข้อสรุปว่า ดัชนีชี้นำ ดัชนีพ้องและดัชนีตามภาวะเศรษฐกิจในแต่ละภาคเศรษฐกิจนั้น มีความสามารถในการใช้อธิบายภาคเศรษฐกิจโดยรวมได้ดีเพียงใด จึงเป็นสิ่งที่ทำให้งานศึกษานี้ค่อนข้างแตกต่างจากงานศึกษาที่เกี่ยวข้องที่ได้ทำการศึกษามาก่อนนี้อย่างมีนัยสำคัญ ในการศึกษาครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อหาและทดสอบดัชนีชี้ภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งดัชนีชี้เศรษฐกิจสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก คือ ดัชนีพ้องเศรษฐกิจ ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ และดัชนีตามภาวะเศรษฐกิจ โดยดัชนีที่มีประโยชน์และอธิบายกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ดี คือ ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถอธิบายและชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ภาคเศรษฐกิจจริงจะเป็นในอนาคต ดังเช่น หากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจมีแนวโน้มหรือกำลังขยายตัว ก็สามารถสะท้อนได้ว่าภาคเศรษฐกิจจริง หรือในทางกลับกันหากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจกำลังหดตัว อาจจะเป็นสัญญาณเตือนได้ว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการเตรียมนโยบายเศรษฐกิจเพื่อรองรับกับภาวะเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างดี โดยภาคเศรษฐกิจหลักที่จะทำการศึกษา ได้แก่ ภาคการบริโภค ภาคการลงทุน ภาคการผลิต ภาคการค้าระหว่างประเทศ และภาคเศรษฐกิจจริง ในการทดสอบจะต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงข้อมูลหรือขจัดอิทธิพลที่บิดเบือนข้อมูล เช่น ฤดูกาล แนวโน้ม และความแปรปรวนอื่นๆ โดยวิธีทางเศรษฐมิติ เช่น Moving Average 12 เดือน และ Hedrick Prescott Filter ดังที่กล่าวในส่วนของวิธีการศึกษาแล้ว และนำข้อมูลที่ขจัดอิทธิพลต่างๆมาหาความสัมพันธ์ (Contemporaneous Correlation) ซึ่งจะช่วยแยกประเภทของดัชนีชี้ภาวะเศรษฐกิจ และแสดงลักษณ์ความสัมพันธ์ของดัชนีและภาคเศรษฐกิจ เช่น ดัชนีเคลื่อนไหวในทิศทางตามกับภาคเศรษฐกิจ หรือทิศทางผกผันกับภาคเศรษฐกิจ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ผู้ใช้ดัชนีสามารถแปลผลได้ถูกต้อง จากหลักการดังกล่าว อาจพอสรุปผลการศึกษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภาษีในแต่ละภาษีต่อเศรษฐกิจในแต่ละภาคได้พอสังเขปดังนี้ 1.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีความสัมพันธ์กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะ กล่าวคือมีค่า Personal Income Tax Buoyancy เท่ากับ 1.28 กล่าวคือ หากอัตราการขยายตัวของ GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะส่งผลให้อัตราการเพิ่มขึ้นของภาษีบุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.28 และแบบจำลองมีค่า Adjusted R-squared สูงถึงร้อยละ 98 นอกจากนี้เมื่อพิจารณาผลกระทบของฤดูกาลพบว่าไตรมาสที่ 1 ของปีเป็นช่วงที่มีอัตราการขยายตัวของภาษีสูงกว่าไตรมาสอื่นๆ เมื่อเทียบกับมูลค่าการขยายตัวของ GDP ที่เท่ากัน สอดคล้องกับความเป็นจริงซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กำหนดให้มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม จากการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาปี 2545 ที่ไม่รวมดัชนีราคาหมวดอาหารสดมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการบริโภคภาคเอกชนที่แท้จริง โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 1 จะส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนที่แท้จริงมีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นร้อยละ 0.5 ในขณะที่ หากใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากภาคการค้า ณ ราคาปี 2545 ที่ไม่รวมดัชนีราคาหมวดอาหารสด จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษีมูลค่าเพิ่มมีความสัมพันธ์ไปในทางเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของการบริโภคภาคเอกชนที่แท้จริงเช่นเดียวกัน กล่าวคือ หากภาษีมูลค่าเพิ่มมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนที่แท้จริงสูงขึ้นร้อยละ 0.35 อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นว่าภาษีมูลค่าเพิ่มรวม ซึ่งใช้ดัชนีราคาผู้บริโภคที่ไม่รวมดัชนีราคาหมวดอาหารสดเป็นตัวปรับผลของราคา พบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่า Adjusted R-squared ที่ร้อยละ 97.11 ในขณะที่หากใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาคการค้า (Vat_Trade) แทนภาษีมูลค่าเพิ่มรวม ก็พบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน และมีค่า Adjusted R-squared ที่ร้อยละ 97.14 ซึ่งไม่แตกต่างจากค่า Adjusted R-squared ของกรณีใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 1.3 อากรแสตมป์ จากการศึกษาความสัมพันธ์ของข้อมูลอากรแสตมป์กับการลงทุนภาคเอกชนพบว่า มีความสัมพันธ์ก็ค่อนข้างดี