การศึกษาทางจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาของโรคติดเชื้อที่มีสาเหตุจากฟันที่ดื้อยาปฏิชีวนะ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหาเชื้อดื้อยาที่ตรวจพบจากการติดเชื้อที่มีสาเหตุจากฟัน ที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในระบบโรงพยาบาล ณ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ แบ่งอาสาสมัครเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน ได้แก่ กลุ่มที่ไม่มีการติดเชื้อก่อนการรักษา (กลุ่มควบคุม) และกลุ่มที่มีการติดเชื้อก่อนการรักษา (กลุ่มทดสอบ) โดยเก็บสิ่งส่งตรวจทั้งก่อนและหลังได้รับการรักษาด้วยการถอนฟันและให้ยาปฏิชีวนะอะม็อกซิซิลลินทางระบบ เมื่อนำเชื้อจากสิ่งส่งตรวจมาเพาะบนอาหารเลี้ยงเชื้อที่มียาอะม็อกซิซิลลินกระจายอยู่บนผิวหน้า สามารถพบเชื้อแบคทีเรียที่เจริญได้จำนวน 94 ไอโซเลทจากกลุ่มทดสอบ โดยเป็นก่อนการรักษา 58 ไอโซเลทและหลังการรักษา 36 ไอโซเลท ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบการเจริญของเชื้อทั้งก่อนและหลังการรักษา เชื้อทั้งหมดนี้ได้นำมาทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ พบรูปแบบความไวต่อยาของเชื้อที่มีจำนวนเชื้อมากที่สุดคือ AMPR DAR ER OXS (ร้อยละ 62.50) และ AMPR CNS KFR TER (ร้อยละ 56.41) ของเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกและลบตามลำดับ ขณะที่เชื้อกลุ่มที่มีแนวโน้มดื้อยามากที่สุดเป็นแบคทีเรียแกรมบวก 2 ไอโซเลทและเป็นแบคทีเรียแกรมลบ 4 ไอโซเลท เมื่อนำมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Biotyper โดยอาศัยหลักการโปรติโอมิกของเครื่อง MALDI-TOF LC-MS พบว่าเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกทั้ง 2 เป็นเชื้อ Peptostreptococcus anaerobius ขณะที่เชื้อแบคทีเรียแกรมลบนั้น 2 ไอโซเลทจำแนกได้เป็นเชื้อ Prevotella nigrescens และอีก 2 ไอโซเลทเป็นเชื้อ Proteus mirabilis จากกลุ่มทดสอบที่มีการติดเชื้อก่อนการรักษา ผลการศึกษาที่ได้นำไปสู่แนวทางการรักษาโรคติดเชื้อทางทันตกรรมที่มีลักษณะของเนื้อเยื่อโดยรอบอักเสบมากที่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ โดยควรเลือกใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่สามารถยับยั้งเชื้อที่ดื้อต่อยาอะม็อคซิซิลลิน เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังเป็นการป้องกันความเสี่ยงในการเกิดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลทันตกรรมได้การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันวิทยาของเนื้อเยื่อเหงือกที่ได้จากผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีสาเหตุจากฟัน ในบริเวณรอบฟันกรามแท้ซี่ที่ 3 ณ คณะทันแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาในผู้ที่ไม่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อเหงือกก่อนการรักษาด้วยการถอนฟันและให้ยาอะม็อคซิซิลลินทางระบบจำนวน 12 คน (กลุ่มควบคุม) และผู้ที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อเหงือกก่อนการรักษา 11 คน (กลุ่มทดสอบ) โดยศึกษากระบวนการเปลี่ยนแปลงในระดับยีนที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบด้วยวิธี Quantitative Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction (RT-qPCR) ผลการศึกษาพบว่าตัวอย่างส่วนใหญ่ในกลุ่มควบคุมมีการแสดงออกในระดับยีนของไซโตไคน์ต่างๆ ลดลง สอดคล้องไปกับผลการศึกษาในโครงการวิจัยย่อยที่ 1 ที่ไม่พบเชื้อดื้อยาทั้งก่อนและหลังการรักษา ส่วนการแสดงออกในระดับยีนของไซโตไคน์ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยพบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนตัวอย่าง ทั้งนี้อาจเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นการอักเสบตามปกติของแผลถอนฟัน ส่วนในกลุ่มทดลองที่มีการอักเสบทางคลินิกของเหงือกก่อนการรักษาและพบเชื้อดื้อยาทั้งก่อนและหลังได้รับยาปฏิชีวนะ พบว่ามากกว่าร้อยละ 25 มีการแสดงออกของไซโตไคน์เพิ่มขึ้นมากทั้งๆ ที่มีจำนวนเชื้อดื้อยาลดลง จึงคาดว่าน่าเกิดจากบริเวณนั้นยังมีการอักเสบติดเชื้ออยู่จากเชื้อดื้อยาอะม็อกซิซิลลินที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษ ดังนั้นหากผู้ป่วยมีการอักเสบของเนื้อเยื่อเหงือกรอบฟันกรามแท้ซี่ที่ 3 ก็ควรเลือกใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่สามารถยับยั้งเชื้อที่ดื้อต่อยาอะม็อคซิซิลลินร่วมในการรักษา จะได้ลดอุบัติการณ์การพบเชื้อดื้อยาอะม็อคซิซิลลินลง