การพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลากัดเชิงพาณิชย์แบบยั่งยืนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการป้องกันโรคและลดความสูญเสียของอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ปลากัดสวยงามของไทย (Betta splendens) เป็นปลาน้ำจืดสวยงามที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลากัดสวยงามสร้างงานและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม การเพาะเลี้ยงปลากัดในปัจจุบันยังขาดองค์ความรู้ทางวิชาการ รวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะช่วยส่งเสริมและผลักดันอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลากัดอยู่มาก จากผลงานวิจัยที่ผ่านมา คณะผู้วิจัยได้ประสบความสำเร็จในการแยกชนิดและศึกษาประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของโปรไบโอติกแลกติกแอซิดแบคทีเรียจำนวนสองสายพันธุ์ ได้แก่ Lactobacillus plantarum SGLAB01 และ Lactococcus lactis SGLAB02 และคณะผู้วิจัยยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มปริมาณโคพีพอด Apocyclops royi แบบปลอดโรคได้เองภายในห้องปฏิบัติการ โดยโคพีพอดเป็นครัสเตเชียนขนาดเล็กที่คาดว่าจะเป็นแหล่งอาหารมีชีวิตทางเลือกที่สำคัญในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำวัยอ่อนในอนาคต ดังนั้น ในการศึกษาวิจัยนี้ คณะผู้วิจัยจึงมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นศึกษาวิจัยต่อยอดเพื่อค้นหาพรีไบโอติกที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการทำงานของโปรไบโอติกและศึกษาผลของการใช้อาหารผสมพรีไบโอติกร่วมกับโปรไบโอติกแลกติกแอซิดแบคทีเรียต่อการกระตุ้นการเจริญเติบโต ระบบภูมิคุ้มกัน และการต้านโรคในปลากัด ร่วมทั้งต่อยอดพัฒนาการประยุกต์ใช้โคพีพอด A. royi เพื่อเป็นอาหารสัตว์น้ำวัยอ่อนที่มีชีวิตสำหรับการเพาะเลี้ยงลูกปลากัดสวยงาม ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า Maltodextrin และ Fructooligosaccharide เป็นพรีไบโอติกที่มีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มอัตรารอดให้แก่โปรไบโอติกแลกติกแอซิดแบคทีเรีย L. plantarum SGLAB01 และ L. lactis SGLAB02 ตามลำดับ เมื่อศึกษาผลของการเสริมด้วยพรีไบโอติกและโปรไบโอติกในปลากัด พบว่าปลากัดที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมพรีไบโอติกทั้งสองชนิดและโปรไบโอติกแลกติกแอซิดแบคทีเรียทั้งสองสายพันธุ์มีอัตราการเจริญเติบโต ระดับการแสดงออกของยีนในระบบภูมิคุ้มกัน (BsHSP70, BsLEAP, BsLEAP2C, BsPiscidin และ BsBD2) และความต้านทานต่อเชื้อ Aeromonas hydrophila เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่าการเพาะเลี้ยงโคพีพอด A. royi ด้วยสาหร่าย Tetraselmis sp. เป็นเวลา 8 วัน ให้ความหนาแน่นของผลผลิตโคพีพอดระยะนอเพลียสสูงที่สุด ผลจากการวิเคราะห์สัดส่วนของกรดไขมันพบว่าโคพีพอด A. royi ที่เพาะเลี้ยงด้วยสาหร่าย Tetraselmis sp. มีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนชนิดสายยาว (LC-PUFA) และกรดไขมันจำเป็นในกลุ่มโอเมกา-3 (DHA และ EPA) และโอเมกา-6 (ARA) สูงกว่าอาร์ทีเมีย Artemia sp. และไรแดง Moina sp. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อทำการเพาะเลี้ยงลูกปลากัดระยะแรกฟักด้วยโคพีพอด A. royi และติดตามผลต่อการเจริญเติบโต การอยู่รอด และการตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกันของลูกปลากัด ผลจากการทดลองพบว่าลูกปลากัดที่เพาะเลี้ยงด้วยโคพีพอด A. royi มีการแสดงออกของยีนในระบบภูมิคุ้มกัน (BsHSP70, BsLEAP2C และ BsBD2) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับลูกปลาที่เพาะเลี้ยงด้วยอาร์ทีเมียและไรแดง ผลจากการศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแนวทางการประยุกต์ใช้พรีไบโอติกร่วมกับโปรไบโอติกแลกติกแอซิดแบคทีเรียและข้อได้เปรียบทางด้านคุณค่าทางโภชนาการของการประยุกต์ใช้โคพีพอด A. royi เพื่อเป็นอาหารมีชีวิตสำหรับการอนุบาลลูกปลากัด ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพที่จะนำไปสู่การพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลากัดสวยงามของไทยแบบยั่งยืน