เชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเสื่อม เปรียบเทียบกับผู้ที่มีการทำงานของไตปกติ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ภูมิหลัง: เป็นที่ทราบกันดีว่าการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และระดับความดันโลหิตที่ไม่ดี เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกในประเทศไทยและหลายประเทศพบการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบของแบคทีเรียในทางเดินอาหารในผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน การศึกษาในบางประเทศยังพบการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของแบคทีเรียในทางเดินอาหารในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง และไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลในความหลากหลายและองค์ประกอบของแบคทีเรียในทางเดินอาหารของผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตเสื่อม วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความหลากหลายและองค์ประกอบของแบคทีเรียในทางเดินอาหารของผู้ป่วย 3 กลุ่ม คือ 1. ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเสื่อม 2. ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ยังมีการทำงานของไตปกติ และ 3. ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีการทำงานของไตเป็นปกติ วัสดุและวิธีการ: คัดเลือกอาสาสมัครจำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มละ 15 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีไตเสื่อม กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ยังมีการทำงานของไตปกติ และกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีการทำงานของไตเป็นปกติ นำตัวอย่างอุจจาระของผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มนี้ไปสกัดสารพันธุกรรม (DNA) และนำ DNA ที่สกัดได้ในอาสาสมัครแต่ละรายไปทำการวิเคราะห์ลำดับเบสโดยวิธี 16-s metagenome sequencing สำหรับการวิเคราะห์ความหลากหลายของเชื้อจุลชีพใช้วิธี principal coordinate analysis (PCoA) จำนวนกลุ่มของเชื้อจุลชีพแสดงด้วยค่า Operating Taxonomy Unit (OTUs) ใช้การวิเคราะห์ทางสถิติโดยวิธี Kruskal-Wallis และ PERMANOVA ในการวิเคราะห์ความหลากหลายของเชื้อจุลชีพ ผลการศึกษา: การศึกษานี้ไม่พบความแตกต่างของความหลากหลายของแบคทีเรียในทางเดินอาหารของผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่ม ถึงแม้ว่าจะใช้วิธีการวิเคราะห์ที่ละเอียดลงไปโดยใช้การวิเคราะห์ principal coordinate analysis โดยวิธีของ Bray Curtis เป็นวิธีการหลักในการหาความแตกต่างของแบคทีเรียในทางเดินอาหารระหว่างกลุ่ม นอกจากนี้ยังใช้วิธีของ Jaccard, unweighted unifrac และ weighted unifrac ในการวิเคราะห์ ซึ่งจากทุกวิธีการดังกล่าวยังไม่สามารถพบความแตกต่างขององค์ประกอบของแบคทีเรียในทางเดินอาหารของผู้ป่วยทั้งสามกลุ่ม สรุป: ถึงแม้ผลการศึกษานี้จะไม่พบความแตกต่างขององค์ประกอบของเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหาร จากการเปรียบเทียบในผู้ป่วย 3 กลุ่มได้ แต่ก็ได้ให้ข้อมูลการศึกษาที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อมูลการศึกษาก่อนหน้านี้ คือสัดส่วนของแบคทีเรียในไฟลัม Firmicutes ต่อ Bacteroides ลดลงในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน การประเมินลักษณะรูปแบบอาหารและลักษณะทางเชื้อชาติของอาสาสมัครร่วมด้วย จะให้ประโยชน์สำหรับการศึกษาในอนาคตต่อไป