นวัตกรรมรูปแบบการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและทักษะของเด็กปฐมวัยไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยนวัตกรรมรูปแบบการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและทักษะเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและทดสอบผลของรูปแบบการส่งเสริมการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กไทย ช่วงอายุ 2-6 ปี ในบริบทครัวเรือนและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยรูปแบบการส่งเสริมการเล่นประกอบด้วยกิจกรรมทางกายและการเล่นอิสระ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Consistency: IOC) จากการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาที่ดี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi experimental research) แบบวัดสองครั้ง กลุ่มทดลอง (Experimental group) มีจำนวน 3 กลุ่ม ได้รับรูปแบบการส่งเสริมการเล่นฯ ในบริบทครัวเรือน บริบทสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ทั้งบริบทครัวเรือน-บริบทสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จำนวน 3 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นเวลา 2 เดือนและกลุ่มควบคุม (Control group) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยผู้เลี้ยงดูหลักทำแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ประเมินพัฒนาการด้วยคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) และแบบประเมินทักษะการคิดเชิงบริหาร ก่อนและหลังได้รับรูปแบบการส่งเสริมการเล่นฯ ผลการวิจัย พบว่า ก่อนได้รับรูปแบบการส่งเสริมการเล่นฯ คะแนนพัฒนาการในเด็กกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 70.52 มีพัฒนาการสงสัยว่าช้า และ ร้อยละ 29.48 มีพัฒนาการปกติ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มอย่างทั้ง 4 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังได้รับการส่งเสริมโดยใช้รูปแบบการส่งเสริมการเล่นฯ พบว่า เด็กในกลุ่มตัวอย่างทั้ง 4 กลุ่มมีจำนวนหัวข้อการประเมินพัฒนาการที่เด็กทำได้เพิ่มมากขึ้น ทำการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มทดลองทั้ง 3 กลุ่มมีค่าเฉลี่ยของหัวข้อการประเมินพัฒนาการที่ผ่านมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มที่ได้รับรูปแบบการเล่นฯพร้อมกันทั้งในบริบทครัวเรือนและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีพัฒนาการที่ดีกว่ากลุ่มอื่น ๆ เมื่อทำการเปรียบเทียบก่อนและหลังได้รับรูปแบบการเล่นฯ ในกลุ่มเดียวกัน ผลการศึกษาพบว่า เด็กทั้ง 4 กลุ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านทักษะการคิดเชิงบริหารก่อนได้รับรูปแบบการเล่นฯ ได้ทำการประเมินทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ผลการประเมินพบว่า ไม่พบความแตกต่างระหว่างคะแนนทักษะการคิดบริหารในทุกด้านระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองทั้ง 3 กลุ่ม หลังจากจากได้รับรูปแบบการส่งเสริมการเล่นฯ พบว่าคะแนนทักษะการคิดเชิงบริหารระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านการยับยั้งชั่งใจ-คิดไตร่ตรอง (Inhibition) ด้านการยืดหยุ่นความคิด (Shift) ด้านความจำที่นำมาใช้งาน (Working Memory) ด้านการวางแผน/การจัดระบบดำเนินการ (Plan/Organize) ด้านดัชนีการยับยั้งชั่งใจควบคุมตนเอง (Inhibitory Self Control Index) ด้านดัชนีการยืดหยุ่นความคิด (Flexibility Index) ทักษะการคิดเชิงบริหารด้านดัชนีอภิปัญญา (Emergent Metacognition Index) และดัชนีทักษะการคิดเชิงบริหารโดยรวม (Global Executive Composite) ยกเว้นด้านการควบคุมอารมณ์ (Emotional Control) ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองทั้ง 3 กลุ่ม เมื่อทำการเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงบริหารภายในกลุ่มก่อนและหลังได้รับรูปแบบการเล่น ฯ (Pretest-Posttest) ผลการศึกษาพบว่า เด็กกลุ่มตัวอย่างทั้ง 4 กลุ่มมีคะแนนทักษะการคิดเชิงบริหารเฉลี่ยลดลง แสดงถึงทักษะการคิดเชิงบริหารที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในกลุ่มทดลองทั้ง 3 กลุ่มมีคะแนนที่ลดลงมากกว่า คำสำคัญ: พัฒนาการ, ทักษะการคิดเชิงบริหาร, การเล่นอิสระ, กิจกรรมทางกาย, เด็กปฐมวัย