Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2551

การบริหารจัดการดุลยภาพการออมและการลงทุนของประเทศ

กรรณิการ์ เอกเผ่าพันธุ์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พ.ศ. 2551

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

งานวิจัยเรื่องการบริหารจัดการดุลยภาพการออมและการลงทุนของประเทศ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและสร้างหลักในการอธิบายทิศทางของความสัมพันธ์ (Causality) ระหว่างดุลยภาพการออมและการลงทุนกับดุลยภาพของดุลบัญชีเดินสะพัดเพื่อให้เกิดความถูกต้องในการวิเคราะห์ภาวะไร้ดุลยภาพของการออมและการลงทุนโดยรวมของประเทศและสร้างระบบการบริหารจัดการดุลยภาพการออมและการลงทุนของประเทศที่สามารถใช้บ่งชี้ถึงระดับความรุนแรงของปัญหาดุลยภาพการออมและการลงทุน พร้อมทั้งสามารถประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์คาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้โดยคณะผู้วิจัยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ค่าแนวโน้มในระยะยาว (Long Term Trend) การวิเคราะห์ความเป็นเหตุเป็นผลของข้อมูล (Granger’s Causality Test) และการประยุกต์ใช้แบบจําลอง Harrod-Domar ในการวิเคราะห์การบริหารจัดการดุลยภาพการออมและการลงทุนของประเทศ จากการวิเคราะห์ค่าแนวโน้มในระยะยาว (Long Term Trend) ของระดับช่องว่างการออมและการลงทุนต่อ GDP พบว่า ในช่วงปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจนั้น ระดับช่องว่างการออมและการลงทุนต่อ GDP จะอยู่นอกเขตช่วงที่ยอมรับได้ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เมื่อระดับช่องว่างการออมและการลงทุนต่อ GDP ที่เกิดขึ้นห่างจากเส้น Long Term Trend มากและอยู่นอกช่วงที่ยอมรับได้จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาหรือสภาวการณ์ที่ผิดปกติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมา (ปี 2540) ระดับช่องว่างการออมและการลงทุ่นต่อ GDP ของประเทศมีค่าเป็น บวกมาโดยตลอดแต่ทว่าแนวโน้มในระยะยาว (Long Term Trend) อาจเกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดขึ้นได้เนื่องจากการลงทุนที่สูงขึ้น ขณะที่อัตราการออมมีอัตราการเติบโตเท่าเดิมหรือเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก อย่างไรก็ดี การลงทุน Mega Project ของรัฐบาลในช่วงระยะ 3-5 ปีข้างหน้าอาจจําเป็นต้องระดมเงินลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบมากขึ้นและสถานะความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศลดลงได้การวิเคราะห์ความเป็นเหตุเป็นผลของข้อมูล พบว่าการออมกับดุลบัญชีเดินสะพัดและการออมกับการลงทุน มีความสัมพันธ์ในแง่ที่เป็นเหตุเป็นผลแบบ 2 ทิศทาง ส่วนช่องวางการออมและการลงทุ่นกับดุลบัญชีเดินสะพัดและการลงทุนกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ มีความสัมพันธ์ในแง่ที่ไม่ส่งผลซึ่งกันและกัน สําหรับช่องว่างการออมและการลงทุนกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ มีความสัมพันธ์ในแง่ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศส่งผลต่อช่องว่างการออมและการลงทุนเพียงด้านเดียว การวิเคราะห์การบริหารจัดการดุลยภาพการออมและการลงทุนของประเทศโดยการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของการลงทุนในปี 2551 พบว่า หากการลงทุนในปี 2551 เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ระดับช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุนปรับตัวลดลง ในทางกลับกัน หากการลงทุนในปี 2551 ลดลงจะส่งผลให้ระดับช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้น และจากการวิเคราะห์ระดับการออมที่ เหมาะสมต่อระดับการลงทุนที่ส่งผลต่อระดับดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงปี 2552 – 2555 พบว่า ประเทศไทย จะมีช่องว่างการออมและการลงทุนเป็นบวกหรือเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในปี? 2552 – 2553 ที่ระดับร้อยละ 0.69 และ 0.33 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศและจะเริ่มเข้าสู่ภาวะช่องว่างการออมและการลงทุนติดลบหรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อีกครั้งในปี 2554 และปี 2555 ในอัตราร้อยละ (-0.04) และ (-0.43) ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ตามลําดับ นอกจากนี้หากรัฐบาลมีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (Mega - Projects) พบว่า ช่องว่างการออมและการลงทุนจะติดลบหรือจะเข้าสู่ภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่ปี 2551 - 2555 ที่ร้อยละ (-1.65) (-2.59) (-4.06) (-4.32) และ (-3.25) ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตามลําดับ ทั้งนี้หากพิจารณาให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจส่งผลให้การออมและการลงทุนขยายตัวด้วยพบว่าจะทําให้เกิดช่องว่างการออมและการลงทุนติดลบหรือดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลกว่าร้อยละ (-2.25) ต่อ GDP ในปี 2552 และขาดดุลร้อยละ (-3.19) (-2.89) (-1.48) ในปี 2553-2555 ตามลําดับ ขณะที่เมื่อกําหนดให้อัตราการขยายตวทางเศรษฐกิจที่ระดับร้อยละ 7 ต่อปีจะก่อให้เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมูลค่า 202.4 พันล้านบาท ในปี 2552 และขาดดุลกว่า 320.3 พันล้านบาท ในปี 2555 ซึ่งอัตราการออมที่ควรจะเป็น (Saving Rate) ควรอยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 36-38 ต่อ GDP หากเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 6 ต่อปีโดยให้ ICOR คงที่เท่ากับร้อยละ 6 และตั้งสมมติฐานให้สามารถพึ่งพาแหล่งเงินทุนต่างประเทศได้ร้อยละ 2 ของ GDP และจะมีช่องว่างการออมและการลงทุนสุทธิติดลบ ในปี 2552 รวมมูลค่า 190 พันล้านบาท และจะติดลบตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไป จากการศึกษาแนวโน้มการออมในระยะยาว พบว่าโอกาสในการเกิดปัญหาความไม่สมดุลระหว่างการออม และการลงทุนมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงในอนาคตโดยเฉพาะการดําเนินการลงทุนในโครงการลงทุนขนาด ใหญ่ของภาครัฐที่จะเกิดขึ้น อาจส่งผลให้การออมของประเทศไม่เพียงพอต่อความตองการลงทุน ซึ่งจะ แสดงผลใหเห็นโดยการเกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจของ ประเทศดังนนั้ ควรส่งเสริมการออมภายในประเทศให้เพิ่มขึ้นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และการเกิดปัญหา ช่องว่างการออมและการลงทุนติดลบหรือดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเนื่องจากระดับอัตราการลงทุนมีสูงกว่า อัตราการออม ซึ่งจากการศึกษาวิเคราะห์พบว่า ในปัจจุบันประเทศไทยระดับการออมและการลงทุนยังอยู่ ในระดับที่ยอมรับได้แต่ในระยะยาว หากรัฐบาลมีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ต่อเนื่อง ก็ควร ส่งเสริมการใช้แหล่งเงินทนภายในประเทศแทนแหล่งเงินทุนภายนอกประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

