อำนาจรัฐในการควบคุมตัวบุคคลตามกฎหมายลักษณะพิเศษ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การดำเนินคดีอาญากับผู้ต้องหาและจำเลยในอดีตที่ผ่านมาในระบบกฎหมายของไทยนั้น มีลักษณะเน้นการรักษาความสงบสุขและการควบคุมการก่ออาชญากรรมด้วยกระบวนการปราบปรามที่มีประสิทธิภาพ (Crime Control) ยิ่งกว่าการให้การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชน (DueProcess) รัฐจึงมุ่งเน้นให้กระบวนการดำเนินคดีเป็นไปอย่างประสิทธิภาพอย่างสูงสุด ทั้งนี้ อาจด้วยการเพิ่มอำนาจรัฐในกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ทั้งในชั้นก่อนการพิจารณาคดีและในกระบวนการพิจารณาคดีกระบวนการก่อนการพิจารณาคดีนั้นเป็นกระบวนการเริ่มต้น เพื่อค้นหาความจริงและนำไปสู่การพิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิ์ในกระบวนการพิจารณาคดีต่อไป ซึ่งเริ่มต้นเมื่อเริ่มกระทำความผิดและเพื่อประสิทธิภาพในการค้นหาความจริงและการรวบรวมพยานหลักฐาน กฎหมายจึงได้กำหนดให้เจ้าพนักงานชองรัฐที่บังคับใช้กฎหมายมีอำนาจในหลายประการ เช่น การค้น การจับ การควบคุมและขังไว้ในระหว่างการสอบสวน ซึ่งเป็นกระบวนการที่กระทบถึงสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวโดยเฉพาะในเรื่องการควบคุมตัว หรือการเอาตัวไว้ในอำนาจของรัฐนั้นนอกเหนือจากอำนาจของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งถือเป็นกฎหมายทั่วไปหรือกฎหมายแม่บทในการดำเนินคดีอาญาแล้ว มีกฎหมายในหลายลักษณะที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานของรัฐควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยเพื่อทำการสอบสวน หรือเพื่อป้องกันการเกิดเหตุร้าย อาทิเช่น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการสอบสวนเป็นเวลาไม่เกิน 3วัน โดยมิได้ถือว่าเป็นการควบคุมตัวตามกฎหมายอาญาเป็นต้นการบัญญัติกฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานของรัฐในการควบคุมตัวบุคคลใดๆ ขึ้นเป็นการพิเศษหรือเป็นการเฉพาะอันมีลักษณะแตกต่างจากการดำเนินคดีโดยทั่วไปนั้น แม้จะเป็นการจำเป็นเพื่อส่งเสริมให้การสอบสวนและดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ตาม แต่โดยที่การควบคุมตัวและการขังนั้นได้ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพเกี่ยวกับเนื้อตัวร่างกายของผู้ต้องหาโดยตรง ดังนั้นการให้อำนาจดังกล่าวจึงต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมต่อพฤติการแห่งคดีและมีความสมดุลในระหว่างประโยชน์ของรัฐและประโยชน์ของผู้ต้องหาหรือบุคคลที่ถูกสงสัย อีกทั้งในกระบวนการสอบสวนนั้นเป็นการดำเนินการเอากับผู้ซึ่งเพียงต้องสงสัยว่ามีการกระทำความผิด และยังไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้กระทำผิด การควบคุมตัวไว้ด้วยเงื่อนไขอย่างใด เป็นระยะเวลาเท่าใด กระบวนการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจจะเป็นอย่างไร และจะต้องมีการนำคดีเข้าสู่การพิจารณาต่อไปอย่างไรนั้น จึงเป็นกรณีที่ควรได้มีการทบทวนและพิจารณาอย่างลึกซึ้ง และเป็นไปในแนวทางมาตรฐานที่เป็นสากล ทั้งนี้ แม้ว่าการนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีและลงโทษซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมจะวิธีการหนึ่งที่จะสามารถส่งเสริมให้เกิดความสงบสุขในสังคมโดยรวมได้ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงแนวทางหนึ่งในหลายวิธีการเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากในอีกด้านหนึ่งของสังคมที่สงบสุข คือ การใช้อำนาจของรัฐนั้น จะต้องไม่ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนจนเกินสมควร และต้องให้การรับรองคุ้มครองหรือมีหลักประกันว่าปัจเจกชนจะไม่ได้รับการปฏิบัติจากกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น อำนาจรัฐและสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนจึงเป็นกรณีที่จะต้องทำให้เกิดความสมดุล และแสดงออกด้วยกระบวนการที่ชอบธรรมและเหมาะสม เพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นต่อระบบการอำนวยความยุติธรรม