การเปิดรับข่าวสาร ความตระหนัก และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการออมเงินของนิสิตนักศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับข่าวสาร ความตระหนัก และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการออมเงินของนิสิตนักศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตนักศึกษา จำนวน 400 คนที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนในกรุงเทพมหานครรวมถึงวิทยาเขตที่อยู่ในเขตปริมณฑล จาก 87 สาขาวิชา 38 คณะใน 13 มหาวิทยาลัย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ผลจากการวิจัยสรุปได้ว่า กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาส่วนใหญ่มี อายุระหว่าง 18-24 ปี มีรายรับเฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับ 9163.75 บาทและมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 7687.12 บาท และมีเงินออมเฉลี่ยอยู่ที่ 8315.75 บาทต่อคน โดยที่แหล่งที่มาของรายรับประมาณร้อยละ 50 ของกลุ่มตัวอย่างมาจาก พ่อ/แม่/บุคคลในครอบครัว/ผู้อุปการะ เพียงทางเดียว และอีกร้อยละ 30 ของกลุ่มตัวอย่างมีรายรับจาก พ่อ/แม่/บุคคลในครอบครัว/ผู้อุปการะ รวมกับการทำงานพิเศษ ในขณะที่ด้านการเปิดรับข่าวสารด้านการออมหรือการลงทุนจากสื่อต่าง ๆ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับความถี่ในการเปิดรับในระดับนาน ๆ ครั้ง เกือบทุกสื่อยกเว้นสื่อประเภท พ่อ แม่ ญาติพี่น้องในครอบครัวที่มีความถี่ของการเปิดรับสื่อในระดับบ่อย ในส่วนของความตระหนักที่มีต่อการออมนั้นพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความเห็นด้วยกับประเด็นการออมในระดับมาก เกือบทุกประเด็นยกเว้นในเรื่องของ “การวางแผนในการใช้จ่ายเงินและออมเงินเป็นเรื่องที่ท่านสามารถปฏิบัติได้ยาก” ที่ควรจะเห็นด้วยในระดับน้อย แต่กลับพบว่าระดับความเห็นด้วยอยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่ด้านพฤติกรรมการออมเงินพบว่ามีกลุ่มตัวอย่างไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่คิดวางแผนทางด้านการเงินแล้ว โดยการออมเงินส่วนใหญ่เกิดในรูปของการฝากธนาคารและเก็บเป็นเงินสดไว้ที่ตัวเอง นอกจากนั้นยังพบว่ามีกลุ่มตัวอย่างเกือบ ร้อยละ 30 ที่ยังไม่ได้วางแผนใด ๆเกี่ยวกับการออมเลย ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่มีการออมแล้วนั้นส่วนใหญ่จะมีวัตถุประสงค์ในการออมเงินเพื่อซื้อของที่ตัวเองต้องการ เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน เจ็บป่วย และเพื่อใช้ในการท่องเที่ยว