คำสำคัญ

การบริหารจัดการการลงทุนการออมดุลยภาพ

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การประยุกต์ทฤษฎีระบบเกรย์เพื่อประเมินการปฏิบัติงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ สถาบันอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร

Walailak Atthirawong สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2559

รูปแบบการบริหารจัดการบัญชีของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กรณีศึกษา กลุ่มมออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านโนนเค็ง

รินทร์ลภัส ชัยหิรัญกิตติ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2557

การศึกษาแนวทางการพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

สุขุมาลย์ ลัดพลี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พ.ศ. 2552

ปัจจัยที่มีผลต่อการออมในกองทุนการออมแห่งชาติของผู้ประกอบอาชีพอิสระ ในอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่

พิทักษ์ ศรีสุขใส มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2560

รูปแบบการบริหารจัดการกองทุนสัจจะออมทรัพย์ ในเขตพื้นที่ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

ผกามาศ มูลวันดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ พ.ศ. 2561

การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรับมือวิกฤตที่ท้าทายในอนาคต

อุปมา ใจหงษ์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

รูปแบบการสร้างความตระหนักการวางแผนการเงิน การออม และการพัฒนาสัมมาชีพสำหรับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จังหวัดนครพนม

กชกร เดชะคำภู สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563

รูปแบบการส่งเสริมการออมของแรงงานนอกระบบตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใน กองทุนการออมแห่งชาติ กรณีศึกษาตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

กมลวรรณ วรรณธนัง มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พ.ศ. 2563

ความรู้ทางการเงิน : ตัวกำหนดและผลกระทบที่มีต่อพฤติกรรมการออม

วิไล เอื้อปิยฉัตร มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2557

ความรู้ทางการเงิน : ตัวกำหนดและผลกระทบที่มีต่อพฤติกรรมการออม

วิไล เอื้อปิยฉัตร มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2560