Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2553

ผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายภายในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน + 3 ต่อระบบเศรษฐกิจไทยและประเทศสมาชิก

พิสิทธิ์ พัวพันธ์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พ.ศ. 2553

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียถือเป็นเศรษฐกิจแบบเปิด (Open Economy) ที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ และเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่าง ประเทศ (International Capital Flows) ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ซึ่งการเคลื่อนย้ายเงินทุนนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ประเทศต่างๆ พึงต้องระมัดระวัง โดยการเคลื่อนย้ายของเงินทุนเสรีและเป็นจำนวนมาก ทำให้มีผลกระทบ ในด้านความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น สะท้อนได้จากความเชื่อมโยงของตลาดเงินและตลาดทุนไทยที่มีมากขึ้น ซึ่งเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดปัญหา ทางเศรษฐกิจก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องภายในภูมิภาค (Contagion Effect) ดังจะเห็นได้จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Global Financial Crisis) ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2551 ดังนั้น โครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองศึกษาผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายภายในกลุ่มประเทศอาเซียน+3 และกลุ่มประเทศยุโรป ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก และการเปรียบเทียบผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายภายในกลุ่มประเทศอาเซียน+3 และกลุ่มประเทศยุโรปที่มีการรวมตัว ทางการเงินมาก่อนหน้า อันจะสามารถทำให้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่จะสามารถใช้รองรับความผันผวนของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โลกและเศรษฐกิจภูมิภาค ในอนาคตและพิจารณาแนวทางความร่วมมือทางการเงินระหว่างประเทศ และนโยบายการเปิดเสรีทางการเงิน และการลงทุน ระหว่างกันของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยโครงการวิจัยได้พัฒนาแบบจำลองเพื่อการศึกษาและเปรียบเทียบผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายภายในกลุ่ม ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 โดยการศึกษานี้จะมุ่งเน้น การพัฒนาแบบจำลองเพื่อใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายภายในกลุ่มประเทศ(Intraregional Capital Flow) ต่อตัวแปรเศรษฐกิจ มหภาค (Macroeconomic Variables) ที่สำคัญ 7 ตัวแปรหลัก คือ (1) อัตราการขยายตัวของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Growth in Gross Domestic Product)(2) อัตราเงินเฟ้อ (Inflation) (3) อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) (4) อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate) (5)ดัชนีการลงทุนภายใน ประเทศ (Domestic Investment Index) (6) ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ (Stock Exchange Index) (7) อัตราการว่างงาน(Unemployment Rate) สำหรับตัวแปรเงินทุนเคลื่อนย้ายภายในกลุ่มประเทศนั้น ได้แก่ เงินลงทุนโดยตรง ระหว่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และเงินลงทุนในหลักทรัพย์ (Foreign Portfolio Investment) ทั้งนี้ จำนวนประเทศที่ได้ ศึกษาจะจัดอยู่ในกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีบทบาทสำคัญในภูมิภาค ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อันประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย สิงค์โปร์ และมาเลเซีย โดยทำการศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศยุโรป จากผลการศึกษาฯ สามารถสรุปได้ว่าในกรณีของประเทศไทยการลงทุนโดยตรงจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสําคัญต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม ณ ราคาคงที่ในช่วง 2-3 ไตรมาส หลังจากที่มีการไหลเข้าของการลงทุนโดยตรงจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3กล่าวคือ หากการไหลเข้า ของเงินลงทุนโดยตรงจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 ในช่วง 2 และ 3 ไตรมาสก่อนหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไตรมาส จะทําให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม ณ ราคาคงที่ในไตรมาสปัจจุบันปรับตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.08 และ 0.052 ต่อไตรมาส ตามลําดับ (ขจัดผลทางฤดูกาลแล้ว) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ นอกจากนั้น