การจัดทำดัชนีชี้วัดระดับความพร้อมในการริเริ่มสกุลเงินอาเซียนและศึกษาผลกระทบต่อเครษฐกิจไทยภายใต้สกุลเงินอาเซียน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
อาเซียนได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อมุ่งสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Cooperation: AEC) ภายในปี 2558 ซึ่งประเทศมหาอำนาจและอีกหลายประเทศต่างจับตามองการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด และมีหลายคำถามว่า สุดท้ายอาเซียนจะใช้สกุลเงินร่วมเช่นเดียวกับประเทศในสหภาพยุโรปที่ใช้สกุลเงินยูโรหรือไม่? อย่างไรก็ดี ในเชิงนโยบายว่าด้วยความร่วมมือนโยบายระหว่างประเทศ ผู้นำอาเซียนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า อาเซียนจะร่วมมือกันพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน แต่จะยังไม่มีการใช้สกุลเงินร่วมกัน เนื่องจากเห็นว่าอาเซียนยังไม่มีความพร้อมในการใช้สกุลเงินร่วม อีกทั้งประสบการณ์ของยุโรป ทำให้อาเซียนต้องทบทวนบทบาทความร่วมมือให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความพร้อมในการใช้สกุลเงินร่วมอาเซียน โดยเป็นการศึกษาทั้ง Bottom-Up และ Top-Down โดยจะมุ่งให้ความสำคัญกับประเทศอาเซียน-5 (ASEAN-5) ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ซึ่งมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อพิจารณาความพร้อมด้านเศรษฐกิจของ ASEAN-5 ในการนำไปสู่การใช้สกุลเงินอาเซียนร่วมกัน ควบคู่ไปกับการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในหลายอาชีพ จาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย รวมถึงความเห็นจากผู้บริหารและนักวิชาการภาครัฐและเอกชน เกี่ยวกับความพร้อมในการใช้สกุลเงินอาเซียน นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังได้ศึกษาต่อไปอีกว่าหากยังไม่มีความพร้อมในการใช้สกุลเงินร่วมกัน ช่วงใดจะมีความเป็นไปได้สำหรับ ASEAN-5 ที่จะพร้อมในการใช้สกุลเงินร่วม โดยอาศัยการวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) ควบคู่ไปกับการสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อหาคำตอบ และบรรลุวัตถุประสงค์การศึกษาของงานวิจัยนี้ ผลจากการจัดทำดัชนีชี้วัดระดับความพร้อมการใช้สกุลเงินร่วมบ่งชี้ว่า ASEAN-5 อาจจะต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 18- 28 ปี นับจากปี 2555 จึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะใช้สกุลเงินร่วม อนึ่ง หากเปรียบเทียบกับการดำเนินการของสหภาพยุโรปจะพบว่า ASEAN-5 จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการมากกว่าของสหภาพยุโรป เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจของอาเซียนที่มีความแตกต่างกันมากกว่าของโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ใช้เงินสกุลยูโร ผลจากแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค โดยการสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) เพื่อเปรียบเทียบผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยภายใต้การใช้สกุลเงินบาทกับสกุลเงินร่วมอาเซียน พบว่าผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยภายใต้ 2 สกุลเงินอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ ภายใต้สกุลเงินร่วม ACU จะสนับสนุนต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และดัชนีหลักทรัพย์ไทย มากกว่าระบบเศรษฐกิจภายใต้สกุลเงินบาทเพียงเล็กน้อย ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปจำนวน 3,000 คน จาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับความพร้อมในการใช้สกุลเงินอาเซียน พบว่า สัดส่วนคนที่เห็นด้วยในการใช้สกุลเงินร่วมและไม่เห็นด้วยอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน กล่าวคือ ประชาชนที่เห็นด้วยในการใช้สกุลเงินร่วมคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36.4 ขณะที่ไม่เห็นด้วยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36.0 และไม่แน่ใจคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27.6 อย่างไรก็ดี ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมในการใช้สกุลเงินร่วมในปี 2558 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 41.1 ขณะที่เห็นว่าพร้อมมีสัดส่วนร้อยละ 33.9 และไม่แน่ใจมีสัดส่วนร้อยละ 25.0 ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า 6-10 ปี ภายหลังปี 2558 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ภายหลังปี 2568 ประเทศไทยจึงอาจจะมีความพร้อมในการใช้สกุลเงิรร่วม โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 49.1 ขณะที่คิดว่าพร้อม 1-5 ปีภายหลังปี 2558 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26.1 ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนต่อความพร้อมในการใช้สกุลเงินร่วมคือ การมีสัดส่วนทางการค้าภายในภูมิภาคที่มาก รองลงมาคือ ระบบเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกันในภูมิภาคมาก และปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อความพร้อมมากที่สุดคือ ความแตกต่างด้านภาษา และรองลงมา ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาเซียนของคนไทยยังไม่เพียงพอ จากผลการศึกษาที่ได้นำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ (1) การดำเนินการในระดับประเทศ ภาครัฐควรพิจารณา (1.1) เร่งสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาตลาดเงิน (1.2) การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชน (1.3) การพัฒนาทักษะด้านภาษาต่างประเทศ และ(1.4) การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน (2) การดำเนินการในระดับภูมิภาค โดยประเทศสมาชิกจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกัน (2.1) เร่งผลักดันและกระตุ้นเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากกับดับประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) (2.2) เร่งพัฒนาและปฏิรูปตลาดทุนในภูมิภาค (2.3) การรักษาวินัยทางการคลัง (2.4) การเพิ่มปริมาณการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาค (2.5) การสนับสนุนการใช้ Baht Zone (2.6) การจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้สกุลเงินร่วม และ (2.7) การสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกันในการผลักดันการใช้สกุลเงินร่วม