การทำลายการพักตัวของปทุมมา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาการทำลายการพักตัวของปทุมมาดำเนินการทดลองโดยแบ่งเป็น 4 การทดลอง ดังนี้ การทดลองที่ 1 ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ชีวเคมี สรีรวิทยา ของหัวพันธุ์ระหว่างการเก็บ รักษาดำเนินการโดยเก็บรักษาหัวพันธุ์ปทุมมาไว้ที่อุณหภูมิห้อง (เฉลี่ย 28+3 องศาเซลเซียส) เปรียบเทียบ กับที่อุณหภูมิ 15+2 องศาเซลเรียส วางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ์จำนวน 2 กรรมวิธีๆละ 4 ซ้ำ (10 หัวต่อซ้ำ) สุมตัวอย่างเพื่อบันทึกการเปลียนแปลงในหัวและตุ้มราก โดยบันทึกน้ำหนักสด และวิเคราะห์ ความเข้มข้นของแป้ง น้ำตาลรวม ธาตุอาหาร กรดแอบชิสชิค ไซโตไคนิน และอัตราการหายใจ ในระหว่าง เก็บรักษานาน 2, 3 และ 5 เตือนตามลำตับ ถ่ายภาพการเปลี่ยนแปลงของเม็ตแป้งด้วยกล้องอิเลคตรอน ผลการทดลองพบว่า ในระหว่างการพันระยะพักตัว หัวพันธุ์ปทุมมามีระดับของกรดแอบซิสซิค แป้ง ไนโตรเจน แคลเซียม และแมกนีเชียมลดลง แต่ระดับของน้ำตาล ไซโตไคนิน และ โพแทสเซียม สูงขึ้น อัตรา การหายใจไม่เปลี่ยนแปลง แต่เริ่มสูงขึ้นหลังจากนี้ ส่วนในตุ้มรากพบว่ามีระดับของกรดแอบซิสซิค ไซโตไค นิน แป้ง และ น้ำตาลลดลง ระดับไนโตรเจนไม่เปลี่ยนแปลง ระดับของฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเชียม และแมกนีเขียมสูงขึ้นในระหว่างการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำนาน 5 เดือน พบว่าในหัวมีระดับของกรดแอบ ซิสชิค ไซโตใคนิน แป้ง น้ำตาล ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสต่ำลง ระดับโพแทสเซียม แคลเซียมและแมกนีเซียมไม่ เปลี่ยนแปลง ส่วนอัตราการหายใจสูงขึ้น ส่วนในตุ้มรากมีระดับของกรดแอบซิสชิต ไซโตไคนินและแป้ง ต่ำลง ระดับน้ำตาล โพแทสเชียม แมกนีเชียม สูงขึ้น ระดับไนโตรเจนและแคลเชียมไม่เปลี่ยนแปลงการทตลองที่ 2 ผลของการบ่มหัวด้วยอุณหภูมิสูงร่วมกับการใช้สารเคมีต่อการพ้นระยะพักตัว ดำเนินการโดยนำหัวพันธุ์ปทุมมาที่เพิ่งพักตัวมาทำลายการพักตัวด้วยวิธีการต่างกัน โดยใช้ปัจจัย 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยที่ 1) การบ่ม 3 แบบ คือ ไม่บ่ม บ่มที่อุณหภูมิสูง 30 + 2 องศาเซลเซียสนาน 4 และ 8 สัปดาห์ ร่วมกับปัจจัยที่ 2) การแช่นสารเคมี 3 แบบคือ ไม่แซสารเคมี(แซในน้ำอย่างเดียว) แซนสาร Triadimeion (TDM) เข้มข้น 20 มิลลิกรัมต่อลิตรนาน 15 นาที และ แซในสารละลายกรดจิบเบอเรลลิคเข้มข้น 500 มิลลิกรัมต่อลิตรนาน 1 ชั่วโมง จัดสิ่งทดลองแบบ Factorail in CRD จำนวน 2 ปัจจัย ขนาด 3x3 กรรมวิธี ๆ ละ 10 ซ้ำ ผลการทดลองพบว่า การแช่สาร TDM 20 มก.ต่อลิตร นาน 15 นาที โดยไม่บ่ม ช่วยเร่งการงอก ได้เมื่อเปรียบเทียบกับกรมมวิธีควบคุม โยมีเปอร์เซ็นต์การงอกหลังปลูกนาน 137 วัน เฉลี่ย 83.33 เปอร์เซ็นต์ มากกว่ากรรมวิธีควบคุมซึ่งมีเปอร์เซ็นต์ความงอกเฉลียเพียง 56.67 เปอร์เซ็นต์ และไม่แตกต่างทางสถิติจากการบ่มนาน 4 และ 8 สัปดาห์ การแช่ TDM ทำให้ความเข้มข้นของกรดแอบซิสซิคน้อยกว่าการ บ่มนาน 4 สัปดาห์อย่างมีนัยสำคัญ ความเข้มข้นของไซโตไคนินสูงกว่าการบ่มนาน 4 และ 8 สัปดาห์ การ วัดการเจริญเติบโตพบว่าตันที่ผ่านการแช่ TDM มีความสูงต้นน้อยกว่ากรรมวิธีควบคุม แต่คุณภาพดอกไม่ แตกต่างกันทางสถิติ การทตลองที่ 3 ผลของการรมหัวพันธุ์ต่อการทำลายการพักตัว ดำเนินการศึกษาจำนวน 4 กรรมวิธี ได้แก่ 1) ไม่รมควัน (กรรมวิธีควบคุม) 2) รมควันจากแกลบติบเผา อุณหภูมิ 40 t 3 องศาเซลเซียส นาน 12 ชั่วโมง 3) รมสารคมีแคลเซียมตาร์ไบค์ เข้มข้น 100 กรัมต่อ 150 หัว นาน 2 สัปดาห์ และ 4) รมสารเคมี แคลเซียมคาร์ไบค์ เข้มข้น 200 กรัมต่อ 150 หัว นาน 2 สัปตาห์ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 5 ซ้ำ (25 หัวต่อซ้ำ) ผลการทดลองพบว่า การมด้วยแคลเซียมคาร์ไบด์ 100 และ 200 กรัมต่อ 150 ห้ว นาน 2สัปดาห์ ช่วยเร่งการงอกของหัวพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับการรมควัน และกรรมวิธีควบคุม และพบว่าความเข้มข้นของคาโบไฮเดรตที่ไม่ใช่โครงสร้างในหัวน้อยกว่ากรรมวิธี ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติการทตลองที่ 4 ศึกษาผลของการแซสารเคมีต่อการทำลายการพักตัวของปทุมมา จำนวน 5 กรรมวิธี ได้แก่ 1) กรรมวิธีควบคุม (ไม่แซสา? 2) การแซ่เอทธิฟอน 200 มก.ต่อลิตร นาน 3 วัน 3) การแช่ BA 200 มก.ต่อ ลิตร นาน 3วัน 4) การแช่กรดจิบเบอเรลลิค 200 มก.ต่อลิตร นาน 3 วัน 5) การแชน้ำอุ่น 3 วัน เปลี่ยนน้ำ ทุกวัน วางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ์จำนวน 4 ซ้ำ (25 หัวตอซ้ำ) ผลการทดลองพบว่า การใช้ เอทธิฟอนมีผลยับยั้งการงอก การใช้กรดจิบเบอเรลลิกมีผลต่อการซะลอการเจริญเติบโต ส่วนการแซใน BA และ การแช่น้ำอุ่นไม่แตกต่างจากกรรมวิธีควบคุม