การเข้ามาลงทุนของต่างชาติจะช่วยส่งเสริมให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น และมีการลงทุนใน อุตสาหกรรมต้นน้ําและปลายน้ํารวมถึงมีการผลิตเพื่อการส่งออกมากขึ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการนําเงินลงทุน ของต่างชาตินั้น นอกจากจะเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมโดยตรงของประเทศไทยแล้วยังเป็นการ สนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน และการส่งออกซึ่งเป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์มวลรวมในระยะ 2-3 ไตรมาสหลังจากที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 เข้ามายังประเทศไทย ในขณะที่เมื่อพิจารณาผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งในกลุ่ม ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 และในกลุ่มประเทศยุโรป พบว่า ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 เงินทุน เคลื่อนย้ายในรูปเงินลงทุนโดยตรงจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 (Intra-regional FDI) มีผลในเชิง บวกต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ในขณะที่พบว่า เงินลงทุนในหลักทรัพย์จากกลุ่ม ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 และเงินกู้ยืมจากต่างประเทศไม่มีผลอย่างนัยสําคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยกล่าวได้ว่าการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนโดยตรง ที่ร้อยละ 1.0 ต่อ GDP ส่งผลให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ ร้อยละ 0.083 ต่อปีผลการศึกษานี้สนับสนุนข้อสรุปของผลงานวิจัยส่วนใหญ่ที่กล่าวว่า เงินลงทุนโดยตรง จากต่างประเทศมีผลต่อทั้งการลงทุน และการสร้างประสิทธิภาพการทํางานด้วย (Domestic productivity) เพื่อนําไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในกรณีของกลุ่มประเทศยุโรป การศึกษาพบว่า ทั้งเงินลงทุนโดยตรงและเงินลงทุนในหลักทรัพย์จากกลุ่มประเทศยุโรป (Intra-regional capital flows) ไม่มีผลอย่างนัยสําคัญต่อ GDP อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าเงินลงทุนโดยตรงที่มาจาก นอกภูมิภาคยุโรปมีผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโดยพบว่า เมื่อเงินลงทุนโดยตรงเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 1.0 ต่อ GDP ส่งผลให้ GDP เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 0.024 ต่อปี ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้ามาสู่ประเทศในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมีผลให้ เกิดทั้งผลดีและผลเสีย ส่งผลกระทบทําให้เกิดความผันผวนต่อเศรษฐกิจ โดยขึ้นอยู่กับชนิดของเงินทุน เคลื่อนย้ายระยะยาว หรือระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันดีว่า เงินทุนเคลื่อนย้ายมีส่วนช่วยในการเข้าสู่ แหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ทําให้ผลตอบแทนต่อปัจจัยทุนเพิ่มมากขึ้น และยังมีส่วนในการเพิ่มประสิทธิภาพการ ผลิตของประเทศ (Domestic Productivity) จากการศึกษาส่วนใหญ่เน้นไปที่ความผันผวนของการเคลื่อนย้ายของเงินทุน (Volatility of capital flows) ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศที่กําลังพัฒนา (Emerging and developing countries) ประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของการไหลเข้าและออกของเงินทุน เคลื่อนย้าย ทําให้ผู้ดําเนินด้านนโยบายการเงินต้องเข้าไปกํากับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อ ประเทศ และสร้างความเสียหายน้อยที่สุด ในระหว่างปี 2541 ถึง 2551 เงินทุนเคลื่อนย้ายจากการลงทุน โดยตรงระหว่างประเทศ (FDI flows) ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศกําลังพัฒนามีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียกําลังพัฒนาที่เพิ่มสูงขึ้นจาก 53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2541 มาอยู่ที่ระดับ 140 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงให้เห็นถึงความสําคัญของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อ เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียอย่างไรก็ตาม การลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio flows) ยังมีความผันผวนอยู่มาก ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการดําเนินนโยบายด้านการเงินของกลุ่มประเทศดังกล่าว ในการนี้โครงการวิจัยฯ ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment) และการลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio Investment) เช่น (1) การปรับลดภาษีอากรการนําเข้า (Tariffs) และมาตรการที่มิใช่ภาษีอากร (Non-Tariff Barriers) ตามพันธกิจที่ประเทศนั้นๆ ได้ตกลงไว้ภายใต้ กรอบ ASEAN Free Trade