โดยอัตราการขยายตัวของอากรแสตมป์ที่เก็บจากธุรกรรมที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนที่แท้จริงมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.0864 นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ของข้อมูลอากรแสตมป์กับการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นการเฉพาะพบว่าความสัมพันธ์ของการเพิ่มขึ้นของการลงทุนภาคเอกชนภาคก่อสร้างกับการเพิ่มขึ้นของอากรแสตมป์ที่เก็บจากเอกสารสัญญา และอากรแสตมป์ที่เก็บจากธุรกรรมที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราการขยายตัวของอากรแสตมป์ที่เก็บจากเอกสารสัญญาทุกประเภท หรืออากรที่เก็บจากธุรกรรมที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนภาคก่อสร้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.519 และ 0.1324 ตามลำดับ 1.4 ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน การศึกษาพบว่าเมื่อการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 จะส่งผลให้ดัชนีผลผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันร้อยละ 0.5 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 1.5 ภาษีสรรพสามิตยาสูบ พบว่าเมื่อการจัดเก็บภาษียาสูบเปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 จะส่งผลให้ดัชนีผลผลิตบุหรี่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันร้อยละ 0.9 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 1.6 ภาษีสรรพสามิตสุรา-เบียร์ พบว่าเมื่อการจัดเก็บภาษีสุราเปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 จะส่งผลให้ดัชนีผลผลิตเบียร์เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันร้อยละ 1.89 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 ในขณะที่การจัดเก็บภาษีเบียร์เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 จะส่งผลให้ดัชนีผลผลิตเบียร์เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันร้อยละ 0.74 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 เช่นเดียวกัน 1.7 ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่ม จากการพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มกับดัชนีผลผลิตเครื่องดื่มที่มีค่าสหสัมพันธ์(Correlation) และ ค่า Adjusted R-squared พบว่ามีความสัมพันธ์ค่อนข้างต่ำทั้งสองค่า จึงสรุปได้ว่า ภาษีเครื่องดื่มอาจใช้เป็นเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจได้ไม่ค่อยดีนัก 1.8 ภาษีสรรพสามิตรถจักรยานยนต์ พบว่าเมื่อรายได้ภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากรถจักรยานยนต์เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 จะส่งผลให้ดัชนีผลผลิตรถจักรยานยนต์เปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกันร้อยละ 0.7 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 1.9 ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ พบว่าเมื่อการจัดเก็บภาษีรถยนต์เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 จะส่งผลให้ดัชนีผลผลิตยานยนต์เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันร้อยละ 0.9 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 1.10 ภาษีสรรพสามิตเครื่องใช้ไฟฟ้า พบว่าเมื่อการจัดเก็บภาษีเครื่องใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 จะส่งผลให้ดัชนีผลผลิตยานยนต์เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันร้อยละ 0.3 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 2. ด้านรายจ่าย การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจของการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลของกระทรวงการคลังจะใช้ข้อมูลตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละช่วงเวลา เช่น การเบิกจ่ายงบประมาณรายเดือน รายไตรมาส และรายปี โดยในปัจจุบัน กระทรวงการคลังโดยมีกรมบัญชีกลางได้พัฒนาระบบจัดเก็บฐานข้อมูลภายใต้ระบบ Government Finance Management Information System (GFMIS) ซึ่งสามารถทำให้การจัดเก็บและประมวลข้อมูลภาคการคลังของประเทศไทยสามารถดำเนินการด้อย่างเป็นระบบและรวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ผลกระทบของการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่มีระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้องและจำเป็นต้องแปลงให้ข้อมูลการคลังในปัจจุบันเข้าสู่ระบบบัญชีประชาชาติ หรือ System of National Accounts (SNA) เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์บทบาทของรัฐบาลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าในช่วงที่ผ่านมา ข้อมูลการคลังตามระบบ GFMIS มีความแตกต่างจะระบบ SNA อยู่มากทั้งในลักษณะของรายจ่ายรวม รายจ่ายประจำ รายจ่ายลงทุน ในหลายประเด็น ซึ่งในโครงการวิจัยในส่วนนี้ได้ทำการพัฒนาระบบการแปลงข้อมูลการคลังจากระบบ GFMIS ที่กระทรวงการคลังใช้ให้มีความใกล้เคียงกับระบบ SNA ที่ใช้ในการคำนวน GDP