การศึกษาวิจัยเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและพฤฒพลังสำหรับผู้สูงอายุในภาวะวิกฤต และการเตรียมพร้อมการเข้าสู่สังคมสูงวัย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การเข้าสู่ภาวะสังคมสูงอายุของประเทศไทยมีผลกระทบต่อประชาชนทุกเพศวัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุซึ่งมีภาวะพึ่งพิงที่สูงขึ้นทำให้มีความต้องการสวัสดิการและบริการทางสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นตามมา แผนงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเตรียมความพร้อมของประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป ให้เข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีความสุขและมีคุณภาพ (2) เพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้ประชากรวัยสูงอายุสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักยภาพ และ (3) เพื่อให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการเตรียมความพร้อม ส่งเสริมและพัฒนาให้ประชากรวัยสูงอายุการเข้าสู่สังคมสูงอายุได้อย่างมีศักยภาพ วิธีการวิจัยของแผนงานประกอบด้วย 4 โครงการวิจัยย่อยเพื่อตอบวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้แก่ โครงการวิจัยย่อยที่ 1 การจัดทำนโยบายและมาตรการและวิเคราะห์ภาระทางการคลังต่อชุดสวัสดิการเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุของแรงงานนอกระบบ โครงการวิจัยย่อยที่ 2 แบบแผนการออมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทยรุ่นใหม่ โครงการวิจัยย่อยที่ 3 อุปสงค์ของการมีที่อยู่อาศัยในระยะปานกลางถึงระยะยาวที่สอดรับกับสถานการณ์สังคมสูงวัยของไทย และ โครงการวิจัยย่อยที่ 4 การใช้เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเพื่อส่งเสริมให้คนวัยรุ่นและวัยทำงานออกกำลังกายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งวิธีการวิจัยหลัก ๆ ของโครงการวิจัยย่อยประกอบด้วย การทบทวนวรรณกรรม การเก็บข้อมูลปฐมภูมิจากการประชุมกลุ่มย่อย การสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และการทดลอง และการใช้ข้อมูลทุติยภูมิของทางราชการ เพื่อทำการวิเคราะห์โดยการสร้างโมเดลและการคำนวณแล้วแต่กรณี ผลการวิจัยที่สำคัญพบว่า (1) ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนของแรงงานนอกระบบสูงอายุเพิ่มสูงขึ้นและแรงงานนอกระบบมีความสามารถในการออมต่ำซึ่งอาจทำให้การใช้ชีวิตในวัยเกษียณประสบปัญหาเนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อแรงงานนอกระบบมีอายุมากขึ้น (2) คณะผู้วิจัยออกแบบชุดสวัสดิการที่พึงประสงค์สำหรับแรงงานนอกระบบให้สามารถดูแลตัวเองได้เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ 2 ชุดซึ่งให้สิทธิประโยชน์ในระดับต่างกัน โดยชุดที่ได้สิทธิประโยชน์น้อยกว่าจะจ่ายเงินสมทบเดือนละ 1,000 บาท เทียบกับชุดสิทธิประโยชน์มากกว่าที่จ่ายเดือนละ 2,000 บาท การวิจัยพบว่าความเต็มใจจ่ายเงินสมทบของแรงงานนอกระบบโดยเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 2,658 บาทต่อเดือนระยะเวลาการส่งเงินสมทบ 20 ปี ชุดสวัสดิการที่พึงประสงค์ทั้งสองชุดมีผลกระทบต่อภาระการคลังของภาครัฐในอนาคต ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องหาวิธีเพิ่มรายได้เพื่อการนี้และระมัดระวังการใช้จ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ (3) การออมของคนไทยในระดับครัวเรือนจำแนกได้เป็น 5 กลุ่ม ตามลักษณะรายได้ รายจ่ายและการออม ซึ่งการแทรกแซงโดยภาครัฐแตกต่างกันไปตามลักษณะของครัวเรือน และในระดับปัจเจกพบว่า 1) คนที่ทำงานและได้รับค่าแรงขั้นต่ำตลอดชีวิตจะมีความสามารถออมเงินได้เองโดยภาครัฐไม่ต้องจ่ายเงินอุดหนุน 2) กรณีผู้ออมมีภาระดูแลผู้สูงอายุและเด็กและไม่สามารถดำเนินการตามแผนการออมได้ ภาครัฐควรให้เงินอุดหนุนหรือสนับสนุนการขยายอายุเกษียณ 3) เงินออมที่ไม่เพียงพอในวัยเกษียณของผู้ออมที่ได้รายได้ขั้นต่ำเกิดจาก (ก) ผลตอบแทนจากการออมที่ได้ต่ำกว่าตลาด และ (ข) ความสามารถในการออมไม่เพียงพอที่จะดูแลตนเองและครอบครัว จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องให้เงินอุดหนุน (4) คณะผู้วิจัยได้พัฒนาแบบแผนการออมที่เหมาะสมจัดทำเป็นคู่มือการออม และคู่มือการออมภาคประชาชนเพื่อเป็นแนวทางสำหรับประชาชน (5) การศึกษาอุปสงค์ต่อการซื้อขายที่อยู่อาศัยและการเช่าที่อยู่อาศัยในอนาคตในระยะปานกลางถึงระยะยาว พบว่าผลกระทบของปัญหาสังคมสูงวัยทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยพัฒนาแบบไม่สมดุล และประเทศไทยมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาบ้านว่างในอนาคตโดยเฉพาะในตลาดที่ทำเลไม่ดีมากนัก ทางออกที่สำคัญคือ การให้ครัวเรือนบางส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นการเช่าที่อยู่อาศัยแทน และ (6) การศึกษามาตรการกระตุ้นให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการออกกำลังกายมากขึ้น พบว่าการให้ข้อมูลบรรทัดฐานทางสังคมและการกำหนดเป้าหมายต่างมีผลทำให้ผู้เข้าร่วมการทดลองออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่าการเตรียมความพร้อมของคนวัยรุ่นและวัยทำงานที่จะเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพควรเน้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น จากผลการวิจัยดังกล่าวมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญคือ (1) การเพิ่มทางเลือกของชุดสวัสดิการรูปแบบใหม่สำหรับแรงงานนอกระบบ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงการคลัง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติควรออกแบบและพัฒนาต่อยอดผ่านกองทุนที่เกี่ยวข้องกับแรงงานนอกระบบและผู้สูงอายุโดยกำหนดนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการด้านเงินบำนาญสำหรับแรงงานนอกระบบที่ชัดเจนและมีมาตรการรองรับ (2) พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยของแรงงานนอกระบบมีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของภาครัฐ และภาระทางการคลัง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติควรใช้วิธีสร้างแรงจูงใจให้แรงงานนอกระบบเปลี่ยนพฤติกรรมมาดูแลสุขภาพ (3) การเพิ่มรายได้ภาครัฐเพื่อจัดชุดสวัสดิการรูปแบบใหม่อาจใช้การปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้วยกระบวนการทางการเมืองหรือ Political Earmarked Tax (4) การจัดทำแบบแผนการออมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ หน่วยงานภาครัฐควรให้ความรู้ด้านการออม หนุนเสริมรายได้ในกลุ่มประชากรที่มีข้อจำกัดในการออม และพัฒนาช่องทางการออม (5) ในกรณีประชาชนไม่สามารถออมเงินได้ตามแบบแผน เนื่องจากภาระการเลี้ยงดูเด็กหรือผู้สูงอายุ กระทรวงการคลังหรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรมีมาตรการช่วยเหลือ (6) การจัดให้มีที่อยู่อาศัยที่สอดรับกับสถานการณ์สังคมสูงวัย การเคหะแห่งชาติและธนาคารอาคารสงเคราะห์ควรร่วมมือกับภาคเอกชนสร้างที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ในทำเลไม่ดีโดยเน้นการให้เช่าเพื่ออยู่อาศัยระยะยาวแบบไม่ถือครองกรรมสิทธิ์ และคืนพื้นที่เมื่อผู้เช่าต้องย้ายถิ่นฐานหรือเสียชีวิต (7) การเคหะแห่งชาติหรือธนาคารอาคารสงเคราะห์ควรสนับสนุนการเปิดรับชาวต่างชาติให้สามารถร่วมใช้ที่อยู่อาศัยในตลาดที่อยู่อาศัยทำเลดีเพื่อให้เกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยใช้รูปแบบการเช่าระยะยาวหรือการถือครองกรรมสิทธิ์ในสัดส่วนที่เหมาะสม และ (8) การประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูลการออกกำลังกายของผู้อื่น (social norm) และข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกาย (goal setting) เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้คนวัยรุ่นและวัยทำงานออกกำลังกายเพิ่มขึ้น คำสำคัญ: การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงอายุ, สังคมสูงอายุ, เงินบำนาญ, การดูแลระยะยาว, นโยบายการคลัง, แบบแผนการออม, วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่, ความต้องการที่อยู่อาศัย, ออกกำลังกาย, กิจกรรมทางกาย, เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม, การสะกิดพฤติกรรม, วัยรุ่น, วัยทำงาน