Agreement และกรอบ World Trade Organization อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ในเรื่องการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก (2) การลดขั้นตอนและเงื่อนไข สําหรับการจัดตั้งบริษัทในประเทศของนักลงทุนจากต่างชาติเพื่อเอื้อประโยชน์ในการเข้ามาลงทุนโดยตรง ของประเทศสมาชิกอื่นๆ ในภูมิภาค อันจะเป็นการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ภายในประเทศ (3) การปรับปรุงระบบขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคและระบบสื่อสาร เพื่อ สนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศและขยายเครือข่ายคมนาคม ขนส่งระหว่างประเทศภายในภูมิภาค (4) พิจาณาลดขั้นตอนและเงื่อนไขของการลงทุนในหลักทรัพย์ของนัก ลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอันเป็นการ สนับสนุนทางเลือกในการระดมทุนให้แก่ภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเป็นการเพิ่มทางเลือกในลงทุนให้กับ นักลงทุนในประเทศที่ต้องการลงทุนในประเทศอื่นในภูมิภาคอย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับลดเงื่อนไข การลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนนี้จําเป็นต้องคํานึงถึงความผันผวนของราคามูลค่าหลักทรัพย์ที่จะ เกิดขึ้นในอนาคต สําหรับข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับภูมิภาค (อาเซียน+3) เพื่อสนับสนุนการลงทุน โดยตรง (Foreign Direct Investment) และการลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio Investment) โดยเห็นควรให้ กลุ่มเศรษฐกิจอาเซียน+3 พิจารณาปรับลดภาษีนําเข้า (Tariffs) และมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ซึ่งกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 ควรร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศสมาชิกทุกประเทศดําเนินการ ตามพันธกิจภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Agreement) และองค์กรการค้า โลก (World Trade Organization) ในการปรับลดภาษีการนําเข้า (Tariffs) และมาตรการที่มิใช่ภาษี (NonTariff Barriers) อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเอื้อประโยชน์ในเรื่องการค้าและการลงทุน ระหว่างกัน สนับสนุนให้มีการเจรจาระดับทวิภาคีและ/หรือพหุภาคีเพื่อดําเนินโครงการขยายเครือข่ายคมนาคมขนส่งและการสื่อสารระหว่างประเทศภายในภูมิภาคเช่น โครงการสร้างถนนระหว่างชายแดนสอง ประเทศและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตลาดพันธบัตรในภูมิภาคเอเชีย (Asian Bond Market) ภายใต้ มาตรการริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Markets Initiative: ABMI) เพื่อลดความเสี่ยงจาก ความเหลื่อมล้ําของระยะเวลาการให้กู้ยืมและระยะเวลาลงทุน (Maturity Mismatch) และความเสี่ยงจากอัตรา แลกเปลี่ยน โดยสนับสนุนให้มีการนําเงินออมในภูมิภาคมาลงทุนในระยะยาวภายในภูมิภาคด้วยการพัฒนา ตลาดตราสารหนี้ของภูมิภาคให้มีความแข็งแกร่ง สามารถเป็นทางเลือกในการลงทุนของผู้มีเงินออมและ เป็นแหล่งระดมทุนระยะยาวให้แก่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โครงการวิจัยฯได้จัดทําข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการบริหารจัดการเงินกู้จากต่างประเทศ (External Debt) ของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งมี บทบาทสําคัญเป็นแหล่งเงินทุนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศกําลัง พัฒนาที่จะต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศมาเพื่อใช้ชดเชยการขาดแคลนเงินทุนภายในประเทศ ทั้งนี้ ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจการเงินปี 2540 ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียได้มีการกู้เงินจากต่างประเทศ เป็นจํานวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไรก็ตาม ภายหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ เอเชีย ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้ลดการพึ่งพาการกู้เงินจากต่างประเทศ เช่น ในปี 2540 ประเทศไทยมี สัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่อ GDP เท่ากับร้อยละ 65.9 และลดลงเหลือร้อยละ 26.8 ของ GDP ในปี 2551 ดังนั้น บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินของเอเชียในช่วงปี 2540 ทําให้ประเทศในภูมิภาคเอเชีย จําเป็นต้องมีการบริหารจัดการหนี้ต่างประเทศที่เหมาะสม ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการป้องกันวิกฤตการเงินที่จะ เกิดขึ้นอีกในอนาคต และทําให้สามารถบริหารจัดการเงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพเป?นประโยชน?ต?อการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศ โดยโครงการวิจัยฯ มีข?