ทั้งนี้เพื่อให้มีข้อมูลในการใช้จ่ายของรัฐบาลที่เป็นฐานของระบบบัญชีประชาชาติที่สามารถจัดหาได้อย่างรวดเร็วและสามารถคาดการณ์ไปข้างหน้าได้เพื่อใช้ประกอบการจัดทำประมาณการเศรษฐกิจ โครงการวิจัยนี้จะใช้ฐานข้อมูลรายจ่ายตามเอกสารงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2550 เป็นในการคำนวณและวิเคราะห์และแปลงข้อมูลให้เป็นข้อมูลรายจ่ายรัฐบาลในรูปแบบการบริโภคและการลงทุนตามระบบบัญชีประชาชาติหรือ SNA ข้อมูลรายจ่ายรัฐบาลตามระบบงบประมาณสามารถจัดแบ่งได้ตามลักษณะหมวดงบรายจ่ายได้ 5 ประเภทซึ่งสามารถเรียกเก็บและประมวลผลข้อมูลในระบบ GFMIS ซึ่งสามารถนำมาใช้ช้อมูลมิติพื้นฐานในการแปลงข้อมูลไปสู่ระบบบัญชีประชาชาติหรือ SNA ได้ โดยในการพัฒนาระบบการแปลงข้อมูลการคลังจากระบบ GFMIS เป็นระบบ SNA ดังกล่าวนั้น มีข้อสรุปโดยสังเขปดังนี้ 2.1 รายจ่ายรัฐบาลตามระบบ GFMIS และการใช้จ่ายของรัฐบาลตามระบบบัญชี ประชาชาติ SNA จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลรายจ่ายจาก 2 ฐานระหว่าง GFMIS ที่ได้รับจากกรมบัญชีกลางและข้อมูล SNA ที่ได้จากสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะพบว่ามีความแตกต่าง โดยตัวเลขรายจ่ายรัฐบาลรวมในระบบข้อมูล GFMIS จะสูงกว่าตัวเลขการใช้จ่ายของรัฐบาลตามระบบ SNA เนื่องจากในการคำนวณการใช้จ่ายของรัฐบาลในระบบ SNA จะต้องหักรายการที่ไม่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรงหรือเป็นการโอนเงินให้แก่ภาครัฐอื่นๆหรือภาคเอกชน นอกจากนี้ หากพิจารณาจากอัตราการขยายตัวจะเห็นได้ว่าแตกต่างกันมาก ซึ่งอัตราการขยายตัวของรายจ่ายตามระบบ GFMIS จะมีความผันผวนมากกว่าอัตราการขยายตัวของรายจ่ายรัฐบาลตามระบบ SNA และในบางไตรมาสเช่นไตรมาส 1 และ 3 ของปีงบประมาณ 2550 ที่อัตราการขยายตัวมีความแตกต่างกันมากเป็นต้น (แผนภาพที่ 4.7) ดังนั้น ถ้าหากนำเอาข้อมูลฐานการใช้จ่ายตามระบบงบประมาณเกณฑ์เงินสดไปวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจอาจทำให้อาจเกิดความผิดพลาดและไม่สะท้อนผลกระทบของรายจ่ายรัฐบาลต่อระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง แผนภาพที่ 1 การเปรียบเทียบรายจ่ายรัฐบาลกลางฐาน GFMIS และการใช้จ่ายของ รัฐบาลกลางฐาน SNA หน่วย : ล้านบาท หน่วย : ร้อยละ (y-o-y) 2.2 รายจ่ายประจำตามระบบ GFMIS และการบริโภคของรัฐบาลตามระบบบัญชีประชาชาติ (SNA) ข้อมูลตัวเลขรายจ่ายประจำในระบบ GFMIS จะสูงกว่าข้อมูลตัวเลขการบริโภคของรัฐบาลจากฐานระบบ SNA เนื่องจากต้องมีการหักรายจ่ายประจำบางรายการเช่น เงินโอนสู่ภาคเศรษฐกิจอื่น เงินชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ย เป็นต้น ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หากพิจารณาจากอัตราการขยายตัวจะเห็นได้ว่าอัตราการขยายตัวมีความแตกต่างกันพอสมควร โดยเฉพาะอัตราการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำจากระบบงบประมาณเกณฑ์เงินสด (GFMIS) จะมีความผันผวนมากกว่า และตัวเลขมีความแตกต่างมากในช่วงไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ 2549 และ 2550 เป็นต้น (แผนภาพที่ 4.8) แผนภาพที่ 2 การเปรียบเทียบข้อมูลรายจ่ายประจำตามระบบ GFMIS และการบริโภคของรัฐบาลตามระบบ SNA หน่วย : ล้านบาท หน่วย : ร้อยละ (y-o-y) 2.3 รายจ่ายลงทุนตามระบบ GFMIS และการลงทุนของรัฐบาลตามระบบบัญชีประชาชาติ (SNA) ข้อมูลตัวเลขรายจ่ายลงทุนในระบบ GFMIS จะสูงกว่าข้อมูลการลงทุนของรัฐบาลตามระบบ SNA เนื่องจากข้อมูลการลงทุนตามระบบ SNA ต้องมีการหักเงินโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ (Capital transfers) เป็นต้น ซึ่งหากพิจารณาจากอัตราการขยายตัวจะเห็นได้ว่าอัตราการขยายตัวมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะอัตราการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนตามระบบงบประมาณเกณฑ์เงินสด (GFMIS) จะมีความผันผวนมากกว่า และตัวเลขอาจมีความแตกต่างมากโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2550 ซึ่งเป็นช่วงที่การเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลประสบปัญหาเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2550 ที่ล่าช้าในช่วงต้นปีงบประมาณเป็นต้น แผนภาพที่ 3 การเปรียบเทียบรายจ่ายลงทุนจาก GFMIS และการลงทุนของ รัฐบาลกลางฐาน SNA หน่วย : ล้านบาท หน่วย : ร้อยละ (y-o-y) ทั้งนี้จากการศึกษาในโครงการวิจัยนี้พบว่ารายจ่ายงบประมาณในรูปแบบรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนหลังจากการหักต้นเงินกู้ เงินโอนให้ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจและรายจ่ายอื่นๆที่ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อการบริโภคและการลงทุนของรัฐบาลแล้วพบว่าตัวเลขการแปลงข้อมูลรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุนนั้นค่อนข้างใกล้เคียงกับตัวเลขการบริโภคและการลงทุนของรัฐบาล ถึงอย่างไรก็ตามผลลัพธ์ของรายจ่ายที่ถูกแปลงนั้นไม่ได้เป็นตัวเลขเดียวกับรายจ่ายรัฐบาลตามระบบบัญชีประชาชาติเนื่องจากมีฐานการรวบรวม จัดเก็บ และประมวลข้อมูลที่แตกต่างกัน ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของผลลัพธ์จากการแปลงรายจ่ายในโครงการนี้คือการนำตัวเลขเหล่านี้มาใช้การจัดทำการประมาณการการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางเนื่องจากการฐานข้อมูลที่ใช้ในการแปลงถูกนำมาจากข้อมูลรายจ่ายงบประมาณซึ่งมีกรอบงบประมาณกำหนดไว้ซึ่งจำเป็นต่อการใช้ทำการประมาณการรายจ่ายรัฐบาลเพื่อการจัดทำการประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมให้กับกระทรวงการคลัง ซึ่งแนวทางการรวบรวมตามระบบของ สศช.ซึ่งเป็นการเก็บรวมรวมข้อมูลการทำธุรกรรมตามระบบบัญชีไม่สามารถเอื้อกับวัตถุประสงค์นี้ได้ 3. ด้านดุลการคลังและผลกระทบทางเศรษฐกิจ ดุลการคลัง (Fiscal Balance) คือ ส่วนต่างระหว่างรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล ณ ช่วงเวลาหนึ่ง (Flow Concept) ซึ่งจะแสดงถึงฐานะการคลังของรัฐบาล และรัฐบาลจำเป็นต้องจัดหาเงินทุน (Financing) เพื่อเป็นการชดเชยในกรณีที่รัฐมีการขาดดุลการคลัง (Fiscal Deficit) และการบริหารจัดการเงินในกรณีที่รัฐบาลมีการเกินดุลการคลัง (Fiscal Surplus) ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการคลังแบบผ่อนคลาย (Expansionary Fiscal Policy) หมายถึงการใช้จ่ายของรัฐบาลที่สูงกว่ารายได้ของรัฐบาล ซึ่งมักจะมีเป้าหมายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีการขาดดุลการคลัง ในทางกลับกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวที่ความร้อนแรง และรัฐบาลต้องการชะลอเศรษฐกิจ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายการคลังแบบตึงตัว (Contractionary Fiscal Policy) หมายถึง การที่รัฐบาลมีการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่น้อยกว่ารายได้ที่จัดเก็บ และทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีการเกินดุลการคลัง และในกรณีสุดท้าย นโยบายการคลังแบบสมดุล หมายถึง การที่รัฐบาลมีการใช้จ่ายงบประมาณเท่ากับรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บ เพื่อให้รัฐบาลมีบทบาททางเศรษฐกิจแบบเป็นกลาง (Neutral Stance) การศึกษาเพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินนโยบายการคลังจากดุลการคลังที่เกิดขึ้นจริง (Actual Budgetary Balance System) ในช่วงระหว่างปี 2536-2550 พบว่า รัฐบาลใช้นโยบายการคลังเพื่อบริหารจัดเศรษฐกิจในลักษณะ Counter cyclical โดยเห็นได้จากในปีที่เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ในระดับสูง (พ.ศ. 2536-2539) รัฐบาลดำเนินนโยบายการคลังแบบเกินดุล และเมื่อเศรษฐกิจไทยประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลดำเนินการใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งฟื้นฟูอุปสงค์ภายในประเทศ (พ.ศ. 2540-2545) อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายการคลังแบบสมดุลเพื่อรักษาฐานะการคลัง (Fiscal Consolidation) จากการที่รัฐบาลได้ขาดดุลการคลังต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งได้ทำให้ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น สำหรับปี พ.ศ. 2549-2550 เศรษฐกิจมีสัญญาณชะลอตัวจากปัจจัยต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ทำให้รัฐบาลกลับมาดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลอีกครั้ง และมีแนวโน้มที่จะขาดดุลการคลังต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2552 เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ นอกจากนี้ การศึกษาได้มีการวิเคราะห์ในเชิงลึกถึงผลกระทบของดุลการคลังต่อระบบเศรษฐกิจหรือเรียกว่า Fiscal Impulse ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัยด้านนโยบายการคลังที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และจำเป็นต้องแยกผลกระทบในลักษณะ Pro-cyclical ของนโยบายการคลังที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเศรษฐกิจที่กระทบต่อฐานะการคลังผ่านกลไกของ Automatic Stabilizers ต่างๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับสูงทำให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขดุลการคลังเกินดุลสูงกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ ในขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทำให้รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมาย และมีรายจ่ายต่างๆ ที่มิได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าเกิดขึ้น เช่น การขอรับเงินประกันตนของผู้ว่างงาน (Unemployment Insurance) ดังนั้น ทำให้ดุลการคลังขาดดุลมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินนโยบายการคลังของประเทศไทยในระยะต่อไปจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบจากปัจจัยด้าน Pro-cyclical Component และกลไก Automatic Stabilizer นี้ด้วย สำหรับการวิเคราะห์ในเรื่องตัวทวีคูณการคลัง (Fiscal Multipliers) การศึกษานี้ได้มีการแยกศึกษารายจ่ายของรัฐบาล 5 หมวดหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแตกต่างกัน