การศึกษาอคติเชิงพฤติกรรมในประชากรไทย เพื่อเสาะหามาตรการที่ได้ผลในการส่งเสริมการวางแผนทางการเงินของประชากรไทยสำหรับสังคมอายุยืน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
พัฒนาการทางด้านเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมในช่วงราว 40 ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยในเชิงจิตวิทยาและสังคมวิทยา ที่มีต่อพฤติกรรมทางเศรษฐกิจลักษณะต่างๆ ของผู้คน ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมการออมด้วย Benartzi and Thaler (2007) ได้รวบรวมหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าลูกจ้างมีพฤติกรรมการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในลักษณะที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดที่ตั้งอยู่บนความมีเหตุมีผลของผู้คน โดยลูกจ้างส่วนหนึ่งเลือกที่จะไม่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทั้งๆ ที่การออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะได้รับเงินสมทบเกินกว่าร้อยละ 50 จากนายจ้าง ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีในเงินที่ออม รวมทั้งยังได้รับการยกเว้นภาษีในผลตอบแทนที่ได้รับอีกด้วย โดยแสดงให้เห็นว่าแนวคิดอคติเชิงพฤติกรรม (behavioral bias) ซึ่งหมายถึงความคิดหรือความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลตามหลักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่ส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรมจริงของผู้คน เช่นความคิดหรือความเชื่อทางลบที่ไม่ส่งเสริมการออม สามารถอธิบายพฤติกรรมการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพข้างต้นได้ดีกว่าแนวคิดด้านการเงินลักษณะปกติ ซึ่งเราสามารถอาศัยมาตรการง่ายๆ ที่มีความสอดคล้องกับอคติเชิงพฤติกรรม เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนไปสู่ทิศทางที่พึงประสงค์มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การปรับเปลี่ยนค่าตั้งต้น (default option) ให้ลูกจ้างออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตั้งแต่เริ่มทำงาน จะช่วยส่งเสริมการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การลดความซับซ้อนในทางเลือกการจัดสรรเงินลงทุนของลูกจ้าง รวมไปถึงการแสดงตัวอย่างผลลัพธ์ที่ชัดเจนของทางเลือกต่าง ๆ จะช่วยทำให้การจัดสรรการลงทุนมีความเหมาะสมกับตัวลูกจ้างมากยิ่งขึ้น เป็นต้น ในงานศึกษานี้ แนวคิดในเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะถูกนำมาประยุกต์ใช้กับมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุนเชิงรุก เพื่อเสนอแนะแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการออมเพื่อใช้ในวัยเกษียณของคนไทย โดยข้อเสนอแนะจากโครงการระยะที่ 1 จะถูกนำมาเชื่อมโยงเข้ากับอคติเชิงพฤติกรรม (behavioral bias) ที่มีอิทธิพลต่อการวางแผนทางการเงินของผู้คนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งศึกษาผ่านการสำรวจแบบสอบถามที่ออกแบบมาเพื่อวัดทัศนคติความชอบและอคติเชิงพฤติกรรมของผู้คน จากนั้น ได้คัดเลือกมาตรการตามที่ได้มีการเสนอแนะในโครงการระยะที่ 1 บางส่วนมาปรับแต่งเพื่อให้มีความสอดคล้องกับอคติเชิงพฤติกรรมที่ค้นพบ และนำมาตรการเหล่านั้นมาทดสอบผ่านการศึกษาเชิงทดลอง (experimental study) กับกลุ่มประชากรเป้าหมาย เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ในความเป็นจริง ประกอบด้วย 4 มาตรการคือ (1) การออมภาคบังคับหรือกึ่งบังคับ (automatic enrolment) ซึ่งคำนึงถึงอคติชอบปัจจุบัน อคติยึดติดสภาวะเดิม และอคติโลกแคบ โดยมีวัตถุประสงค์ในการเริ่มต้นและเพิ่มการออม (2) การออมผ่านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)/ เงินทอน/ ส่วนลด หรือการออมผ่านการใช้จ่าย (savings through spending) ซึ่งคำนึงถึงอคติชอบปัจจุบัน และอคติยึดติดสภาวะเดิม โดยมีวัตถุประสงค์ในด้านการเพิ่มการออม (3) การตั้งค่าเริ่มต้นที่เหมาะสม (default rate) ซึ่งคำนึงถึงอคติยึดติดสภาวะเดิม โดยมีวัตถุประสงค์ในด้านการเพิ่มการออมและผลตอบแทน และ (4) การส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงิน ซึ่งคำนึงถึงอคติละเลยอัตราทบต้น โดยมีวัตถุประสงค์ในด้านการเพิ่มการออมและผลตอบแทน ผลการทดลองประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าวพบว่า การส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินในรูปแบบของการนำเสนอสารสนเทศลักษณะปกติ อาจไม่เพียงพอต่อการส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณของผู้คน เนื่องจากการทดลองใช้ Informational nudging ของงานศึกษานี้ไม่ส่งผลในการเพิ่มอัตราการออมของกลุ่มเป้าหมายโดยทั่วไปมากนัก มีเพียงกลุ่มคนทำงานแบบได้รับเงินเดือน/มีรายได้ประจำเท่านั้น ที่มาตรการนี้มีแนวโน้มใช้ได้ผล จึงควรจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในลักษณะ/รูปแบบสารสนเทศที่จะส่งผลในการเพิ่มอัตราการออมของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศ ส่วนมาตรการออมในลักษณะบังคับ/กึ่งบังคับ (automatic enrolment) และมาตรการกำหนดอัตราการออมตั้งต้น (default rate) ได้ผลดีกับกลุ่มเป้าหมายที่ยินดีออมหรือเริ่มออมแล้วแต่ยังออมอยู่น้อย โดยทำให้กลุ่มนี้เพิ่มออมหรือมีการออมในอัตราที่สูงมากขึ้นเมื่อรายได้สูงขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินการที่ยุ่งยากในการปรับเปลี่ยนอัตราการออม เช่นเดียวกับมาตรการในลักษณะการออมผ่านการใช้จ่าย หรือ Saving Through Spending ในงานศึกษานี้ มีแนวโน้มใช้ได้ผลดีกับกลุ่มผู้เริ่มต้นทำงาน กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มผู้มีเงินออมเฉลี่ยต่อเดือนต่ำ โดยส่งผลให้มีการออมที่เพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ยังได้นำเสนอมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติมจากมาตรการที่ได้มีการทดสอบข้างต้น เพื่อให้เห็นตัวอย่างของการนำอคติเชิงพฤติกรรมมาปรับใช้กับมาตรการที่มีอยู่ หรือเป็นแนวทางในการจัดทำมาตรการใหม่ๆ เสริมเพิ่มเติม เช่น มาตรการออมผ่านการใช้จ่ายซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล การมี pension dashboard แสดงข้อมูลการออมเพื่อยามเกษียณทั้งหมดในมือ และการมีบัญชีการออมเพื่อการเกษียณส่วนบุคคล (individual retirement account) ซึ่งยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียดต่อไป นอกจากนั้น ผลการระดมความคิดเห็นกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เสนอแนะให้มีการส่งเสริมการออมเพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มมีออม ตั้งแต่ให้ มีให้ออมได้ (เพิ่มศักยภาพในการออม) ทำให้ออมเป็น (เริ่มออม) เห็นแรงจูงใจ (เพิ่มออม) และใส่ความเชื่อมั่น (เพิ่มผลตอบแทน) ในการลงทุน