ผลของการฝึกยกน้ำหนัก แบบหนักสลับเบาที่มีต่อความเร็วสูงสุดในระยะสั้น ความคล่องแคล่วว่องไว และการใช้ออกซิเจนสูงสุดในนักกีฬาฟุตบอลหญิง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อชื่อเรื่องวิจัย ผลของการฝึกยกน้ำหนัก แบบหนักสลับเบาที่มีต่อความเร็วสูงสุดในระยะสั้น ความคล่องแคล่วว่องไวและการใช้ออกซิเจนสูงสุด ในนักกีฬาฟุตบอลหญิง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติผู้วิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัยณรง มะยมหิน คณะ ศิลปศาสตร์ ปี พ.ศ. 2564การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกยกน้ำหนัก แบบหนักสลับเบาที่มีต่อความเร็วสูงสุดในระยะสั้น ความคล่องแคล่วว่องไว และการใช้ออกซิเจนสูงสุด ในนักกีฬาฟุตบอลหญิง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักกีฬาฟุตบอลหญิง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย อายุระหว่าง 18 – 22 ปี จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆ กลุ่มละ 10 คน คือ 6.1 กลุ่มที่ 1 โปรแกรมที่ 1 ฝึกทักษะฟุตบอล ควบคู่กับการฝึกการฝึกสคอวท ด้วยบาร์เบลล์ ฟรีเวท กลุ่มที่2 โปรแกรมที่ 2 ฝึกทักษะฟุตบอล ควบคู่กับการฝึกสคอวทด้วยแมชชีนเวท ระบบนิวเมตริกซ์ (pneumatic weight machine) ทั้งสองกลุ่มฝึกที่ความหนัก 75 % 1 RM (ความแข็งแรงสูงสุด) จำนวนครั้งในการฝึก 5 ครั้ง จำนวนเซตในการฝึก 4 เซตต่อวัน โดยสัปดาห์ที่ 1 – 4 ฝึก 4 เซตต่อวัน และสัปดาห์ที่ 5 – 8 ฝึก ฝึก 5 เซตต่อวัน จำนวนวันในการฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ จำนวนในการฝึก 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบ หาค่าความแข็งแรงสูงสุดของกล้ามเนื้อขาโดยใช้ Leg dynamometer ทดสอบความเร็ว ทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว (SEMO Test) และทำ การทดสอบ การใช้ออกซิเจนสูงสุด (Multistage Physical Fitness Test) ก?อนการฝ?กและภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 นําข?อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช? t – test dependent และ t – test independent กำหนดระดับความมีนัยสําคัญทางสถิติไว?ที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ความเร็วสูงสุดระยะ 40 ระหว่างกลุ่ม ของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 โดยที่กลุ่มทดลองที่ 2 สามารถทำเวลาได้ดีกว่ากลุ่มทดลองที่ 1 ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว ภายในกลุ่ม ก่อนและหลังการทดสอบ แตกต่างกัน ทั้ง 2 กลุ่ม ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว ระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ ระดับ 0.05 ผลการทดสอบการใช้ออกซิเจนสูงสุดภายในกลุ่มก่อนและหลังการทดสอบ แตกต่างกัน ทั้ง 2 กลุ่ม ผลการทดสอบความการใช้ออกซิเจนสูงสุด ระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญที่ ระดับ 0.05จากการศึกษาสรุปได้ว่า การฝึกสคอวท ด้วยบาร์เบลล์ ฟรีเวท และแมชชีนเวท ระบบนิวเมตริกซ์ สามารถเพิ่มความเร็วระยะ 40 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว และการใช้ออกซิเจนสูงสุดได้เป็นอย่างดี