ได้แก่ 1. รายจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างบุคลากร 2. รายจ่ายที่ลงไปสู่ระดับฐานราก 3. รายจ่ายประเภทกองทุนหมุนเวียน 4. รายจ่ายลงทุน และ 5. รายจ่ายอื่นๆ การวิเคราะห์ผลกระทบในการใช้จ่ายของรัฐบาลในแต่ละหมวดนั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องด้วยกัน 5 ประเด็น ได้แก่ 1) การศึกษาถึงค่าความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภค (Marginal Propensity to Consume: MPC) ของกลุ่มข้าราชการและลูกจ้าง และกลุ่มประชาชนทั่วไป 2) การศึกษาถึงค่าความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภค (MPC) ของกลุ่มฐานราก 3) การศึกษาค่าความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการนำเข้า (MPM) ของข้าราชการและลูกจ้าง และของกลุ่มประชากรทั่วไป 4) สัดส่วนการบริโภคสินค้านำเข้า 5) สัดส่วนการลงทุนจากสินค้านำเข้า โดยกรอบแนวคิดและผลการศึกษาอันจะเชื่อมโยงไปยังผลการวิเคราะห์ผลกระทบของรายจ่ายรัฐบาลต่อเศรษฐกิจทั้ง 5 หมวด อาจกล่าวได้พอสังเขปดังนี้ ในการศึกษาและการวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงเส้น (Linear Regression) โดยวิธี Ordinary Least Square (OLS) โดยใช้ข้อมูลรายได้และรายจ่ายต่อเดือนของข้าราชการและลูกจ้าง ในช่วงปีพ.ศ. 2537-2549 เพื่อศึกษาถึงค่าความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภค (Marginal Propensity to Consume: MPC) ของกลุ่มข้าราชการและลูกจ้าง และกลุ่มประชาชนทั่วไป สำหรับค่าความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการนำเข้า (MPM) ของข้าราชการและลูกจ้าง และของกลุ่มประชากรทั่วไปใช้วิธีประมาณการสมการถดถอยระหว่างปริมาณการบริโภคสินค้านำเข้ากับระดับรายได้ ในช่วงปี พ.ศ. 2541-2550 ในการวิเคราะห์หา MPC ของประชากรระดับฐานรากนั้น จะทำการการประมาณการสมการถดถอยโดยใช้ข้อมูล Cross-section ด้านรายได้และรายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 6,000 บาท โดยแบ่งเป็น 6 ชั้นรายได้ช่วง 0-1,000 บาท ช่วง 1,000-2,000 บาท ช่วง 2,000-3,000 บาท ช่วง 3,000-4,000 บาท ช่วง 4,000-5,000 บาท และช่วง 5,000-6,000 บาท จากข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม (SES) จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2537-2549 เพื่อแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มรายได้ต่าง ๆ ส่วนการวิเคราะห์รายจ่ายประเภทกองทุนหมุนเวียนนั้นสามารถใช้สมการถดถอยเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนของภาคเอกชนที่แท้จริง กับปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยโดยธนาคารของรัฐบาลในโครงการกองทุนหมุนเวียนต่างๆ ในขณะที่การวิเคราะห์รายจ่ายเพื่อการลงทุน ใช้วิธรวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคของประชาชนทั่วไปซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาร่วมในการวิเคราะห์ เช่นเดียวกับกรณีรายจ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง กรณีรายจ่ายที่ลงไปสู่ระดับรากหญ้า และกรณีรายจ่ายประเภทกองทุนหมุนเวียน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งรายจ่ายอื่นๆก็เช่นเดียวกัน จากผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวข้างต้นทั้ง 5 ประเด็น ส่งผลกระทบของรายจ่ายรัฐบาลทั้ง 5 ประเภท สรุปได้ดังนี้ 3.1 ผลกระทบของรายจ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง ผลกระทบของรายจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างต่อระบบเศรษฐกิจนั้น สำหรับในเชิงบวก การเพิ่มรายจ่ายเงินเดือนจะส่งผลให้ข้าราชการและลูกจ้างมีรายได้เพิ่มขึ้น นำเงินไปซื้อสินค้าเพื่อบริโภคจากกลุ่มประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้น การบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มข้าราชการนี้เป็นการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนโดยทั่วไป ทำให้ประชาชนทั่วไปมีการบริโภครอบถัดไปเพิ่มขึ้นในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นผ่านทางค่าความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภค (Marginal Propensity to Consume: MPC) จากการศึกษาพบว่า - MPC กลุ่มข้าราชการ = 0.46 - MPC ประชาชนทั่วไป = 0.50 - สัดส่วนการบริโภคสินค้านำเข้า = 6.51% เมื่อรายจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างเพิ่มขึ้น 1 บาท จะส่งผลให้การบริโภคของข้าราชการเพิ่มขึ้น 0.46 บาท โดยเป็นการบริโภคสินค้าในประเทศ 0.43 บาท และการบริโภคสินค้านำเข้า 0.03 บาท โดยส่งผลให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น 0.43 บาท และการบริโภคของประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.86 บาท ซึ่งเป็นการการบริโภคสินค้าในประเทศ 0.80 บาท และการบริโภคสินค้านำเข้า 0.06 บาท เพราะฉะนั้นผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจ คือ 1+0.86-0.06 = 1.80 บาท ส่วนผลกระทบในเชิงลบ ก็คือ แม้ว่าการเพิ่มรายได้เงินเดือนและค่าจ้างจะมีผลกระทบทางบวกทำให้รายได้และการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มดังที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่การเพิ่มเงินเดือนและค่าจ้างยังได้ส่งผลกระทบในเชิงลบผ่านทางการนำเข้าสินค้าบริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลงผ่านทางค่าความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการนำเข้า (Marginal Propensity to Import: MPM) ดังนั้น การเพิ่มรายจ่ายเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้างส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ มหภาคทั้งในด้านบวกและด้านลบโดยการเพิ่มรายจ่ายเงินเดือนข้าราชการจะเป็นการเพิ่มอุปสงค์รวมของประชาชน อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลดีต่อการขยายตัวของการบริโภค แต่ในขณะเดียวกันการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์จะนำมาซึ่งปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น 3.2 ผลกระทบของรายจ่ายที่ลงไปสู่ระดับฐานราก ผลกระทบในเชิงบวกของรายจ่ายที่ลงไปสู่ระดับฐานรากต่อระบบเศรษฐกิจนั้น จะผ่านทางการบริโภค และจะมีผลกระทบต่อการบริโภคมากกว่ารายจ่ายเงินเดือนข้าราชการและบุคลากรและรายจ่ายอื่นๆ เนื่องจากประชาชนในระดับรากหญ้ามีแนวโน้มในการบริโภคมากกว่าเมื่อรายได้สูงขึ้น ในทางทฤษฎีแล้ว การบริโภคถูกกำหนดจากระดับรายได้ ระดับรายได้ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นผ่านทางค่าความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภค (MPC) ค่า MPC ดังกล่าวจะแปรผกผันกับระดับรายได้ เนื่องจากประชาชนที่มีรายได้น้อยนั้น จะมีสัดส่วนการบริโภคต่อรายได้ในสัดส่วนที่สูง จากการศึกษาพบว่า กลุ่มประชนระดับรากหญ้าซึ่งมีรายได้ต่อเดือนอยู่ในระดับต่ำ(มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 3,000 บาท) มีค่า MPC เท่ากับ 0.640 กล่าวคือ ทุกรายได้ 1 บาทที่เพิ่มขึ้นของประชาชน จะทำให้บริโภคเพิ่มขึ้น 0.640 บาทสูงกว่า ค่า MPC ของกลุ่มข้าราชการและลูกจ้าง (ที่มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 6,500 – 25,000 บาท) ที่มีค่าเท่ากับ 0.458 ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับทฤษฎีที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในการศึกษานี้รายจ่ายรัฐบาลที่ลงไปสู่ประชาชนระดับรากหญ้าจะส่งผลกระทบในด้านเชิงบวกเท่านั้น ผ่านพฤติกรรมการบริโภค โดยรายจ่ายของรัฐบาลที่ลงไปจะเป็นรายได้ของประชาชนในระดับรากหญ้า ซึ่งทำให้ประชาชนระดับรากหญ้าบริโภคเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากการศึกษาพบว่า - MPC กลุ่มข้าราชการ = 0.46 - MPC ประชาชนทั่วไป = 0.50 - สัดส่วนการบริโภคสินค้านำเข้า = 6.51% การบริโภคของประชาชนกลุ่มรากหญ้าเพิ่มขึ้น 1 บาท จะส่งผลให้การบริโภคของประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้น 1.24 บาท โดยเป็นการบริโภคสินค้าในประเทศ 1.20 บาท และการบริโภคสินค้านำเข้า 0.04 บาท เพราะฉะนั้นผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจ คือ 1+1.24-0.04 = 2.20 บาท 3.3 ผลกระทบของรายจ่ายประเภทกองทุนหมุนเวียน รายจ่ายประเภทกองทุนหมุนเวียนจะส่งผลกระทบทางบวกให้เศรษฐกิจขยายตัวผ่านการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารของรัฐ โดยปัจจัยที่มีอิทธิผลในการอธิบายทิศทางการลงทุนของประเทศ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ อัตราการขยายตัวของสินเชื่อภาคเอกชน และอัตราการใช้กำลังการผลิต จากการศึกษาพบว่า หากอัตราการเติบโตของสินเชื่อดังกล่าวเพิ่มขึ้น 1 จะทำให้การลงทุนขยายตัวเพิ่มขึ้นเท่ากับ 0.33 รายจ่ายประเภทกองทุนหมุนเวียนนั้นมีผลกระทบในทางลบต่อระบบเศรษฐกิจผ่านการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น จากการที่การลงทุนขยายตัวทำให้รายได้เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการวิเคราะห์ผลกระทบของรายจ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง จากการศึกษาพบว่า - MPC ประชาชนทั่วไป = 0.50 - การขยายตัวของการลงทุนเมื่อสินเชื่อในระบบเพิ่มขึ้น = 0.33 - สัดส่วนการบริโภคสินค้านำเข้า = 6.51% รายจ่ายกองทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น 1 บาท จะส่งผลให้การลงทุนที่เพิ่มขึ้น 0.33 บาท การบริโภคของประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.31 บาท โดยเป็นการบริโภคสินค้าในประเทศ 0.29 บาท และการบริโภคสินค้านำเข้า 0.02 บาท เพราะฉะนั้นผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจ คือ 0.33+0.31-0.02 = 0.62 บาท 3.4 ผลกระทบของรายจ่ายเพื่อการลงทุน รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลจะส่งผลกระทบทางบวกต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจโดยตรง โดยจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศเพิ่มขึ้นในทันทีซึ่งเป็นผลมาจากตัวเงินรายจ่ายที่ลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรงผ่านทางโครงการลงทุนต่างๆ ของรัฐบาล เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ถนน อาคาร เป็นต้น ผลกระทบจากรายจ่ายลงทุนดังกล่าวยังส่งผลต่อเนื่องผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบแรกคือทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้นจากโครงการลงทุนต่างๆ ของรัฐบาล เมื่อรายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น จึงทำให้ประชาชนบริโภคเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งก็ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นในรอบต่อๆ ไป ผลกระทบทางด้านลบของรายจ่ายลงทุนของรัฐบาล ได้แก่ ผลกระทบต่อการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและทุนที่เพิ่มขึ้น และจากการนำเข้าสินค้าบริโภคที่เพิ่มขึ้นและยังส่งผลทำให้การบริโภคสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นด้วย จากการศึกษาพบว่า - MPC ประชาชนทั่วไป = 0.50 - สัดส่วนการบริโภคสินค้านำเข้า = 6.51% - สัดส่วนการการลงทุนจากสินค้านำเข้า = 0.33 รายจ่ายเพื่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้น 1 บาท โดยเป็นการลงทุนจากสินค้าในประเทศ 0.60 บาท และการลงทุนจากสินค้านำเข้า 0.40 บาท การบริโภคของประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.56 บาท โดยเป็นการบริโภคสินค้าในประเทศ 0.52 บาท และการบริโภคสินค้านำเข้า 0.04 บาท เพราะฉะนั้นผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจ คือ 1-0.4+0.56-0.04 = 1.12 บาท 3.5 ผลกระทบรายจ่ายอื่นๆ รายจ่ายในการซื้อสินค้าและบริการอื่นๆ นี้ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจผ่านการบริโภคของประชาชนโดยรวม คล้ายกับรายจ่ายหลายประเภทของรัฐบาล ทั้งนี้ เนื่องจากรายจ่ายดังกล่าว กลายเป็นรายได้ของหน่วยเศรษฐกิจอื่น หรือประชาชนในที่สุด ทำให้ประชาชนทั่วไป บริโภคสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตามผลกระทบทางด้านรายได้ (Income effect) และในที่สุดย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวผ่านทาง MPC ส่วนผลกระทบในทางลบต่อระบบเศรษฐกิจผ่านการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น จากการที่การซื้อสินค้าและบริการที่นำเข้าจากต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่า - MPC ประชาชนทั่วไป = 0.50 - สัดส่วนการบริโภคสินค้านำเข้า = 6.51% รายจ่ายอื่นๆเพิ่มขึ้น 1 บาท ส่งผลให้การบริโภคของประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.93 บาท โดยเป็นการบริโภคสินค้าในประเทศ 0.87 บาท และการบริโภคสินค้านำเข้า 0.06 บาท เพราะฉะนั้นผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจ คือ 1-0.93-0.06 = 1.87 บาท สำหรับฝั่งรายได้ของรัฐบาลมีผลกระทบดังนี้ ในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลด้านรายจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างนั้น รัฐบาลจะต้องชดเชยการใช้จ่ายเงินดังกล่าวด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ได้แก่ ภาษีต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งย่อมส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ผลกระทบของภาษีทางตรง การเก็บภาษีทางตรงของรัฐบาลมีผลกระทบโดยตรงต่อการบริโภคของประชาชน เพราะประชาชนผู้มีรายได้ทุกคนต้องมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ให้แก่รัฐบาล ทำให้รายได้สุทธิของประชาชนลดน้อยลงหากต้องมีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น การชดเชยรายจ่ายของรัฐบาลด้วยภาษีทางตรงนั้น ทำให้การบริโภคลดลงจากผลกระทบทางรายได้ ซึ่งการบริโภคที่ลดลงนี้มีทั้งส่วนการบริโภคภายในประเทศ และการบริโภคสินค้านำเข้า ซึ่งการลดลงของการบริโภคสินค้าและบริการภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจหดตัวลง แต่การลดลงในการบริโภคสินค้าและบริการนำเข้านั้น เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นการวิเคราะห์ถึงผลกระทบจึงต้องพิจารณาพฤติกรรมการบริโภคทั้งสองส่วน ผลกระทบของภาษีทางอ้อม ภาษีทางอ้อมของไทยมีลักษณะเป็น Regressive Tax ซึ่งจะเป็นภาระภาษีที่เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้จ่ายเงินของประชาชน โดยที่ทุกคนจะรับภาระในอัตราที่เท่ากันไม่ขึ้นกับระดับรายได้ ภาษีทางอ้อมจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจผ่านผลทางด้านราคาหรือผลของรายได้ที่แท้จริง หากรัฐบาลเลือกที่จะชดเชยการใช้จ่ายด้านเงินเดือนและค่าจ้างโดยการเพิ่มภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือระดับราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้จำนวนเงินเท่าเดิมก่อนการเพิ่มของภาษีทางอ้อม จะสามารถใช้ซื้อสินค้าได้น้อยลง ดังนั้นผลของภาษีทางอ้อมที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ระดับการบริโภคของประชาชนลดลงด้วย ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของภาษีทางอ้อมนี้ จะทำให้ประชาชนบริโภคสินค้าและบริการน้อยลง ซึ่งเป็นผลกระทบทางด้านราคา (Price effect)

