ความสัมพันธ์ของความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนไซโตไคน์กับผลลัพธ์ของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีพบได้ทั่วโลก ผลลัพธ์จากการติดเชื้อในบางคนภูมิคุ้มกันสามารถกำจัดเชื้อและสร้างแอนติบอดีได้ แต่ในบางคนไม่สามารถกำจัดเชื้อได้นำไปสู่การติดเชื้อแบบเรื้อรังซึ่งมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ความแตกต่างของภูมิค้มกันในแต่ละบุคคลน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีผลลัพธ์จากการติดเชื้อที่ต่างกัน งานวิจัยนี้ได้ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรม (SNP) ของยีนไซโตไคน์ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยศึกษาจำนวน 5 ยีนรวม 9 ตำแหน่งที่มีรายงานมาก่อนว่าเกี่ยวข้องกับการเพิ่มหรือลดการแสดงออกของยีน โดยศึกษาในกลุ่มตัวอย่างผู้บริจาคโลหิตจากสภากาชาดไทยจำนวนทั้งสิ้น 359 รายแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง กลุ่มที่หายจากติดเชื้อและมีภูมิคุ้มกัน และกลุ่มควบคุมซึ่งไม่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยวิธี polymerase chain reaction sequence specific primer (PCR-SSP) พบว่า SNP ของยีน IL-10 ณ ตำแหน่ง -1082 G/T พบว่าอัลลีล G (Odds ratio = 4.30, 95% confidence interval = 1.44-13.67, p = 0.003) และจีโนทัยป์ GG+GA (Odds ratio = 4.61, 95% confidence interval = 1.51-15.03, p = 0.002) มีความสัมพันธ์แบบเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อแบบเรื้อรังเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งไม่มีการติดเชื้อ และที่ตำแหน่ง -819 C/T พบว่าอัลลีล C (Odds ratio = 3.13, 95% confidence interval = 1.57-8.55, p = 0.011) และจีโนทัยป์ CC+CT (Odds ratio = 4.43, 95% confidence interval = 1.74-11.11, p <0.001) มีความสัมพันธ์แบบเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อแบบเรื้อรังเมื่อเทียบกับกลุ่มที่หายจากการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังพบว่าตำแหน่ง -592 C/A พบว่าอัลลีล C (Odds ratio = 1.50, 95% confidence interval = 1.00-2.26, p = 0.040) และจีโนทัยป์ CC (Odds ratio = 2.89, 95% confidence interval = 1.21-6.73, p = 0.006) มีความสัมพันธ์แบบเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อแบบเรื้อรัง เมื่อเทียบกับกลุ่มคนไม่ติดเชื้อและคนที่หายจากการติดเชื้อตามลำดับ ซึ่ง SNP ทั้ง 3 ตำแหน่งข้างต้นล้วนเป็นลัลลีลที่มีการแสดงออกของ IL-10 ระดับสูง ดังนั้นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอาจเนื่องจาก IL-10 มีฤทธิ์ในการกดภูมิคุ้มกันทำให้เซลล์ติดเชื้อไม่ถูกกำจัดโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเชื้อจึงเจริญต่อไปได้และเกิดการติดเชื้อเรื้อรังในที่สุด เมื่อวิเคราะห์แบบแฮพโพลทัยป์ก็พบว่า GCC และ ACC มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ HBV แบบเรื้อรังเมื่อทียบกับคนปกติไม่ติดเชื้อและคนที่หายจากการติดเชื้อตามลำดับ ซึ่งทั้งสองแฮพโพลทัยป์นี้เป็นชนิดที่มีการแสดงออกสูง นอกจากนี้ยังพบว่า ACA มีความสัมพันธ์แบบลดความเสี่ยงการติดเชื้อแบบเรื้อรังเมื่อเทียบกับแฮพโพลทัยป์ ATA ซึ่งเป็นแฮพโพลทัยป์ที่มีการแสดงออกของ IL-10 ระดับต่ำสุด ขณะที่ ACA มีการแสดงออกระดับปานกลาง จึงอาจเป็นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่พอเหมาะเนื่องจาก IL-10 ทำหน้าที่รักษาสมดุลของ Th1 & Th2 response ส่วนการวิเคราะห์ SNP ของยีน TNF-a, IFN-g, IL-6 และ TGF-b พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ของการติดเชื้อ HBV ทั้งการวิเคราะห์แบบความถี่อัลลีล จีโนทัยป์ และแฮพโพลทัยป์ ดังนั้นจากการศึกษานี้จึงสรุปว่า IL-10 มีบทบาทสำคัญต่อผลลัพธ์ของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี