ความคิดเห็นพฤติกรรมด้านปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในคณะศิลปศาสตร์ของสถาบันการพลศึกษา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
สถาบันการพลศึกษา เป็นองค์กรที่จัดอยู่ในประเภทธุรกิจให้บริการด้านการศึกษา โดยปัจจัยที่จะต้องพิจารณาเพื่อกำหนดตำแหน่งและกำหนดส่วนของตลาดธุรกิจบริการ ส่วนประกอบแต่ละส่วนของส่วนประสมทางการตลาดจะมีผลกระทบซึ่งกันและกันและสอดคล้องกัน เพื่อให้การดำเนินงานด้านการตลาดของธุรกิจบริการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ (Product) ปัจจัยด้านราคา (Price) ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) ปัจจัยด้านส่งเสริมการตลาด (Promotion) ปัจจัยด้านบุคลากร (People) ปัจจัยด้านกระบวนการให้บริการ (Process) และปัจจัยด้านการสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ (Physical Evidence & Presentation) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2553 คณะศิลปะศาสตร์ของสถาบัน การพลศึกษา จำนวน 138 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามความคิดเห็น พฤติกรรมด้านปัจจัย ทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในคณะศิลปศาสตร์ของสถาบันการพลศึกษา จำนวน 1 ฉบับ มีลักษณะเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ .32 ถึง .91 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) แบบ Stepwise ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1. ข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวนทั้งหมด 138 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง เพศชาย จำนวน 102 คน คิดเป็นร้อยละ 73.90 เพศหญิง จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 26.10 คน อายุระหว่าง 18-20 ปี จำนวน 109 คน คิดเป็นร้อยละ 79.00 สถานที่พักอาศัยในปัจจุบันมากที่สุดคือหอพัก จำนวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 49.30 ผู้ปกครองประกอบอาชีพเกษตรกรมากที่สุด จำนวน 74 คน คิดเป็นร้อยละ 53.60 และมีรายได้ต่อเดือนของครอบครัวมากที่สุดอยู่ระหว่าง 5,001-10,000 บาท จำนวน 61 คน คิดเป็นร้อยละ 44.20 2. ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย จำนวน 7 ตัว ทุกตัวแปรมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ตั้งแต่ .225 ถึง .754 เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรพยากรณ์แต่ละตัวกับตัวแปรเกณฑ์ พบว่า ตัวแปรพยากรณ์มีความสัมพันธ์กับตัวแปรเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ตั้งแต่ .248 ถึง .622 และตัวแปรที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อ ได้แก่ตัวแปรปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ (X1) ปัจจัยด้านบุคลากร (X5) ปัจจัยด้านการ สร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ (X7) และปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (X3) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ .872 มีค่าความคาดเคลื่อนมาตรฐาน ( ) เท่ากับ .118 มีค่าคงที่ของสมการในรูปคะแนนดิบ (a) เท่ากับ 8.974 และสามารถพยากรณ์การตัดสินใจเข้าศึกษาต่อ ได้เท่ากับ 75.30 3.สมการพยากรณ์การตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในคณะศิลปศาสตร์ของสถาบัน การพลศึกษา ในรูปคะแนนดิบและในรูปคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้ สมการในรูปคะแนนดิบ = 8.974 + .307X1 + .388X3 + .727X5 + .329X7 สมการในรูปคะแนนมาตรฐาน = .311Z1 +.187Z3 + .361Z5 + .214Z7