อเสนอแนะเชิงนโยบายสําหรับการบริหารจัดการหนี้ ต่างประเทศ เช่น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในระดับประเทศ (Country-level) ให้ประเทศต่างๆ รักษา เสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาคโดยเฉพาะการรักษาวินัยการเงินและการคลัง เช่น การไม่ขาดดุล งบประมาณในระดับที่สูงเกินไป ซึ่งจะมีผลทําให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น และรัฐบาลจําเป็นต้องกู้เงินจาก ต่างประเทศมากขึ้น สําหรับการดําเนินนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนจําเป็นต้องสอดคล้องกับภาวะ เศรษฐกิจจริง และการรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจ เช่น การกําหนดอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่สูง เกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อาจจะเป็นการดึงดูดการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศโดยเฉพาะเงินกู้จากต่างประเทศ และการกําหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่อาจก่อให้เกิดปัญหา Moral Hazard ทําให้นักลงทุน และผู้ประกอบการไม่ต้องรับภาระความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและทําให้มีการกู้เงินต่างประเทศเกิน ความเหมาะสม สําหรับนโยบายการเปิดเสรีทางการเงิน (Financial liberalization) จําเป็นต้องดําเนินการ อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบสถาบันการเงินภายในประเทศให้สามารถบริหารความเสี่ยงซึ่ง เกิดขึ้นจากการระดมเงินกู้จากต่างประเทศ (External Debt Financing) การจัดสรรเงินกู้และการใช้เงินกู้ ต่างประเทศ (External Debt Allocation and Utilization) และการชําระคืนเงินกู้ต่างประเทศ (External Debt Servicing) นอกจากนี้จําเป็นต้องกําหนดหลักเกณฑ์กํากับดูแลการกู้เงินจากต่างประเทศให้มีความเหมาะสม เช่น สถานะเงินทุนของสถาบันการเงินที่กู้เงินจากต่างประเทศ ฐานะทางการเงินของบริษัทผู้กู้เงินจาก ต่างประเทศเป็นต้น สําหรับข้อเสนอแนะในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ (Regional and International Level) ต้องมีการพัฒนาการจัดตั้งกองทุน ASEAN Infrastructure Fund (AIF) โดยมีการมุ่งเน้นการนําเงิน สํารองระหว่างประเทศส่วนเกิน (Excess Foreign Reserves) มาใช้และมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุน สําหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการพัฒนา ศักยภาพของแต่ละประเทศที่จะสามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต โดยถือเป็นนโยบายที่ สําคัญในการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถใน การแข่งขันให้แก่ประเทศในภูมิภาคอาเซียน และลดการพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ความ ร่วมมือทางการเงินในระดับภูมิภาคทั้ง 3 ด้านที่กล่าวข้างต้นจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ใน ภูมิภาคสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงได้ในอนาคต และการพัฒนาระบบระวังภัยทางเศรษฐกิจในระดับ ภูมิภาค ซึ่งจะต้องมีหน้าที่ติดตามภาวะเศรษฐกิจของภูมิภาคการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ให้สอดคล้องกัน จัดทําระบบระวังภัยเศรษฐกิจ (Economic Surveillance System) เพื่อติดตามดัชนีชี้วัด ความสามารถในการชําระหนี้ (Solvency) และดัชนีชี้วัดสัดส่วนสภาพคล้องที่เหมาะสม (Liquidity) นอกจากนี้ประเทศต่างๆ จําเป็นต้องรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อรักษาความ สมดุลทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และลดการเก็งกําไรอัตราแลกเปลี่ยน และเพื่อปกป้องการแข่งขันใน นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน (Competitive Devaluation) ของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค สุดท้ายนี้ประเทศต่างๆ จําเป็นต้องมีการกําหนดกลไกการปรับโครงสร้างหนี้ในระดับภูมิภาค (Collective Action Clause) ซึ่งที่ผ่าน มานั้น จะเห็นได้จากกรณีของประเทศกรีซที่กําลังประสบปัญหาวิกฤตหนี้ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของ ประเทศต่างๆในกลุ่มประเทศยุโรป ดังนั้น กลไกการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีประสิทธิภาพจะยิ่งมีความสําคัญ เป็นอย่างมากในอนาคต หากประเทศในภูมิภาคอาเซียน+3 ต้องประสบปัญหาวิกฤตหนี้ในอนาคต สุดท้ายนี้ คณะผู้วิจัยฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการวิจัยฯ นี้จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบของ เงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียที่มีต่อเศรษฐกิจของ ประเทศเพื่อนบ้านและเศรษฐกิจในภูมิภาคเพื่อนําไปสู่การกําหนดนโยบายที่เหมาะสมในการรองรับเงินทุน เคลื่อนย้ายที่ทวีเพิ่มมากขึ้นในอนาคตภายใต้กระแสเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization)

คำสำคัญ

Panel dataMacroeconomic variablesCapital flowsEconometric modelแบบจำลองเศรษฐมิติEU Intra-Regional Capital FlowsSEAN+3 Intra-Regional Capital Flowsข้อมูลแบบผสมเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศภายในกลุ่มประเทศยุโรปเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศภายในกลุ่มประเทศอาเซียน+3ตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาค

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายภายในกลุ่มประเทศอาเซียน +3 ต่อระบบเศรษฐกิจไทยและประเทศสมาชิก

ศิวะ หงษ์นภา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พ.ศ. 2553

ผลกระทบการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด (ไทย)–เขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี (เมียนมา) ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

พิทยา สุวคันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2559

ผลกระทบของเงินโอนต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน

ศศิวิมล วรพันธุ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2558

ผลกระทบของการลงทุนโดยตรงขาออกในต่างประเทศต่อการส่งออกและมูลค่าเพิ่มที่ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจไทย

ธนะพงษ์ โพธิปิติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2560

การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวทางของอาเซียน

ปวริศร เลิศธรรมเทวี สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2560

ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดความผันผวน ของอัตราแลกเปลี่ยนในกลุ่มประเทศอาเซียน

ชุติมา บัณฑิตอมร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2552

ระดับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ และผลที่มีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาประเทศในกลุ่มอาเซียน

นางสาวพัชรี ปรีเปรมโมทย์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2561

โครงสร้างการขึ้นอยู่กับกันระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนไหล เข้าโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยวิธีวาร์มาการ์ช คอปปูลา

อนุภาค เสาร์เสาวภาคย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2557

MOTIVATING FACTORS of REMITTANCES INFLOWS into DEVELOPING ASIAN ECONOMIES

พ.ศ. 2559

ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ใน ปี ค.ศ. 2008 กระแสของการค้าระหว่างประเทศ และดุลการค้าระหว่างประเทศ ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เลือกมาสามประเทศ

มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย พ.ศ. 2559