ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของโรคตับเรื้อรัง และความสัมพันธ์ระหว่างระดับสารหลั่งกลุ่ม CXCL9-11 ในพลาสม่า กับความรุนแรงของโรคตับในกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีชาวไทยที่รับยาต้านไวรัส
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ การศึกษาที่ผ่านมารายงานถึงอุบัติการณ์ของการเกิดโรคตับในผู้ป่วยเอชไอวี โดยพบว่าการติดเชื้อร่วมกับไวรัสตับอักเสบ และการได้รับยาต้านไวรัส เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ อย่างไรก็ตามข้อมูลอัตราชุกและปัจจัยเสี่ยงของโรคตับเรื้อรังในกลุ่มผู้ป่วยเอไอวีโดยเฉพาะชาวไทยยังมีอยู่จำกัด รวมทั้งยังมีความต้องการพัฒนาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพเพื่อช่วยวินิจฉัยและติดตามโรคตับเรื้อรังในผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยรายงานการวิจัยที่ผ่านมาแสดงว่า สารหลั่งคีโมคายน์ CXCL10 มีความเกี่ยวข้องกับระดับความรุนแรงของโรคตับ การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยจึงศึกษาความชุกและปัจจัยเสี่ยงของโรคตับเรื้อรัง รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างระดับ CXCL10 กับความรุนแรงของโรคตับในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีชาวไทยที่กำลังได้รับยาต้านไวรัสเป็นส่วนใหญ่ โดยเป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางในผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีชาวไทยจำนวนทั้งสิ้น 350 ราย เป็นกลุ่มศึกษาที่มีอัตราชุกของผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี คิดเป็นร้อยละ 8.2 และ 7.4 ตามลำดับ เป็นผู้ที่ได้รับยาต้านไวรัสคิดเป็นร้อยละ 70.7 เป็นผู้มีภาวะค่าเอนไซม์ตับสูงเท่ากับร้อยละ 28.7 และผู้มีภาวะพังผืดอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อประเมินโดยค่า APRI > 0.5 อยู่ร้อยละ 16.4 และ ค่า FIB-4 > 1.45 อยู่ร้อยละ 17.0 การวิเคราะห์โดยสถิติถดถอยลอจิสติกแบบตัวแปรเดี่ยวตามด้วยแบบพหุตัวแปรพบว่า ปัจจัยเสี่ยงของโรคตับเรื้อรังที่ประเมินจากภาวะพังผืดในตับ โดยเกณฑ์ค่า APRI > 0.5 และ ค่า FIB-4 > 1.45 ได้แก่ อายุ เพศ การติดเชื้อร่วมกับไวรัสตับอักเสบซี และระดับค่าเซลล์ CD4+ และพบว่า การได้รับยาต้านไวรัส สูตร Lamivudine/Zidovudine/Nevirapine จัดเป็นปัจจัยป้องกันการเกิดภาวะพังผืดในตับ ส่วนการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับค่า CXCL10 ในพลาสม่ากับความผิดปกติของตับ ในกลุ่มผู้ป่วยจำนวน 109 คน พบว่า ค่าเฉลี่ยมัธยฐานของระดับ CXCL10 ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ คือ 328.65 pg/ml (117.0-1220.3) และพบว่าการมีระดับค่า CXCL10 ที่สูงกว่าค่าปกติในคนสุขภาพดี (? 250 pg/ml) มีความสัมพันธ์กับภาวะค่าเอนไซม์ตับสูงอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.021) และระดับของค่าเฉลี่ยมัธยฐานของ CXCL10 ในกลุ่มผู้มีภาวะค่าเอนไซม์ตับสูง นั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มผู้มีค่าเอนไซม์ปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.005) ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงถึงความสำคัญของโรคตับเรื้อรัง และความสัมพันธ์ของระดับ CXCL10 กับความผิดปกติที่ตับในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีชาวไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีการวินิจฉัย ดูแล และรักษาโรคตับในผู้ติดเชื้อเอชไอวีต่อไป