ศึกษาผลของการใช้พืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆปรับปรุงบำรุงดิน ในสวนทุเรียน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ 1. ผลของการใช้พืชตระกูลถั่วต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมี กายภาพ ชีวภาพและการศึกษาผลของการใช้พืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆปรับปรุงบำรุงดินในสวนทุเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมี กายภาพ ชีวภาพและสภาพแวดล้อมดินในพื้นที่ปลูกทุเรียนและเพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนในการให้คำแนะนำเกษตรกรในพื้นที่ปลูกทุเรียนถึงประโยชน์ในด้านการปรับปรุงบำรุงดินและสภาพแวดล้อมดิน ดำเนินการในพื้นที่เกษตรกรในดินชุดนาท่าม (Ntm ) กลุ่มชุดดินที่ 34ระหว่าง พ.ศ. 2554ถึง 2555 การดำเนินการได้ผลดังนี้คือ สภาพแวดล้อมดิน 1.1 การเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีของดินพบว่าระดับความเป็นกรดเป็นด่างของดินเพิ่มขึ้นในทุกวิธีการทั้งการปลูกพืชตระกูลถั่ว ได้แก่ ถั่วพร้า ถั่วพุ่มและฮามาต้าและตัดเมื่อเริ่มออกดอกหรือฝักแก่หรือเมล็ดแก่โดยอยู่ในระดับเป็นกรดจัดถึงกรดจัดมากมีปริมาณอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นจากระดับค่อนข้างสูงเป็นระดับสูงถึงสูงมากปริมาณฟอสฟอรัสทุกวิธีการมีปริมาณเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังอยู่ ในระดับสูงเท่ากับก่อนการทดลอง ปริมาณโพแทสเซียมลดลงจากระดับปานกลางที่มีปริมาณ 69 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เป็นระดับต่ำในทุกวิธีการยกเว้นวิธีการปลูกถั่วพร้าและตัดคลุมดิน เมื่อออกดอกและวิธีปลูกถั่วพุ่มและตัดคลุมดินเมื่อฝักแก่ ส่วนวิธีไม่ปลูกพืชคลุมดินมีปริมาณโพแทสเซียมลดลงมากกว่าวิธีการอื่นๆ ปริมาณแคลเซียมมีปริมาณเพิ่มขึ้นในทุกวิธีการและอยู่ในระดับต่ำโดยมีปริมาณ 444.3 ถึง 569 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ยกเว้นวิธีปลูกถั่วพร้า ถั่วพุ่ม ตัดคลุมดิน เมื่อฝักแก่และวิธีปลูกฮามาต้าตัดคลุมดินเมื่อเริ่มออกดอกที่มีระดับต่ำมากโดยมีปริมาณ 340.5 ถึง 378 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ปริมาณแมกนีเซียมส่วนใหญ่มีปริมาณเท่าเดิมอยู่ในระดับต่ำ ยกเว้นวิธีปลูกถั่วพร้า ถั่วพุ่มและตัดคลุมดินเมื่อเริ่มออกดอกมีปริมาณเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับปานกลางโดยมีปริมาณ 121 ถึง 179.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม 1.2 การเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกายภาพของดิน พบว่าการปลูกพืชตระกูลถั่วและตัดคลุมดินมีผลทำให้ดินมีความหนาแน่นรวมลดลงทุกวิธีการและไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยก่อนการทดลองดินมีความหนาแน่นรวมเฉลี่ย 1.22 ถึง 1.29 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หลังการทดลองดินมีความหนาแน่นรวมเฉลี่ย 1.04 ถึง 1.14 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร 1.3 การเปลี่ยนแปลงสมบัติทางชีวภาพของดิน พบว่าการปลูกพืชตระกูลถั่วทำให้ดินมีจุลินทรีย์ แอดติโนมัยซีสเพิ่มขึ้นมากกว่าดินที่ไม่ปลูกพืชตระกูลถั่วแสดงถึงดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นด้วยและวิธีปลูกถั่วพร้าและฮามาต้าตัดคลุมดินเมื่อออกดอกหรือเมื่อเมล็ดแก่มีแนวโน้มทำให้มีแอคติโนมัยซีสมากกว่าในวิธีปลูกถั่วพุ่ม 1.4 การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมดิน พบว่าการปลูกพืชตระกูลถั่วและตัดคลุมดินเมื่อเริ่มออกดอกหรือฝักแก่หรือเมล็ดแก่ช่วยให้อุณหภูมิดินต่ำลงกว่าวิธีที่ไม่ปลูกพืชคลุมดินโดยมีอุณหภูมิดินต่ำที่สุด 28.3 องศาเซนเซียส ในวิธีที่ปลูกถั่วพร้าตัดคลุมดินเมื่อฝักแก่และวิธีไม่ปลูกพืชคลุมดินมีอุณหภูมิดินเฉลี่ยสูงสุด 30.7 องศาเซนเซียส