คำสำคัญ

การคลัง (Fiscal)เงินกู้ (Financing)เงินคงคลัง (Treasury Cash)บัญชีเงินนอกงบประมาณนี้เปรียบเสมือนบัญชีพัก (Transitory account)ภาษีศุลากร (Custom tax)ภาษีสรรพสามิต (Excise tax)ภาษีสรรพากร (Revenue tax)รายจ่ายจากงบประมาณรายจ่าย (Expenditure from Budgetary Account)รายจ่ายจากเงินกู้ต่างประเทศรายจ่ายจากเงินนอกงบประมาณ (Expenditure from Non-Budgetary Account)รายได้ของรัฐบาล (Revenue)

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ประสิทธิภาพของนโยบายการคลังของประเทศไทย

ถวิล นิลใบ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2553

การพัฒนาระบบการวิเคราะห์ศักยภาพการผลิต ของประเทศไทยโดยใช้นโยบายการคลัง

วิภารัตน์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พ.ศ. 2554

การบริหารจัดการภาครัฐไทยภายใต้ระบบรัฐสวัสดิการ

พภัสสรณ์ วรภัทร์ถิระกุล พ.ศ. 2560

การพัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในด้านการบริหารจัดการ การเงิน การคลังและงบประมาณ เทศบาลตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

สำราญ ไชยคำวัง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พ.ศ. 2560

ปัจจัยที่ส่งผลต่อศักยภาพการคลังของเทศบาล ในประเทศไทย

วิสุทธิณี ธานีรัตน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. 2561

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้และผลกระทบต่อ ความสามารถในการสร้างรายได้ของเทศบาลในประเทศไทย

ฐิติภัทร์ เจริญชัยพงศ์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. 2560

The analysis of data management, a case study of a government information system in Thailand

พ.ศ. 2559

โครงการพัฒนาระบบประมวลผลตารางอุปสงค์และอุปทานของประเทศไทย

ภักดิ์ ทองส้ม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2563

ชุดโครงการ พัฒนาองค์ความรู้เศรษฐกิจและสังคมของ ครัวเรือนไทย ระยะที่ 2

วีระชาติ กิเลนทอง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พ.ศ. 2561

ความรอบรู้งานการคลังที่มีต่อประสิทธิภาพการทำงานของกองคลัง สถาบันอุดมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ประเทศไทย

สุขเกษม ลางคุลเสน มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง พ.ศ. 2560