Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2561

โครงการวิจัยการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของชาติและพัฒนาการเรียนรู้เพื่อนำประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พ.ศ. 2561

บทคัดย่อ

โครงการวิจัยเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของชาติและพัฒนาการเรียนรู้เพื่อนำประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง มีแนวคิดในการดำเนินการที่เชื่อว่าระบบการศึกษาที่มีคุณภาพจะเป็นกลไกในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันได้กับต่างประเทศ และ เป็นตัวขับเคลื่อนพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งนี้ ขอบเขตในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ จะศึกษาเน้นศึกษาการพัฒนาการจัดการศึกษาใน ๒ ประเด็น คือ การยกระดับมาตรฐานการศึกษาของชาติ และการพัฒนาการเรียนรู้ของคนไทย ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการศึกษาวิจัย ประกอบด้วย ๑) แนวคิดการจัดการศึกษาเพื่อพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปนกลาง เป็นขั้นตอนในการศึกษา วิเคราะห์ ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎี รายงานวิจัย องค์ความรู้ นโยบาย แผน และยุทธศาสตร์ทางการศึกษาที่เชื่อมโยงกับกับดักรายได้ปานกลาง และตัวอย่างความสำเร็จของต่างประเทศในการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ๒) แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษา ซึ่งในโครงการวิจัยครั้งนี้ จะมุ่งเน้นศึกษาใน ๒ ประเด็นหลัก คือ การยกระดับมาตรฐานการศึกษาของชาติ และการพัฒนาการเรียนรู้ของคนไทย เพื่อหาปัจจัยทางการศึกษาที่ส่งผลต่อการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง อาทิ มาตรฐานการศึกษาระดับพื้นที่/สถานศึกษา ระบบประกันคุณภาพการศึกษา หลักสูตรการศึกษา การบริหารสถานศึกษา การจัดการเรียนรู้/การสอน การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ๓) แนวทางการดำเนินการวิจัย เมื่อทราบถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาเพื่อพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางในขั้นตอนที่ ๒ และประเด็นแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาในขั้นตอนที่ ๒ แล้ว โครงการวิจัยครั้งนี้ ได้ดำเนินการจัดทำโครงการวิจัย/กิจกรรมย่อยเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ ดังนี้ ๓.๑) การพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา หลักสูตรการศึกษา และการจัดการเรียนการสอนตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ ประกอบด้วยโครงการวิจัย ดังนี้ ๑) โครงการศึกษาการจัดทำระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาโดยใช้แนวคิด OKRs : Objective and Key Results โดยมี ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์ และคณะจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย ๒) โครงการการศึกษากรอบสมรรถนะหลักผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และแนวทางพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี และคณะเป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย ๓.๒) รูปแบบการเรียนรู้ของคนไทยในศตวรรษที่ ๒๑ ในแต่ละช่วงวัย โดยในการโครงการวิจัยครั้งนี้ จะทำการศึกษาใน ๒ ช่วงวัยเป็นหลัก คือ วัยเรียน (กลุ่มเด็กและเยาวชน) และวัยผู้สูงอายุ ประกอบด้วยโครงการวิจัย ดังนี้ ๑) โครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ของคนไทยแต่ละช่วงวัย : กลุ่มเด็กและเยาวชน โดยมีสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ เป็นผู้ดำเนินการวิจัย ๒) โครงการวิจัย เรื่อง รูปแบบและแนวทางการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ (Generation Z) โดยมีคณะวิทยาการการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย ๓) โครงการจัดทำมาตรฐานการจัดการศึกษาผู้สูงอายุตามกรอบมาตรฐานการศึกษาของชาติ โดยมี ผศ. ดร.ณัฐญา นาคะสันต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย ๓.๓) การพัฒนามาตรฐานการศึกษาให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ ความต้องการ และภูมิสังคม ประกอบด้วยโครงการวิจัย ดังนี้ ๑) โครงการศึกษาการจัดการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของชาติที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ ความต้องการและภูมิสังคม โดยมีสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ เป็นผู้ดำเนินการวิจัย ๓.๔) รูปแบบ/แนวทางการพัฒนาการศึกษาที่พาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เป็นสรุปผลและสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในขั้นตอนที่ ๑ โดยแต่ละโครงการที่กล่าวมา มีผลการศึกษา ดังนี้ โครงการที่ 1 การศึกษาการจัดทำระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาโดยใช้แนวคิด OKRs : Objective and Key Results โดยมี ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์ และคณะจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย ในปัจจุบันสถานศึกษาแต่ละแห่งจะได้รับอิสระในการออกแบบระบบการประกันคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาในแต่ละระดับและประเภทของสถานศึกษาแล้ว สิ่งที่ยังต้องพิจารณาต่อ คือ หลายสถานศึกษาก็ยังไม่ทราบถึงทางเลือกที่มี เนื่องจากผู้บริหารสถานศึกษาหลาย ๆ คนอาจจะไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารองค์กรดีพอ หรืออาจจะยังคงคุ้นเคยกับระบบเดิม ๆ ที่มีคำสั่งมาจากส่วนกลางให้ปฏิบัติ ประกอบกับในโลกของการบริหารองค์กรในปัจจุบันมีเครื่องมือบริหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์อยู่มากมาย ที่องค์กรสามารถนำไปใช้ในการบริหารและพัฒนาองค์กร จึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ หากผู้บริหารได้ทราบถึงเครื่องมือการบริหารองค์กรเหล่านั้น นอกจากนั้น ต้องยอมรับว่าในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็ว การบริหารองค์กรแบบเดิม อาจจะไม่สามารถทำให้องค์กรอยู่รอดได้ในระยะยาว ตามที่มีตัวอย่างให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐหรือในภาคเอกชน สถานศึกษาซึ่งเป็นองค์กรที่สำคัญองค์กรหนึ่งจะต้องทำการปรับตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นนี้ ซึ่งทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงเครื่องมือการบริหารใหม่ๆ ที่จะนำพาสถานศึกษาไปสู่ความสำเร็จ เครื่องมือการบริหารองค์กรในปัจจุบันที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ได้แก่ แนวคิดที่เรียกว่า Objective and Key Results หรือเรียกย่อ ๆ ว่า OKRs เป็นแนวคิดที่นับว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างยิ่ง แนวคิดนี้เกิดขึ้นที่บริษัท Intel และถูกนำมาใช้กับบริษัท Google และมีส่วนช่วยให้ Google กลายเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกในปัจจุบัน นอกจาก Google แล้ว OKRs ยังถูกนำไปใช้กับองค์กรหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Startup บริษัทเอกชนขนาดเล็ก บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ องค์กรที่ไม่มุ่งแสวงหาผลกำไรหรือแม้กระทั่งภาครัฐ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเมื่อองค์กรเหล่านี้ได้ประโยชน์จากการใช้ OKRs ในการบริหารองค์กร จึงเป็นที่น่าสนใจว่า OKRs จะสามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษาในประเทศไทยได้หรือไม่ อย่างไร OKRs เป็นเครื่องที่เสมือนเป็นนวัตกรรมทางการบริหารจัดการที่มีการนำมาประยุกต์ใช้ในปี ค.ศ. 1999 โดย บริษัท Google (Fitzpatrick, 2018, p.334) และเป็นที่นิยมแพร่หลายในบริษัทด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ ในเวลาต่อมาอย่างเช่น Twitter และ Zynga (Pincus, 2010; Klau, 2013; Wagner, 2015; Dunkerley & Erturk, 2018) ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ คือ วัตถุประสงค์ และผลลัพธ์ โดย “วัตถุประสงค์” หรือ “Objectives” หมายถึง เป้าหมายเชิงคุณภาพที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นทิศทางในการขับเคลื่อนองค์กร ส่วน “ผลลัพธ์” หรือ “Key Results” หมายถึง ดัชนีหรือตัวบ่งชี้ในเชิงปริมาณที่วัดระดับความสำเร็จของวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเชิงคุณภาพนั้น ๆ ที่ตั้งเอาไว้ (Niven & Lamorte, 2016, P.534; Jamison, 2019, p.17) OKRs เป็นการบริหารที่ถ่ายเทอำนาจการบริหารที่เน้นการมีส่วนร่วมจากบุคลากรทุกระดับในองค์กร กล่าวคือขณะที่ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้กำหนดวัตถุประสงค์อันเป็นเป้าหมายหลักที่ถ่ายทอดมาจากวิสัยทัศน์หรือกลยุทธ์องค์กร ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งในระดับบุคคลและทีมก็จะมีหน้าที่ในการกำหนดเป้าหมายตามหน้าที่ของตนเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่เป็นเป้าหมายหลักนั้นต่อไป (Dunkerley & Erturk, 2018) ซึ่งการกำหนด “วัตถุประสงค์” หรือเป้าหมายที่ดีจะต้องมีลักษณะที่ท้าทายแต่ไม่ยากจนเกินความสามารถ ส่วน “ผลลัพธ์” จะต้องเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ สามารถดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้อย่างชัดเจน และสามารถวัดและประเมินผลได้ (Yarrow, 2014;Adler, 2014, p.23) ดังสะท้อนได้จากหลักการบริหารองค์กรด้วย OKRs ขององค์กรต้นฉบับอย่าง Google ที่มีการมุ่งพัฒนาเป้าหมายที่มีความชัดเจนส่งผ่านไปยังในทุกส่วนขององค์กร อันจะนำมาซึ่งการรับรู้ เข้าใจ และร่วมมือร่วมใจกันในการขับเคลื่อนและผลักดันเป้าหมายนั้นไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้ การบริหารจัดการด้วย OKRs ไม่เพียงแต่จะทำให้บุคลากรทราบว่าเขาจะต้องทำ “อะไร” เพื่อให้เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์นั้นนำไปสู่การเกิดเป็นผลลัพธ์ในปลายทาง แต่ OKRs ยังทำให้บุคลากรทราบด้วยว่าจะมีวิธีการ “อย่างไร” บ้างที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กร และ “เมื่อไหร่” จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้วิธีการดังกล่าวนั้น (Fitzpatrick, 2018, p.334) ขั้นตอนหลักในการนำเอา OKRs ไปใช้ในทางปฏิบัติ 1. การทำความเข้าใจในแนวคิดของ OKRs เพื่อให้การนำเอา OKRs ไปใช้เกิดผลสูงสุด สถานศึกษาควรจะทำความเข้าใจในแนวคิด OKRs ให้กับบุคลากรทุกคนในองค์กร เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ไม่เช่นนั้นหากมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนแล้ว จะทำให้เกิดความสับสนในองค์กร 2. เริ่มต้นออกแบบ OKRs ในการออกแบบ OKRs นั้น ผู้บริหารระดับสูงสุดของสถานศึกษาจะต้องออกแบบ OKRs ของสถานศึกษาขึ้นมาก่อน และจึงให้ผู้บริหารรองลงมาออกแบบ OKRs ของตนเอง และค่อยเป็นครูหรืออาจารย์แต่ละท่านออกแบบ OKRs ไปตามลำดับขั้น 3. สื่อสารให้ทุกคนเข้าใจวิธีการนำเอา OKRs ไปใช้ หลังจากทำการออกแบบ OKRs เสร็จเรียบร้อยแล้ว องค์กรควรจะทำความเข้าใจกับทุกคนในองค์กร ถึงการนำเอา OKRs มาใช้ เช่น ในเรื่องการประเมินผลการทำงาน หรือเรื่องอื่น ๆ ที่จะได้นำเสนอต่อไป 4. เริ่มนำไปใช้ในทางปฏิบัติ วิธีหนึ่งที่จะทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าใจในการใช้ OKRs ได้เป็นอย่างดี คือการเริ่มนำไปใช้จริง เพราะในระหว่างการใช้นั้นอาจจะพบข้อขัดข้อง ซึ่งผู้ใช้ก็จะเริ่มที่จะต้องทำความเข้าใจในแนวคิดนี้ให้ดีขึ้น ในช่วงแรกของการใช้ อาจจะยังต้องมีการปรับปรุงแก้ไข OKRs ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับทุกองค์กรที่ใช้ OKRs แต่เมื่อใช้ไปเรื่อย ๆ ก็จะมีความเข้าใจมากขึ้น และจะสามารถนำเอา OKRs ไปใช้ได้ดีที่สุด การใช้ OKRs ในการประกันคุณภาพสถานศึกษา จากปัญหาในเรื่องระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในอดีตที่หลายครั้งมีการวัดผลที่อาจจะไม่ตรงกับบริบทของสถานศึกษา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในหลาย ๆ แห่ง กลายเป็นงานเอกสาร ซึ่งนอกจากไม่ได้ช่วยพัฒนาคุณภาพในการศึกษาแล้ว ยังมีส่วนทำให้ครูและอาจารย์เสียเวลาสอน เพื่อที่จะทำงานเอกสารเหล่านี้ จากปัญหาดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ปรับระบบการประกันและประเมินคุณภาพการศึกษาใหม่ โดยให้อำนาจกับสถานศึกษาในการสร้างระบบการประกันคุณภาพการศึกษาได้เอง เพื่อให้ตรงกับบริบทที่หลากหลายของสถานศึกษาแต่ละแห่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความพร้อมของสถานศึกษาในแต่ละแห่งอาจจะมีความแตกต่างกัน สำหรับแห่งที่มีความพร้อม ก็จะสามารถสร้างระบบการประกันคุณภาพการศึกษาได้เอง แต่แห่งที่อาจจะยังไม่มีความพร้อม การนำเสนอแนวทางการสร้างระบบการประกันศึกษาเพื่อใช้เป็นตัวอย่าง ก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาเหล่านั้น ระบบ OKRs เป็นระบบที่ได้กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันในการบริหารจัดการองค์กร หลังจากได้รับการพิสูจน์แล้วว่าระบบนี้มีส่วนช่วยให้องค์กรอย่าง Google ประสบความสำเร็จในระดับโลกมาแล้ว โดยระบบนี้จะเปิดโอกาสให้บุคลากรแต่ละคนขององค์กรตั้งวัตถุประสงค์และผลลัพธ์หลักในการทำงานของตนเอง เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และผลลัพธ์หลักของฝ่ายงาน และ ขององค์กร การศึกษานี้จึงได้นำเสนอแนวทางการออกแบบ OKRs สำหรับสถานศึกษาในแต่ละระดับ โดยยึดเอามาตรฐานการศึกษาของชาติมาเป็นจุดเริ่มต้น รวมทั้งเสนอแนวทางในการใช้ OKRs สำหรับสถานศึกษาเหล่านั้น อย่างไรก็ตามผลการศึกษานี้เป็นเพียงแค่ “แนวทาง” เท่านั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะต้องให้สถานศึกษาทุกแห่งทำตามในรูปแบบนี้ทั้งหมด ซึ่งโดยหลักการแล้ว OKRs ของแต่ละองค์กรจะมีลักษณะที่แตกต่างกันอยู่แล้ว เนื่องจากวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กรก็จะมีความแตกต่างกัน ดังนั้นสถานศึกษาจึงควรแค่จะนำไปใช้เป็นแบบอย่างในการออกแบบระบบ OKRs ของตนเอง รวมถึงสามารถปรับใช้ OKRs ได้ตามความเหมาะสมต่อไป โครงการที่ 2 การศึกษากรอบสมรรถนะหลักผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และแนวทางพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี และคณะเป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพทางการศึกษาที่หลากประเทศได้ดำเนินการแล้วประสบความสำเร็จคือ การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency – Based Education : CBE) ซึ่งป็นการจัดการศึกษาด้วยระบบหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency – Based Curriculum : CBC) การจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะ (Competency – Based Instruction : CBI) และการวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะ (competency – Based Assessment : CBA) ซึ่งเป็นการศึกษาที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner Centric) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสนใจ ความถนัด และก้าวหน้าไปตามความสามารถของตน โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะหลักที่จำเป็นสำหรับการทำงาน การแก้ปัญหา และการดำรงชีวิต โดยมีลักษณะสำคัญ ดังนี้ ๑) มุ่งให้ผู้เรียนแสดงความสามารถที่เชี่ยวชาญ เน้นการนำความรู้ไปใช้จริง ๒) กำหนดความคาดหวังไว้สูง และคาดหวังกับผู้เรียนทุกคน ๓) ผู้เรียนรับผิดชอบต่อตัวเองให้ถึงเป้าหมาย สามารถออกแบบการเรียนของตนเองได้ สามารถเรียนได้ในสถานที่และเวลาที่แตกต่างกัน โดยการช่วยเหลือ สนับสนุนอย่างยืดหยุ่น ตามลักษณะเฉพาะของผู้เรียนและ ๔) ผู้เรียนจะได้รับการประเมินเมื่อพร้อม และเป็นการประเมินความก้าวหน้าตามอัตราของตนเอง เน้นประเมินที่ท้าทาย เน้นการปฏิบัติด้วยเครื่องมือวัดที่เข้าถึงความเชี่ยวชาญของผู้เรียน กรอบสมรรถนะหลักของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นสมรรถนะที่สามารถตอบสนอง และมีความสอดคล้องกับหลักการสำคัญ ๖ ประการ ดังนี้ ๑) ความต้องการของประเทศตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ปี แผนปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แผนการศึกษา และมาตรฐานการศึกษา ๒) สอดคล้องกับทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกปัจจุบันและอนาคต ๓) ส่งเสริมการใช้ศาสตร์พระราชา พระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ และพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ๔) ให้ความสำคัญกับความเป็นไทย ความเป็นชาติไทย เพื่อดำรงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยให้ถาวรสืบไป ๕) สอดคล้องกับหลักพัฒนาการตามวัยของมนุษย์และตอบสนองต่อความแตกต่างที่หลากหลายทั้งของผู้เรียน บริบท และภูมิสังคม ๖) สามารถเทียบเคียงกับมาตรฐานสากลได้ สมรรถนะทั้ง ๑๐ ประการ เป็นสมรรถนะหลักที่เด็กและเยาวชนไทยจะต้องได้รับการพัฒนาในช่วงเวลา ๑๒ ปี ของการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในโลกแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ได้ สมรรถนะทั้ง ๑๐ ประการนี้จะช่วยพัฒนาเด็กไทยให้มีลักษณะ ๔ ประการ คือ คนไทยฉลาดรู้ (Literate Thais) คือ มีความรู้และเครื่องมือพื้นฐานที่จะใช้ในการแสวงหาความรู้และเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่วนสมรรถนะทักษะชีวิตและความเจริญแห่งตน และทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการจะช่วยให้เด็กและเยาวชนไทยมีชีวิตที่อยู่ดีมีสุข (Happy Thais) สำหรับทักษะการคิดขั้นสูงและนวัตกรรม รวมทั้งการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล จะช่วยเพิ่มพูนความสามารถ ความเก่ง ให้เด็กและเยาวชนไทยคิดเก่ง และรู้ทันโลก ทำให้เด็กและเยาวชนไทย เก่งขึ้น มีความสามารถสูงขึ้น (Smart Thais) ส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกด้วย ส่วน ๒ สมรรถนะสุดท้าย คือ สมรรถนะการทำงานแบบรวมพลังเป็นทีมและมีภาวะผู้นำ และ สมรรถนะการเป็นพลเมืองตื่นรู้ที่มีสำนึกสังคม จะช่วยให้เด็กและเยาวชนไทยเป็นผู้ที่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นผู้นำที่ดีและเป็นพลเมืองไทยที่ใส่ใจสังคมและมีสำนึกสากล (Active Thai Citizens with Global Mindedness) มีความรับผิดชอบ มีส่วนร่วมในกิจการของสังคมและผดุงความเป็นธรรมในสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขตลอดไป โดยทั้ง 10 สมรรถนะ ประกอบด้วย ๑. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร (Thai Language for Communication) ๒. คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน (Mathematics in Everyday Life) ๓. การสืบสอบทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ (Scientific Inquiry and Scientific Mind) ๔. ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (English for Communication) ๕. ทักษะชีวิตและความเจริญแห่งตน (Life Skills and Personal Growth) ๖. ทักษะอาชีพ และการเป็นผู้ประกอบการ (Career Skills and Entrepreneurship) ๗. ทักษะการคิดขั้นสูงและนวัตกรรม (Higher-order Thinking Skills and Innovation) ๘. การรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล (Media, Information and Digital Literacy) ๙. การทำงานแบบรวมพลัง เป็นทีม และมีภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork & Leadership) ๑๐. การเป็นพลเมืองตื่นรู้ที่มีสำนึกสากล (Active Citizenswith Global Mindedness) โครงการที่ 3 การศึกษาแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ของคนไทยแต่ละช่วงวัย : กลุ่มเด็กและเยาวชน โดยมีสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ เป็นผู้ดำเนินการวิจัย โครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ของคนไทยแต่ละช่วงวัย : กลุ่มเด็กและเยาวชน มีเป้าหมายในการศึกษา 1) รูปแบบการเรียนรู้/วิถีการเรียนรู้ 2) ปัจจัยกระตุ้นการเรียนรู้ 3) อุปสรรคของการเรียนรู้ 4) ห้องเรียนและวิชาเรียนในฝันและ 5) ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อันจะนำไปสู่การจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ซึ่งมีผลการศึกษา ดังนี้ - เด็กเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติและเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เด็กและเยาวชนมีความถนัดในการเรียนรู้แบบการลงมือกระทำ (Kinesthetic Learning) และการพูดฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Aural/Auditory Learning) และไม่ชอบการเรียนรู้ด้วยการอ่านและการเขียน (Read/Write Learning) และสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โทรศัพท์มือถือและเครื่องมือสื่อสารชนิดต่างๆ เป็นเครื่องมือที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน เด็กและเยาวชน ในทุกภูมิภาค มีจุดเด่นในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ทำให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชนบางส่วนขาดภูมิคุ้มกัน และความรู้ เท่าทันสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ (Media & ICT Literacy) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ เด็กและเยาวชนมีแนวโน้มที่จะเรียนรู้นอกห้องเรียนมากกว่าในห้องเรียน และได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้มากกว่าในห้องเรียน เนื่องจากการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน ไม่ตรงกับความถนัดและความสนใจของเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน - เด็กรู้จักโลกมากขึ้น แต่รู้จักตัวเองน้อยลง เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน รู้จักและเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก และสามารถเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี และสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สามารถทำกิจกรรมหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้มีความรู้ที่มากกว่าเด็กในช่วงอายุเดียวกันในอดีตที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชนกลับไม่สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจความต้องการของตนเองได้อย่างท่องแท้ ไม่รู้เป้าหมายในชีวิตตนเอง ไม่รู้ความถนัด และความชอบ หรือไม่สามารถดึงศักยภาพที่มีออกมาได้ สะท้อนให้เห็นได้จาก ความคิดเห็นเกี่ยวกับวิชาเรียนที่อยากเรียนจะเป็นวิชาเกี่ยวกับการค้นหาตนเองเป็นส่วนใหญ่ การเลือกเรียนในสาขาวิชา/หลักสูตรต่างๆ ไม่ได้เกิดจากความต้องการที่แท้จริง กลุ่มเพื่อนและ Social media จึงมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และการตัดสินใจของเด็กและเยาวชนอย่างยิ่ง สังคมจึงต้องสร้างแบบอย่างดีให้เด็กและเยาวชนใช้เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำรงชีวิต - เด็กและเยาวชนขาดต้นแบบที่ดีในการเรียนรู้ แม้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่จะมีทักษะในการเรียนรู้ ตามทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกด้าน แต่กลับไม่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้อย่างเต็มตามศักยภาพ เหตุผลสำคัญประการหนึ่งมาจากการขาดต้นแบบที่ดีที่ใช้เป็นตัวย่างในการดำรงชีวิต หรือไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าตัวอย่างใดเป็นตัวอย่างที่ดี เห็นได้จากการเรียนรู้โดยลองผิดลองถูกผ่านตัวอย่างคนในสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ ค่านิยมทางสังคมที่ให้ความสำคัญกับระบบบริโภคนิยม และวัตถุนิยม ทำให้การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไม่ก่อให้เกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่ประเทศต้องการ อาทิ คุณธรรมจริยธรรม การคิดวิเคราะห์ รู้เท่าทันสิ่งต่างๆสภาพสังคมในปัจจุบันเต็มไปด้วยอุปสรรคในการเรียนรู้ การเรียนในโรงเรียน ครูผู้สอนไม่เปิดโอกาสให้เด็กมีอิสระในการคิดทำให้เด็กไม่เรียนรู้ รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำและการทำข้อสอบสภาพแวดล้อมของสังคมและโรงเรียนไม่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขัดขวางการเรียนรู้ของเด็กทั้งสิ้นเด็กและเยาวชนจึงต้องการปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้จากบุคคลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ที่เด็กและเยาวชนสนใจ ครู และผู้ปกครองส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน สนับสนุนสื่อสารสนเทศที่ทันสมัยให้เข้าถึงได้ง่ายทั่วถึง เป็นสังคมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน - การเรียนรู้ผ่านกระบวนการท้องถิ่นนิยม แม้ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่สามารถเรียนรู้โลกกว้างได้มากขึ้น แต่เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ยังมีความผูกพันต่อขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมของพื้นที่ของตนอยู่ค่อนข้างมาก สามารถพูดภาษาถิ่นของตนได้ ต้องการแต่งกายในชุดท้องถิ่น กินอาหารถิ่น และความเชื่อด้านต่างๆ ในท้องถิ่นรวมถึงการให้ความสำคัญกับคนเฒ่าคนแก่ ปราชญ์ชาวบ้าน และครูภูมิปัญญา สิ่งเหล่านี้ที่กระตุ้นให้เด็กและเยาวชนเกิดการเรียนรู้ เรียนรู้ในการใช้ชีวิตทั้งในด้านดีและด้านไม่ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และเห็นชัดมากในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เด็กและเยาวชนมีความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตในพื้นที่ที่ตนเองเป็นอย่างดี การจัดการศึกษาจึงต้องใช้ประโยชน์จากความสนใจของเด็กและเยาวชนในด้านนี้ กระตุ้นให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้โดยอาศัยฐานต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรม - เด็กเป็นตัวของตัวเองสูง และต่อต้านถูกบังคับโดยกฎระเบียบต่างๆ เด็กและเยาวชนมีความคิดและมุมมองต่อสังคมค่อนข้างชัดเจน และไม่เห็นด้วยกับกฎระเบียบต่างๆ ของสถานศึกษา อาทิ การแต่งกาย ทรงผม การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน ทำให้เด็กต่อต้านการเรียนรู้ในสถานศึกษา และไม่เห็นความสำคัญของกฎระเบียบต่างๆ คิดว่ากฎระเบียบเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และไม่ทำให้พวกเขาเรียนรู้หรือมีผลการเรียนที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ ส่งผลกระทบในทางลบต่อพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็กเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เด็กรู้สึกไม่อยากเรียนหนังสือ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกับความต้องการของเด็กและเยาวชนสมัยใหม่ และผ่อนปรนกฎระเบียบให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น แต่ใช้การสร้างกิจกรรม หรือการกระตุ้นให้เกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้วยวิธีการอื่นๆ ที่สอดแทรกเข้าไปในการใช้ชีวิตในสถานศึกษา - ความเหลื่อมล้ำในการได้รับการดูแลเอาใจใส่และการพัฒนาตนเองระหว่างเด็กแถวหน้าและเด็กหลังห้อง เด็กและเยาวชนรู้สึกว่า ครูและผู้บริหารโรงเรียนให้ความสำคัญเฉพาะกับเด็กที่เก่งทางด้านวิชาการเท่านั้น เด็กเหล่านี้จะได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษจากครูและผู้บริหาร ขณะที่ เด็กที่มีความสนใจหรือมีความสามารถในด้านอื่นกลับไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร การแสดงออกของครูและผู้บริหารเช่นนี้ ส่งผลกระทบในทางลบต่อพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็กเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เด็กส่วนหนึ่งไม่อยากเรียนหนังสือ มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม กลายเป็นต้นเหตุของปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน - ครูยังสำคัญและจำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็ก แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาในปัจจุบัน เด็กส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับครูเป็นอย่างยิ่ง แต่ทัศนคติที่มีต่อครูยังเป็นลบอยู่ ครูวิชาการมีความสำคัญต่อเด็กน้อยลง เนื่องจากเด็กสามารถค้นคว้าหาความรู้ในช่องทางอื่นได้ด้วยตนเองเพิ่มมากขึ้น เด็กต้องการครูที่ปรึกษามากขึ้น ครูที่เข้าใจลักษณะ อุปนิสัย และความต้องการของเด็ก สามารถให้คำปรึกษา แนะนำเด็กในด้านต่างๆได้ ขณะที่เรื่องการเรียนการสอน เด็กต้องการครูที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์จริงในวิชานั้นๆ อาจเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพนั้นๆ และครูชาวต่างประเทศ และเปลี่ยนวิธีการสอนจากการนั่งฟังบรรยายในห้องเรียนมาเป็นการการลงมือปฏิบัติ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย การจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาจึงต้องยึดหยุ่นมากขึ้นทั้งหลักสูตร วิชาเรียน การวัดและประเมินผล ไม่จัดการศึกษาแบบ One size fit all คำนึงถึงความแตกต่างของเด็กและเยาวชนแต่ละคน ให้เด็กและเยาวชนถึงคนได้เรียนรู้ตามความสนใจ เต็มตามศักยภาพของแต่ละคน -การประเมินและตัดสินเด็กด้วยเกรดเฉลี่ย เด็กและเยาวชนถูกประเมินและตัดสินด้วยผลการเรียนในรูปแบบเกรดเฉลี่ย และถูกจัดอันดับเปรียบเทียบกับคนอื่น สถานศึกษาพยายามให้เด็กและเยาวชนมีผลการเรียน การทดสอบระดับชาติอยู่ในอันดับที่ดีที่สุด เพื่อให้สถานศึกษาเป็นที่ยอมรับ แต่สร้างความกดดันให้กับเด็ก เนื่องจากการวัดประเมินผลส่วนใหญ่มาจากผลการทดสอบความรู้ ผ่านข้อสอบปรนัย ซึ่งไม่เป็นการสะท้อนพัฒนาการทางด้านความรู้ ทัศนคติ และสมรรถนะหรือทักษะของเด็กอย่างแท้จริง รวมทั้งผลการเรียนที่ตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม ยังเป็นอุปสรรคต่อการวางเป้าหมายในชีวิตของเด็ก และทำให้เด็กเกิดความสับสนในความถนัดและความสนใจของตนเอง ดังนั้นควรใช้วิธีการวัดผลที่หลากหลาย สอดคล้องกับคุณลักษณะของเด็กและเยาวชนแต่ละคน รวมทั้งเป็นการประเมินผลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเขา ไม่ใช่เพื่อตัดสินหรือจัดอันดับเปรียบเทียบเด็กแต่ละคน นอกจากนี้การแบ่งระดับชั้น หรือการเลื่อนระดับชั้นควรคำนึงถึงปัจจัยด้านความพร้อม ความสามารถ พัฒนาการของเด็กเป็นรายบุคคล ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะอายุเท่านั้น - โลก คือ ห้องเรียนของเด็กและเยาวชน เด็กและเยาวชนมีแนวโน้มที่จะเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และรูปแบบของสื่อที่ดึงดูดความสนใจของเด็กและเยาวชนมากกว่าการเรียนรู้ในห้องเรียน ห้องเรียนในมุมมองของเด็กและเยาวชนสมัยใหม่ จึงมิใช่แค่ห้องสี่เหลียมในโรงเรียนอีกต่อไป แต่หมายถึง โลกทั้งใบสามารถเป็นห้องเรียนของเด็กและเยาวชนเหล่านี้ได้ สิ่งเหล่านี้ ทำให้การศึกษาทางเลือกที่ต้องการของเด็กและเยาวชนเพิ่มมากขึ้น เด็กและเยาวชนจึงมีความต้องการให้สถานศึกษาปรับเปลี่ยนห้องเรียนในปัจจุบันให้มีความทันสมัยมากขึ้น นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอน ปรับสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก - Soft Skills ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โลกการทำงานในศตวรรษที่ 21 ต้องการแรงงานที่มีทักษะทั้ง Hard Skills และ Soft Skillsซึ่ง Hard Skills จะเป็นทักษะทางวิชาชีพ ความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กและเยาวชนได้รับจากการเรียนในสถานศึกษา ขณะที่ Soft Skills จะเป็นทักษะทางอารมณ์/สังคม อาทิ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น การแก้ปัญหา การปรับตัว ซึ่งในการทำงานผู้มี Soft Skills จะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า แม้ว่าเด็กและเยาวชนในปัจจุบันจะมีจุดแข็งในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เร็ว รู้จักและใช้งานเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง Hard Skills ในตัวเด็กและเยาวชน แต่ก็ยังมีจุดอ่อนที่ควรปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง Soft Skills เด็กและเยาวชนมีทักษะทางสังคมค่อนข้างน้อย เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรส่งเสริมและพัฒนาจุดอ่อนตรงนี้ให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชนก็เล็งเห็นความสำคัญของ Soft Skills และแสดงความต้องการที่จะพัฒนา Soft Skills โดยเด็กและเยาวชนจำนวนมากต้องการวิชาเรียนที่สามารถ Soft Skills ในด้านต่างๆ อาทิ การสื่อสาร ภาษาต่างประเทศ การนำเสนอในที่สาธารณะ ความคิดสร้างสรรค์ และวิธีการนำทักษะดังกล่าวไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันได้เด็กและเยาวชนมีความคิดเห็นว่าสาระที่ปรากฏอยู่ในหลักสูตรและรายวิชาต่างๆ ไม่ตรงต่อความต้องการของเด็กและเยาวชน อีกทั้ง สาระเหล่านั้นยังสามารถค้นหาได้จากสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก จึงไม่สามารถกระตุ้นความสนใจให้เด็กและเยาวชนอยากเรียนรู้ - AQ (Adversity Quotient) ความสามารถในการแก้ปัญหา และการเผชิญกับวิกฤต เป็นสิ่งที่ควรพัฒนาให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่เติบโตในสังคมที่มีความผันผวน แปรปรวน กำกวม และซับซ้อน เด็กรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากสื่อ และช่องทางที่หลากหลาย โดยที่เด็กยังไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอ และยังไม่สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณในข้อมูลที่ได้รับ เด็กจึงมองเห็นภาพสังคมเป็นสิ่งน่าหวาดกลัว ทั้งภัยจากธรรมชาติ และภัยจากมนุษย์ การรังแกกันทางสื่อสังคมออนไลน์ เด็กและเยาวชนจึงมีความต้องการพัฒนาทักษะการดำรงชีวิตและความสามารถในการแก้ปัญหาการเผชิญกับวิกฤต สะท้อนให้เห็นได้จาก ความต้องการเรียนวิชาเรียนใหม่ๆได้แก่ วิชาการเอาตัวรอดทุกสถาการณ์ วิชาการเผชิญหน้ากับความผิดหวัง วิชาการจัดการกับความตาย วิชาการป้องกันตัวจากภัยธรรมชาติ วิชาการป้องกันตัว การปฐมพยาบาล การช่วยเหลือชีวิต ดังนั้นควรส่งเสริมให้เด็กเกิดทักษะเรื่องดังกล่าวและบทบาทของผู้ปกครอง ครู หรือผู้ใกล้ชิดเด็กและเยาวชนควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ที่ถูกต้อง หรือร่วมให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ ข้อมูลข่าวสาร นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ปรึกษา สร้างความไว้วางใจ ให้ความรัก ความเข้าใจต่อเด็กเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งทางจิตใจเป็นภูมิคุ้มกันเด็ก และเพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้น - กศน.คือ คำตอบของการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน Generation Zเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่มีความต้องการที่หลากหลาย และมีความเป็นตัวของตัวเองสูงกว่าคนในรุ่นอื่นๆ รูปแบบการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ จึงแตกต่างจากคนกลุ่มอื่นด้วย คนใน Generation Z ต้องอิสระทางความคิดและการแสดงออก และไม่ชอบอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด การศึกษาในระบบจึงอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ได้ เด็กและเยาวชนบางส่วนจึงเริ่มออกจากระบบการศึกษา และหันมาให้ความสนใจกับการศึกษานอกระบบมากขึ้น การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จึงเป็นคำตอบของการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน Generation Z ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม กศน. ก็ต้องปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้ยึดหยุ่นและสอดคล้องกับความต้องการของเด็กและเยาวชนแต่ละคน รวมทั้งเพิ่มเติมเนื้อหาสาระให้ทันสมัย และดึงดูดความสนใจเด็กและเยาวชนมากขึ้น ซึ่งความสำเร็จของ กศน. จะเป็นการเติมเต็มศักยภาพของเด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โครงการที่ 4 รูปแบบและแนวทางการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ (Generation Z) โดยมีคณะวิทยาการการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย การดำเนินการโครงการดังกล่าว มีขอบเขตการดำเนินงานที่จะศึกษาวิจัยรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และแนวทางการเรียนรู้ เพื่อให้ทราบถึงโลกทัศน์และแบบแผนพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ กระบวนทัศน์ต่อบทบาทหน้าที่ ความใฝ่ฝัน จินตนาการ มุมมองถึงอนาคต การประกอบอาชีพ และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ รูปแบบการเรียนรู้ แบบแผนชีวิต และความคาดหวังต่อระบบการศึกษาและสังคมรอบข้าง โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับบริบทรอบข้าง ศักยภาพ สมรรถนะ โอกาสการพัฒนาของคนรุ่นใหม่ c]tอุปสรรค ข้อจำกัด ข้อท้าทาย และการเข้าถึงโอกาสแห่งการพัฒนาและการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ใน 10 กรณีศึกษา ดังนี้ 1) เยาวชนตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติ 2) เยาวชนแฟนคลับศิลปิน 3) เยาวชน “สายดาร์ก” ออนไลน์ 4) เยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์บนโลกอินเทอร์เน็ต 5) เยาวชนภายใต้ธุรกิจกวดวิชา (Youth and Shadow Education) 6) เยาวชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 7) เยาวชนผู้นำการเคลื่อนไหวทางการศึกษา (Young Social Activists) 8) เยาวชนผู้ประกอบการ (Young Entrepreneurs) ๙) นักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร 10) เยาวชนผู้มีอิทธิพลในสื่อสังคมออนไลน์ (Young Online Influencer) โดยมีผลการศึกษา ดังนี้ เมื่อพิจารณาจากเยาวชนรุ่นใหม่ทั้ง ๑๐ กรณีศึกษาพบว่า ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายนั้นมีหลากหลายมิติ เพื่อให้ตอบสนองกับอัตลักษณ์ โลกทัศน์ รูปแบบการเรียนรู้ และบริบททางสภาพแวดล้อมที่มีความเฉพาะของเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งในกรณีศึกษาแต่ละกลุ่มนั้นอาจมีข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะพื้นฐานของประชากรไทยแตกต่างกันไป บางกรณีศึกษาอาจนำไปสู่ข้อเสนอนโยบายที่ต้องการพัฒนาคุณลักษณะแค่บางด้าน ในขณะที่บางส่วนอาจจะครอบคลุมทั้ง ๓ ด้าน แต่โดยภาพรวมสามารถแบ่งความเกี่ยวข้องกับข้อเสนอจากกลุ่มกรณีศึกษากับคุณลักษณะตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้กว้างๆ ดังนี้ การพัฒนาผู้เรียนรู้ สำหรับคุณลักษณะของผู้เรียนรู้ในระดับขั้นพื้นฐานของประชากรไทย ประกอบไปด้วยความใฝ่รู้ สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบด้านได้ มีทักษะชีวิต และให้ความสนใจต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต คณะผู้วิจัยเห็นว่าเยาวชนในกรณีศึกษาต่างๆ นั้นต่างเผชิญกับแรงกดดันและความไม่เข้าใจจากผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งในสังคม ปัญหาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ในสังคมยังคงมีกรอบเรื่อง “การเรียนรู้ที่เหมาะสม” ซึ่งแตกต่างจากโลกทัศน์ของเยาวชนในปัจจุบันอยู่ หนึ่งในตัวอย่างคือการที่ผู้ใหญ่ในสังคมไทยยังคงให้น้ำหนักแก่การศึกษาในเชิงวิชาการมากกว่าคุณภาพ-ชีวิต ความสุข ความต้องการทางด้านอารมณ์และสังคมของเยาวชน ดังนั้นระบบการศึกษาจึงถูกสร้างบนพื้นฐานของความต้องการของผู้ใหญ่มากกว่าความต้องการของเยาวชนรุ่นใหม่ ความคาดหวังของผู้ใหญ่ที่สนใจแค่เพียงการประสบความสำเร็จ หน้าตา ภาพลักษณ์และรายได้ แต่ขาดความเข้าใจซึ่งกลายเป็นแรงกดดันที่นอกจากจะไม่ส่งเสริมให้เยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะชีวิตด้านอื่นๆ ด้วยแล้ว ยังอาจจะนำไปสู่การเพิ่มข้อจำกัดและปัญหาต่อศักยภาพในการศึกษาและการเรียนรู้ของพวกเขาตามมา เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องในมิตินี้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในด้านต่างๆ คือ นโยบายทางการศึกษา นโยบายทางด้านการพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ และนโยบายทางด้านสาธารณสุข สรุปได้ดังนี้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนรู้ นโยบายทางการศึกษาจึงควรส่งเสริมหลักสูตรความรู้เข้าใจในมิติด้านต่างๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และไม่ควรยึดการใช้มาตรฐานเดียวในการตัดสินและตีกรอบนักเรียนและนักศึกษาในฐานะผู้เรียนรู้ จากการเก็บข้อมูลคณะผู้วิจัยพบว่ามีความรู้ในอีกหลายๆ ด้านที่ยังไม่ได้รับการรวมในหลักสูตรการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพมากนัก เช่น จากกรณีศึกษาของเยาวชนสายดาร์กออนไลน์ สะท้อนให้เห็นว่าความรู้เรื่องเพศศึกษา ความเข้าใจเรื่องเพศในมิติต่างๆ ยังคงเป็นปัญหาค้างคาที่ผู้ใหญ่ในสังคมไทยไม่ได้ใส่ใจที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นทัศนคติแง่ลบต่อประเด็นเรื่องเพศที่กลายเป็นต้นตอปัญหาของการขาดความรู้เรื่องเพศและการขาดจริยธรรมทางด้านเพศของเยาวชนในสถาบันการศึกษาและในสังคมไทยโดยภาพรวม มิติด้านเพศถือเป็นตัวอย่างหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการขาดความรู้ที่เหมาะสมสามารถส่งผลต่อการขาดทักษะในการดำรงชีวิตของประชากรไทยได้เช่นกัน นอกจากนั้นนโยบายทางการศึกษาจึงควรมีพื้นที่ให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้พัฒนาทักษะที่สำคัญในการใช้ชีวิตในสังคมยุคปัจจุบันมากขึ้น เช่น ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ทักษะในฐานะสื่อบนสังคมออนไลน์ ทักษะการเป็นผู้นำและการเป็นผู้ขับเคลื่อนการศึกษา ซึ่งยังคงไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเส้นทางอาชีพที่สำคัญ เพราะ “ไม่มีเกียรติ” เป็นต้น ซึ่งคณะผู้วิจัยเห็นว่าเยาวชนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งมีศักยภาพในการเลือกเส้นทางอาชีพของตนเอง ฝึกฝนและพัฒนาตนเอง และมีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยในด้านต่างๆ ตั้งแต่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในฐานะผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ เป็นผู้นำทางความคิดของคนในวัยเดียวกัน หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงและลดข้อจำกัดของระบบการศึกษากระแสหลัก แต่บทบาทหน้าที่ของพวกเขากลับถูกมองข้ามและไม่ได้รับการส่งเสริมจากสถาบันการศึกษาเท่าที่ควร เนื่องจากทักษะเหล่านี้ถูกมองว่าไม่มีคุณค่าทางวิชาการ ไม่ได้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน คณะผู้วิจัยเชื่อว่าถ้าหากเยาวชนกลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนที่ส่งเสริมให้พวกพัฒนาศักยภาพที่พวกเขามีอยู่แล้วให้มากขึ้น ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่าในบริบทสังคมปัจจุบันการเริ่มต้นธุรกิจของเยาวชนรุ่นใหม่และการที่บุคคลทั่วไปสามารถทำหน้าที่ในฐานะสื่อบนสังคมออนไลน์เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้น และมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต ทางเลือกในชีวิตของคนรุ่นใหม่ไม่มากก็น้อย นโยบายทางด้านการพัฒนาสังคมหรือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควรจะให้ความสำคัญต่อประชากรมนุษย์ในฐานะผู้เรียนรู้ที่สามารถพัฒนาศักยภาพได้และมุ่งเน้นการสร้างสังคมที่ประกอบไปด้วยประชากรที่มีคุณภาพ นอกเหนือไปจากการส่งเสริมด้านการศึกษาเพื่อตอบสนองกับเป้าหมายทางอาชีพที่อาศัยทักษะเฉพาะด้าน เยาวชนควรได้รับการฝึกทักษะด้านอื่นๆ และส่งเสริมให้พวกเขามีโลกทัศน์ที่เหมาะสมกับบริบทในสังคมสมัยใหม่ ปรับตัวและสื่อสารกับคนในสังคมภายนอกที่มีบริบททางการศึกษาและสายอาชีพที่แตกต่างจากพวกเขาได้นอกเหนือไปจากนั้นนโยบายในส่วนนี้ควรกระจายไปถึงการฝึกอบรมผู้ที่ทำงานในสถาบันการศึกษา ผู้ที่ทำหน้าที่การจัดการการเรียนรู้และประชากรโดยทั่วไปที่ควรได้รับโอกาสพัฒนาทักษะชีวิตในพื้นที่การเรียนรู้ที่นอกเหนือไปจากสถาบัน-การศึกษา เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเยาวชนรุ่นใหม่ในปัจจุบันสามารถเรียนรู้จากทุกแหล่งความรู้โดยไม่จำกัดในพื้นที่สถาบันการศึกษาเท่านั้น ซึ่งถ้าหากประชากรโดยทั่วไปในสังคมมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล เยาวชนรุ่นใหม่ย่อมมีโอกาสได้เรียนรู้จากคนในสังคม พื้นที่ต่างๆ ในสังคมได้มากขึ้นโดยไม่จำกัดแค่ในโรงเรียน เช่น การที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้ทักษะการขายจากลุงป้าน้าอาในตลาดที่ตนเองเพิ่งเริ่มเปิดธุรกิจ หรือเยาวชนที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางความคิดบนสื่อออนไลน์สามารถค้นหาข้อมูลที่มีประโยชน์และน่าเชื่อถือบนสื่อออนไลน์ได้ง่ายขึ้นเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพ คุณลักษณะผู้เรียนรู้จึงไม่ใช่ความคาดหวังที่ผู้ใหญ่ส่งต่อไปแค่เฉพาะเยาวชนเท่านั้น แต่ควรเป็นหน้าที่หนึ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน ในฐานะต้นแบบและผู้ส่งต่อความรู้ให้กับเยาวชนรุ่นต่อๆ ไปพวกเราจึงมีบทบาทสำคัญที่จะแสดงให้เยาวชนเห็นว่าการเรียนรู้นั้นมีขอบเขตมากกว่าแค่เรื่องวิชาการ การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ต่างๆ นอกเหนือไปจากห้องเรียน และการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุดถ้าหากเราต้องการจะสร้างสังคมไทยที่เพรียบพร้อมไปด้วย “ผู้เรียนรู้” ดังนั้นในส่วนของนโยบายด้านการพัฒนาสังคมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงควรส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชนและผู้ใหญ่ร่วมกัน เพื่อทำให้การพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในไทยเพิ่มขึ้นได้ โดยไม่จำกัดอยู่ที่วัยใดวัยหนึ่ง นโยบายทางด้านสาธารณสุขควรตระหนักถึงผลกระทบของสุขภาพจิตในเยาวชนมากขึ้นในฐานะปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเรียนรู้ของพวกเขา เพื่อร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมให้สังคมป้องกันและเยียวยาความเครียดของเหล่าเยาวชน ซึ่งจากหลากหลายกรณีศึกษาในโครงการวิจัยนี้ เสียงของเยาวชนรุ่นใหม่สะท้อนให้เห็นความเครียดจากแรงกดดันของสังคม เช่น ในกรณีของเยาวชนตัวแทนโอลิมปิกวิชาการ และนักเรียนเตรียมทหาร หรือเยาวชนแฟนคลับศิลปิน BNK48 ที่ใช้การเป็นแฟนคลับในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและยกให้ศิลปินที่ตนเองชอบเป็นแรงบันดาลใจ เพราะพื้นที่อื่นๆ ของสังคมไม่สามารถให้พวกเขาได้ หรือแม้แต่เยาวชนสายดาร์กออนไลน์ที่ประสบกับการถูกตัดสินและตีกรอบของสังคมที่กีดกันไม่ให้พวกเขาได้มีโอกาสพูดคุยและเรียนรู้เรื่องเพศจนต้องเลือกที่จะอยู่ในพื้นที่ที่ปราศจากการตัดสินของผู้ใหญ่แทน เรื่องราวจากเยาวชนรุ่นใหม่ในกรณีศึกษาต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยยังขาดประสิทธิภาพในการให้พื้นที่โอบอุ้มและสนับสนุนสุขภาพจิตของเยาวชนรุ่นใหม่ และการดูแลเอาใจใส่สภาวะจิตใจและอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขา คณะผู้วิจัยเชื่อว่าการขาดความมั่นคงทางจิตใจ และการขาดสุขภาพจิตที่ดีย่อมนำไปสู่การขาดแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้ ความพยายามที่จะหลีกหนีจากสังคม ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลให้เยาวชนไทยบางส่วนไม่สามารถทำหน้าที่ในฐานะประชากรที่มีคุณภาพของสังคมได้ ดังนั้นในพื้นที่การเรียนรู้ สภาวะทางอารมณ์ของผู้ที่เรียนรู้ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม การส่งเสริมผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม ความคาดหวังต่อประชากรไทยในฐานะผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม ประกอบไปด้วยการมีทักษะที่เหมาะสมกับบริบททางสังคมในยุคศตวรรษที่ ๒๑ มีความฉลาดทางดิจิตัล มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถผสมผสานความรู้จากหลากหลายศาสตร์ รวมไปถึงการมีคุณลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งคณะผู้วิจัยพบว่าสอดคล้องกับข้อเสนอในหัวข้อที่ผ่านมา การสนับสนุนศักยภาพทางเทคโนโลยีนั้นยังคงถูกส่งเสริมเพียงแค่บางมิติเท่านั้น ถึงแม้ในสถาบันการศึกษาและสังคมไทย บทบาทของเทคโนโลยีในการส่งเสริมการศึกษาจะได้รับการกล่าวถึงและสนับสนุนมากขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ทักษะของการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ของเยาวชนนั้นยังค่อนข้างจำกัด เสียงจากเยาวชนรุ่นใหม่ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญที่ส่งเสริมการฝึกฝนตนเองและการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างเครือข่ายของเยาวชนรุ่นใหม่ ที่สนับสนุนให้พวกเขาสามารถมองหาทางเลือกที่แตกต่างซึ่งระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจ และสถาบันทางสังคมแบบเดิมไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ได้ ชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาของไทยยังคงไม่สามารถปรับตัวให้เท่าทันพัฒนาการของเทคโนโลยีทางการเรียนรู้และการสื่อสารได้ นอกเหนือไปจากนั้นเสียงจากเยาวชนในกลุ่มนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใหญ่ในสังคมบางส่วนยังคงยึดถือในค่านิยมบางชุดที่ตีกรอบมาตรฐานไว้ตายตัว และพยายามบังคับให้เยาวชนรุ่นใหม่ยึดถือค่านิยมที่ผู้ใหญ่คุ้นเคยในอดีต เมื่อเยาวชนเลือกเส้นทางที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ มักไม่ได้รับความเข้าใจและถูกลดทอนคุณค่าในทางเลือกที่พวกเขาออกแบบเอง ความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขากลายเป็นภัยต่อผู้ใหญ่ ความกล้าหาญของพวกเขาถูกมองว่าเป็นความไร้เดียงสา การคิดนอกกรอบกลายเป็นเรื่อง “ไม่เข้าท่า” ซึ่งสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งในตัวเองของผู้ใหญ่ที่คาดหวังอยากให้เยาวชนพัฒนาเพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีของสังคมสมัยใหม่ แต่กลับไม่พร้อมที่จะสนับสนุนให้พวกเขาเป็นแบบนั้นได้ในเชิงปฏิบัติ ในมิตินี้ข้อเสนอเชิงนโยบาย ให้ความสำคัญต่อนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยี ด้านการศึกษา ด้านวัฒนธรรมและด้านการพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ ดังนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายในด้านเทคโนโลยีจึงมีความเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะนี้โดยตรง เราจะเห็นได้ว่าเสียงจากเยาวชน ๑๐ กรณีศึกษาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีที่มีบทบาทต่อการเรียนรู้ของพวกเขาในหลายๆ ด้าน รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายปฏิสัมพันธ์ของพวกเขา จนเกิดเป็นสังคมบนพื้นที่ออนไลน์ที่เยาวชนรุ่นใหม่สามารถพบปะกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือสร้างการแปลี่ยนแปลงในระดับกว้างได้ ซึ่งนโยบายทางเทคโนโลยีควรเอื้อให้การเข้าถึงแหล่งความรู้บนโลกไซเบอร์มีความสะดวกขึ้น และควรทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านอื่นๆ ตั้งแต่หน่วยงานทางด้านการศึกษา สังคมวัฒนธรรม และแรงงาน เพื่อให้เยาวชนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น และเพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่สามารถมีโอกาสฝึกฝนและพัฒนาทักษะด้านอื่นๆ ได้ด้วยตนเองนอกเหนือไปจากการฝึกฝนในพื้นที่ของสถาบันการศึกษา รวมไปถึงการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางโอกาส เพื่อให้เยาวชนในหลากหลายพื้นที่มีความสามารถที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของตนเองได้ โดยไม่จำกัดแค่เยาวชนที่อยู่ในพื้นที่เมืองใหญ่เท่านั้น ในเวลาเดียวกันนโยบายทางด้านการศึกษาเองควรสนับสนุนให้เยาวชนมีทักษะทางภาษาอังกฤษและภาษาต่างชาติอื่นๆ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลในภาษาต่างประเทศผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งอนาคตทักษะทางภาษานี้จะช่วยทำให้เยาวชนไทยสามารถนำความรู้ที่ได้จากสังคมอื่นๆ มาช่วยพัฒนาและเปลี่ยนแปลงความรู้ในไทยได้ สถาบันการศึกษายังควรให้ความสำคัญต่อประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น การรู้เท่าทันภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ จริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิด cyber bullying เป็นต้น เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าความสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีไม่ควรอยู่แยกออกจากประเด็นทางด้านสังคมและศีลธรรม ดังนั้นนโยบายทางด้านวัฒนธรรมจึงไม่ควรให้ความสนใจเพียงแค่การรักษาอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย แต่ควรมองไปถึงการสร้างแบบแผนทางวัฒนธรรมของสังคมไทยที่เหมาะสมกับยุคสมัยที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นสังคมไทยควรมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างแบบแผนการใช้เทคโนโลยีบนพื้นที่ไซเบอร์ที่มีคุณภาพ เกื้อกูลต่อการเรียนรู้ และโอบอุ้มผู้เรียนรู้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากกรณีของการสร้างเครือข่ายสำหรับเยาวชนที่ทำงานที่ขับเคลื่อนการศึกษา เยาวชนผู้มีอิทธิพลบนสื่อออนไลน์ และเยาวชนแฟนคลับศิลปิน BNK48 ที่อาศัยเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร สร้างสังคมเล็กๆ ของผู้มีอุดมการณ์ร่วมกัน และออกมาทำการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์สังคม ซึ่งถือเป็นสังคมบนโลกออนไลน์ที่สังคมไทยควรสนับสนุน และสามารถเป็นต้นแบบของการสร้างวัฒนธรรมบนสังคมออนไลน์ที่มีประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยภาพรวม เพื่อส่งเสริมนโยบายทางด้านการศึกษาและวัฒนธรรม นอกเหนือไปจากนั้นข้อเสนอนโยบายเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะในฐานะผู้ร่วมสร้างนวัตกรรมนั้น ผู้กำหนดนโยบายทางด้านการพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ควรมองไกลไปมากกว่าแค่ความสามารถที่จะนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพียงแค่การสนับสนุนให้เยาวชนสามารถเรียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกต่างๆ ไม่สามารถส่งเสริมทักษะอื่นๆ ภายใต้กลุ่มคุณลักษณะนี้ นโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมย่อมมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ถ้าหากเยาวชนไม่ได้รับโอกาสที่จะมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นของตนเอง คิดวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์ และมีทักษะความรู้ความเข้าใจการทำงานร่วมกันของศาสตร์ต่างๆ การจัดระบบการศึกษาและการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ในสังคม จึงไม่ควรยึดถือแค่การสร้างโปรไฟล์ที่ดูดี เพื่อมายกสถานะทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ควรเปิดโอกาสให้เยาวชนเหล่านั้นสามารถเลือกสายอาชีพที่เติมเต็มความสุขของตนเอง ตอบโจทย์ของชีวิตในมิติอื่นๆ มากกว่าแค่เรื่องเกียรติยศและ “ความเป็นหน้าเป็นตาของสังคม” อย่างฉาบฉวย ความสามารถทางเทคโนโลยีควรมาพร้อมกับความเข้าใจเกี่ยวกับสังคม การยอมรับและปรับตัวเข้ากับความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ และการมีความรับผิดชอบต่อการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เพื่อพัฒนาตนเองและพัฒนาในสังคมด้วยเช่นกัน ซึ่งเราจะเห็นได้จากความพยายามของเยาวชนในกรณีศึกษาต่างๆ ข้างต้นที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อลดข้อจำกัดของระบบการศึกษา สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพิ่มช่องทางในการหารายได้ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ซึ่งถือว่าเป็นคุณลักษณะพิเศษของเยาวชนรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นในพลังของตนเอง แม้ว่าจะเป็นพลังเล็ก ๆ ก็ตาม ด้วยสาเหตุนี้นอกจากผู้ใหญ่จะให้ความสนใจเฉพาะมิติทางด้านวัตถุของเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้ว พวกเรามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจโลกทัศน์และรูปแบบการเรียนรู้ที่เติบโตไปพร้อมโลกที่ถูกขยายให้กว้างขึ้นโดยเทคโนโลยีเช่นกัน การสร้างพลเมืองที่เข้มแข็ง คุณลักษณะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีความรักชาติ รักท้องถิ่น ภูมิใจในความเป็นไทยและความเป็นอาเซียน รวมไปถึงการมีจิตสำนึกการเป็นพลเมืองไทยและส่วนหนึ่งของประชากรโลกที่จะต้องมีปฏิ-สัมพันธ์กับผู้คนที่มาจากหลากหลายสังคมและหลากหลายวัฒนธรรม ชี้ให้เห็นว่าการสร้างนโยบายที่ตอบสนองกับการรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยแต่ก็ปรับให้สังคมไทยโอบอุ้มความเป็นพหุวัฒนธรรมได้นั้นถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะสร้างให้เยาวชนรุ่นใหม่เติบโตเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งได้ เสียงจากเยาวชนจำนวนหนึ่งจากทั้ง ๑๐ กรณีศึกษา โดยเฉพาะเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์และเยาวชนสามจังหวัดชายแดนใต้ ถือเป็นตัวแทนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบการศึกษาและค่านิยมของสังคมไทยปัจจุบันที่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนให้ตอบสนองเป้าหมายการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งเมื่อมองในมิติภายในและระหว่างประเทศ อันเนื่องมาจากการขาดโอกาสที่ทำให้คนไทยในสังคมมีความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความหลากหลายทางความเชื่อและศาสนา นำไปสู่การสร้างมาตรฐานที่มองข้ามบริบทเฉพาะของเยาวชนบางกลุ่มที่ไม่ได้นับถือพุทธศาสนา หรือมีปูมหลังทางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร การให้ความสนใจเกี่ยวกับกรณีศึกษาของเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์และเยาวชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การให้น้ำหนักของนิยามความเป็นไทยที่มีความหลากหลายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติด้วยเช่นกัน เราจะเห็นได้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์บางส่วนอยู่ทั้งในพื้นที่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนในกรณีของพี่น้องชาวมุสลิมที่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับประชากรในประเทศมุสลิมต่างๆ ทั่วโลก เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมที่ประเทศไทยมีร่วมกับประเทศอื่นๆ ความตระหนักต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมในประเทศนั้นจึงสามารถสะท้อนให้เห็นความพร้อมของประชากรไทยที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของความหลากหลายทางวัฒนธรรม การทำงานร่วมกับผู้คนที่มาจากปูมหลังที่ต่างกัน และพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับความเป็นพหุวัฒนธรรมที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปภายใต้บริบทของยุคโลกาภิวัตน์ อคติที่เหยียดประเทศเพื่อนบ้านที่พบในห้องเรียนประวัติศาสตร์ การยกเอาพุทธศาสนาเป็นวิชาหลักที่นักเรียนต้องเรียนเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับศีลธรรม ย่อมไม่ใช่เครื่องสะท้อนความเป็น “พลเมืองที่เข้มแข็ง” ของประชากรไทยที่ดีนัก อุปสรรคของการมีส่วนร่วมของเยาวชนบางกลุ่มสะท้อนให้เห็นว่านโยบายของไทยยังไม่เอื้อต่อการสร้างสมดุลระหว่างความเป็น “พลเมืองไทยที่ดี” ตามขนบความเป็นไทย กับความเป็น “พลเมืองโลกที่ดี” ตามค่านิยมของประชาคมโลกที่คาดหวังให้ประชากรของแต่ละประเทศมีศักยภาพในการทำงานร่วมกัน เปิดรับความแตกต่าง และพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่ก้าวพ้นแนวคิดของเส้นเขตแดนรัฐ เมื่อมองในระยะยาวเยาวชนรุ่นใหม่จาก ๑๐ กรณีศึกษาควรได้รับการสนับสนุนให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกในปัจจุบันด้วย เช่น ในกรณีของนักศึกษาเตรียมทหารซึ่งจะต้องเติบโตไปเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องตัดสินใจและทำงานร่วมมือทางด้านความมั่นคงกับประเทศอื่นๆ หรือเยาวชนตัวแทนโอลิมปิกวิชาการที่ได้รับการคาดหวังให้นำความรู้ความสามารถทางวิชาการของพวกเขามาพัฒนาประเทศ แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขาเองควรจะได้รับทักษะและการสนับสนุนเพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้กับนักวิชาการในต่างประเทศด้วย หรือแม้แต่เยาวชนผู้ประกอบการที่ทำงานเป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจภายในประเทศที่สำคัญแต่ก็สามารถที่จะขยับขยายธุรกิจของตนเองไปสู่ระดับระหว่างประเทศได้ จากตัวอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้ คณะผู้วิจัยจึงเชื่อว่าการพัฒนาศักยภาพพลเมืองที่ดีของเยาวชนรุ่นใหม่ของไทยนั้นไม่ควรหยุดที่การเป็น “เด็กดี” ให้กับผู้ใหญ่ในสังคมไทยเท่านั้น แต่ควรมองภาพกว้างของการเติบโตของพวกเขาในฐานะประชากรโลกที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ในมิตินี้ข้อเสนอเชิงนโยบายให้ความสำคัญต่อนโยบายทางด้านการศึกษา นโยบายทางด้านเทคโนโลยี นโยบายทางด้านวัฒนธรรม และนโยบายทางด้านการพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ ดังนี้ ในส่วนของนโยบายทางด้านการศึกษา เยาวชนรุ่นใหม่ควรได้รับโอกาสที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นไทยที่ไม่ได้มีนิยามและมาตรฐานเพียงแค่หนึ่งเดียว และเปิดโอกาสให้เยาวชนจากทุกกลุ่มวัฒนธรรมมีความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของตนเอง ได้มีโอกาสศึกษาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกลุ่มตนเอง สามารถสานต่อและออกแบบวิธีการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมด้วยวิธีการของพวกเขา เพื่อให้เยาวชนจากวัฒนธรรมอื่น ๆ มีโอกาสที่จะได้รู้จักเกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเขามากขึ้น เช่นเดียวกับข้อเสนอเชิงนโยบายในหัวข้อที่ผ่านมา นโยบายเพื่อตอบสนองคุณลักษณะของการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ตั้งแต่เรื่องการศึกษาไปจนถึงเรื่องเทคโนโลยีซึ่งทำหน้าที่หลักในการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทย และโลกทัศน์ที่จะตอบสนองความเป็นประชากรโลกที่มีคุณภาพ สถาบันการศึกษาควรให้ความสำคัญต่อพหุวัฒน-ธรรมทั้งในสังคมไทยและการเข้าอกเข้าใจความหลากหลายที่จะเกิดจากการที่ประเทศไทยมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ค่านิยมการยกสยามประเทศให้เหนือประเทศเพื่อนบ้าน ทัศนคติที่เหยียดความต่างทางวัฒนธรรม จึงไม่ควรอยู่ในพื้นที่การศึกษาและการเรียนรู้ของเยาวชน และในเวลาเดียวกันเยาวชนควรได้รับโอกาสที่จะตระหนักต่อการสร้างประชาคมโลก สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนอกประเทศ และการอยู่ร่วมกันกับประเทศอื่นๆ เพื่อรับมือกับปัญหาที่อยู่เหนือการแบ่งเส้นเขตแดนรัฐ ซึ่งการเรียนรู้ความเป็นประชาคมโลกนั้นไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเรียนในห้องเรียนเท่านั้น โครงการที่ 5 การจัดทำมาตรฐานการจัดการศึกษาผู้สูงอายุตามกรอบมาตรฐานการศึกษาของชาติ โดยมี ผศ. ดร.ณัฐญา นาคะสันต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย การจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ มีเป้าหมายที่สำคัญ คือ ต้องการให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าในตนเอง สามารถปรับตัวให้สอดรับกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ทั้งนี้ ประเด็นแรกที่ควรดำเนินการ คือ การสร้างแรงจูงใจให้ผู้สูงอายุมีความต้องการที่จะเรียนรู้ และในการจัดการศึกษา/การเรียนรู้มีหลักที่ควรยึดเป็นแนวทางปฏิบัติดังนี้ 1) เนื้อหาสาระตรงตามความสนใจ และความต้องการของผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง 2) รูปแบบวิธีการสอน หรือการจัดกิจกรรมควรคำนึงถึงศักยภาพทางด้านร่างกาย และเนื้อหาสาระ ทั้งนี้วิธีการที่ควรนำมาใช้คือ การทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งความรู้ และประสบการณ์ ซึ่งจะทำให้ผู้สูงเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และเห็นคุณค่าในชีวิต 3) วิทยากรหรือครูผู้สอน ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในเนื้อหาที่มาสอน และสิ่งสำคัญผู้สอนต้องทำงานร่วมกับผู้สูงอายุ ต้องมีจิตวิทยาและมีความเข้าใจผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก ต้องใจเย็น และมีความเป็นกันเอง ทั้งนี้อาจเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุหรือปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเข้ามาทำหน้าที่ 4) เวลาในการจัดการศึกษาหรือจัดกิจกรรมไม่ควรใช้เวลามากเกินไป เพราะอาจกระทบต่อสุขภาพ และสร้างความเบื่อหน่ายให้ผู้สูงอายุ 5) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้สูงอายุไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักว่าผู้สูงอายุได้รับความรู้ หรือทักษะในระดับใด แต่จะเป็นในลักษณะของการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้หรือกิจกรรม ทั้งนี้ วิธีที่นำมาใช้ขึ้นกับสิ่งที่ต้องการวัดและประเมินซึ่งสามารถใช้ได้หลากหลายวิธี เช่น การสังเกต หรือการทำแบบสอบถาม เป็นต้น 6) สถานที่มีความเหมาะสมต่อผู้สูงอายุ และการจัดกิจกรรม รวมถึงมีความสะดวกในการเดินทาง 7) การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุควรให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น ผู้สูงอายุ ครอบครัวผู้สูงอายุ ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จากหลักการดังกล่าว ประกอบกับการวิเคราะห์เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จึงได้จัดทำเป็นมาตรฐานการจัดการศึกษาผู้สูงอายุ ตามกรอบมาตรฐานการศึกษาของชาติ ได้ดังนี้ ปรัชญาการจัดการศึกษาผู้สูงอายุ แนวคิดหลักในการจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ เป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานสำหรับผู้สูงอายุ การจัดการศึกษาผู้สูงอายุถือเป็นการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข อันจะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้เป็นอย่างดี หลักการสำคัญของการจัดการศึกษาผู้สูงอายุ การจัดการศึกษาผู้สูงอายุยึดหลักความต้องการของผู้สูงอายุ ทั้งความต้องการทางด้านร่างกาย ความต้องการทางด้านจิตใจ รวมทั้งความต้องการทางด้านสังคม – เศรษฐกิจ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของผู้สูงอายุ เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุและเสริมความรู้ให้กับผู้สูงอายุอาทิ จิตสังคม สิทธิสุขภาพ การจัดการการเงิน ธรรมสร้างสุข และปกณิกะสาระบันเทิง เพื่อฝึกฝนตนเองให้มีทักษะที่ทันสมัยอยู่เสมอเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การเตรียมตัว เพื่อยอมรับ และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข ภายใต้วิสัยทัศน์แผนบูรณาการ ๔ กระทรวงหลัก อังได้แก่ “ผู้สูงวัย เป็นหลักชัยของสังคม” และเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเอง ดำรงชีวิตประจำวันได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี การจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุจึงต้องยึดหลักการส่งเสริมสนับสนุนให้ผุ้สุงอายุสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในวัยของตนได้เป็นอย่างดี และตอบสนองต่อปรัชญาการศึกษาตลอดชีวิตอันสอดคลอ้งกับความต้องการของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต หลักการจัดการศึกษาของผู้สูงอายุมักจัดเป็นกิจกรรมมี ๓ ประเภท ได้แก่ กิจกรรมการศึกษาความรู้พื้นฐาน เพื่อให้เกิดความรู้เพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ กิจกรรมการฝึกอาชีพ เพื่อให้เกิดความรู้และทักษะอาชีพ สร้างรายได้ก่อให้เกิดการพึ่งตนเอง และกิจกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้เป็นการศึกษาตามอัธยาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เป็นไปตามหลักการในการจัดการศึกษาผู้สูงอายุ จึงได้กำหนดมาตรฐานการจัดการศึกษาผู้สูงอายุไว้ ๓ มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานที่ ๑ มาตรฐานด้านคุณภาพผู้สูงอายุ มาตรฐานที่ ๒ มาตรฐานด้านการจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ มาตรฐานที่ ๓ มาตรฐานด้านการจัดสภาพแวดล้อมการจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ โครงการที่ 6 การจัดการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของชาติที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ ความต้องการและภูมิสังคม โดยมีสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ เป็นผู้ดำเนินการวิจัย การพัฒนาการจัดการศึกษาโดยคำนึงถึงความแตกต่างในเชิงพื้นที่ เป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่จะเป็นทางออกในการพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เนื่องจาก ในแต่ละพื้นที่จะมีต้นทุนทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติที่แตกต่างกัน การจัดการศึกษาจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างตรงนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ มีผลการศึกษา ดังนี้ ผลที่ได้รับจากการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาก่อให้เกิดการรวมกลุ่มแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นทำให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน สถานศึกษาและหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม อาทิ จังหวัดชลบุรี ที่ตั้ง LINE GROUP ขึ้นมาแล้วมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การค้าและบริการในระดับจังหวัด ตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง และดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือของเครือข่ายในการจัดทำแผนการผลิตและพัฒนากำลังคนของจังหวัดการจัดทำฐานข้อมูล สถานการณ์ความต้องการแรงงานจังหวัดหรือที่จังหวัดภูเก็ตทางสภาอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต โดยนางสาวเชิญพร กาญจนสายะ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต ที่จะให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาอย่างเต็มที่ ขอให้ทางสถานศึกษาแจ้งความต้องการมาที่สภาอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถ้าเครือข่ายผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การค้าและบริการในระดับจังหวัด เกิดขึ้นจริง เรื่องของการจัดการศึกษา การปรับหลักสูตรตามอัตลักษณ์ ความต้องการและภูมิสังคมของพื้นที่ต่างๆ จะสามารถดำเนินการได้จริง และมีประสิทธิภาพ เพราะ เกิดจากการทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างแท้จริง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แยกข้อเสนอแนะเป็น ๔ ส่วนดังนี้ ข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาล 1. ส่งเสริมการกระจายรายได้ลงสู่พื้นที่ ตามอัตลักษณ์ของชุมชน ชุมชนเข้มแข็ง เช่น จังหวัดเชียงใหม่ มีจุดเด่นเรื่อง สินค้าหัตถกรรม ร่มบ่อสร้าง และการท่องเที่ยว จึงต้องสร้างคนที่มีสมรรถนะเข้าไป พัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าท้องถิ่นเหล่านี้ ในส่วนของผู้ประกอบการจะได้รับแรงงานที่มีทักษะเข้ามา ส่วนผู้เรียนเมื่อจบมาจะมีงานทำเกิดรายได้และเมื่อมีทักษะสูงตรงตามความต้องการของสถานประกอบการก็จะได้รับค่าตอบแทนสูงขึ้นด้วย เศรษฐกิจของจังหวัดจะเพิ่มขึ้น 2. รัฐบาลต้องส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ต่างๆ โดยคำนึงถึงอัตลักษณ์ความต้องการและภูมิสังคม เช่น จังหวัดชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม ในโครงการ EEC ต้องสร้างระบบการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศเพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในพื้นที่ จะเกิดงานรองรับทั้งคนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง จะสามารถเพิ่มรายได้ GDP ของจังหวัดได้แต่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีจุดขายที่ความสวยงามทางธรรมชาติ อาจไม่ต้องการความเจริญทางเทคโนโลยีหรือความเจริญทางโครงสร้างพื้นฐานมากนัก 3. จัดตั้งสถาบันเฉพาะทางที่เป็นสาขา ตรงตามความต้องการของพื้นที่ เช่น จังหวัดชลบุรีให้จัดตั้งสถาบันหุ่นยนต์เพื่อผลิตบุคลากรรองรับความต้องการแรงงาน ด้านหุ่นยนต์และแมคคาทรอนิกส์ในพื้นที่ หรือจังหวัดขอนแก่น จัดตั้งสถาบันการขนส่งทางราง เพื่อผลิตบุคลากรรองรับการพัฒนาด้านศูนย์กลางการขนส่งทางรางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออาจจัดตั้งเป็นศูนย์สาธิตการผลิตสินค้า การนำเข้า-ส่งออกสินค้า ศูนย์การเกษตรทางเลือก เป็นต้น 4. รัฐบาลต้องลงทุนทางการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างคนที่มีทักษะสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้กับพื้นที่ เพิ่ม Productivity ในการผลิตสินค้าชุมชน และสร้างคนที่มีทักษะ มีความพร้อมในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยยกระดับการผลิตของภาคอุตสาหกรรม 5. เมื่อรัฐบาลพัฒนาจังหวัดหลักให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ต้องขยายสู่จังหวัดรอง เช่น เมื่อพัฒนา เชียงใหม่จนมีเศรษฐกิจดีแล้ว ก็ขยายต่อมายังลำพูนหรือเชียงราย โดยใช้หลักการเดียวกันคือลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเลือกพัฒนาให้เหมาะสมกับอัตลักษณ์ของจังหวัด ก็จะสามารถยกระดับรายได้ของจังหวัดรอง ต่อไป ข้อเสนอแนะสำหรับหน่วยงานนโยบาย 1. นำมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ.2561 ในรูปแบบของผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ เป็นกรอบการจัดทำมาตรฐานการศึกษาแต่ละระดับ และมาตรฐานสถานศึกษา รวมถึงการประกันคุณภาพการศึกษา ให้ผู้เรียนที่จบมามีคุณภาพเท่าเทียมกัน ๒. สร้างเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การค้าและบริการในระดับจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ ดังนี้ 2.1 จัดทำแผนผลิตและพัฒนากำลังคนของจังหวัด ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ ความต้องการและภูมิสังคม ของจังหวัด 2.2 จัดทำฐานข้อมูล สถานการณ์ความต้องการแรงงานของสถานประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐ เอกชน 2.3 บูรณาการความร่วมมือกันในการจัดทำหลักสูตรที่เหมาะสมกับพื้นที่จังหวัด 2.4บูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับแรงงานในสถานประกอบการ ผู้เรียนในสถานศึกษา และคนในพื้นที่ ในด้านคุณลักษณะ/ทักษะการทำงาน และการเรียนรู้เพื่อสร้างอาชีพ ที่ทันต่อเทคโนโลยี 2.5 เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนทราบ และเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ข้อเสนอแนะสำหรับสถานศึกษาและสถานประกอบการในพื้นที่ สถานศึกษา 1. การผลิตและพัฒนาผู้เรียนในท้องถิ่นต้องทำตามความต้องการและภูมิสังคมของพื้นที่ ควรเปิดโอกาสให้สถานศึกษาในท้องถิ่นสามารถตัดสินใจเลือกหลักสูตร ออกแบบการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับพื้นที่ได้เอง เช่นที่เชียงใหม่เสนอว่า หลักสูตรแกนกลางกว่า 40 % เรียนไปแล้วไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ควรจัดหลักสูตรตามความต้องการท้องถิ่น 60 % และหลักสูตรแกนกลาง 40 % ส่วนที่ภูเก็ตบอกว่า “เด็กไม่อยากเรียนแต่ต้องเรียน” เด็กเรียนภาษาอังกฤษได้เกรด 4 ทุกเทอม แต่เรียนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ไม่ดี ทำให้เกรดเฉลี่ยรวมเหลือ ๒ กว่า ซึ่งจบมาทำงานที่โรงแรมใช้ทักษะภาษาอังกฤษอย่างเดียวไม่ได้ใช้ฟิสิกส์หรือการคำนวณเลย 2. เปิดหลักสูตรระยะสั้นตามความต้องการของพื้นที่ ในสถานศึกษาระดับต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร โดยความร่วมมือกันของมหาวิทยาลัย วิทยาลัย สำนักงาน กศน. กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจใช้รูปแบบเป็นการเรียนการสอนจริง การเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ หรือ E-Learning รวมถึงการฝึกอบรมต่างๆ ซึ่งต้องมีการรับรองมาตรฐานผู้เรียนถ้าผ่านจะได้รับใบ Certificate เพื่อนำไปใช้ประกอบการทำงานต่อไป 3. สร้างอัตลักษณ์สถานศึกษาให้โดดเด่น เช่น มหาวิทยาลัยบูรพา โดดเด่นเรื่องการผลิตครู หรือโรงเรียนเอ โดดเด่นในเรื่องภาษาอังกฤษ 4. สถานศึกษาที่จัดการศึกษาทางอาชีพเน้นพัฒนาคุณลักษณะด้านภาษา ที่เน้นเฉพาะศัพท์ทางเทคนิคหรือภาษาเพื่อการสื่อสารทางเทคนิค รวมถึงทักษะการคิดคำนวณทางเทคนิค เช่น ผู้เรียนที่เข้าไปฝึกงานในสถานประกอบการต้องมีความรู้เกี่ยวกับศัพท์ทางเทคนิค เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ต่างๆได้ 5. เน้นการศึกษาแบบทวิภาคีในระดับอาชีวศึกษาและเน้นสหกิจศึกษาในระดับอุดมศึกษา 6. ฝึกทักษะชีวิต ให้นักเรียนในโรงเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัย นักศึกษาในวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย สถานประกอบการ 1. การพัฒนาครูรุ่นใหม่ โดยการให้เข้าไปเรียนรู้ในสถานประกอบการร่วมกับนักศึกษาฝึกงาน เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีการผลิตที่รวดเร็ว การเรียนการสอนจึงต้องปรับตัวตามให้ทัน โดยเฉพาะครูผู้สอนต้องเปลี่ยการสอนใหม่ให้ผู้เรียนสามารถเรียนจบไปแล้วเข้าทำงานได้จริง ปฏิบัติงานได้เลย ครูจึงจำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตในโรงงานได้อย่างดีก่อนไปถ่ายทอดให้นักเรียน สถานประกอบการพร้อมที่จะนำครูเข้าไปเรียนรู้ในสถานประกอบการพร้อมเทรนนิ่งการใช้งานเครื่องจักรและเทคโนโลยีให้ด้วย 2. เน้นการศึกษาแบบทวิภาคีในระดับอาชีวศึกษาและเน้นสหกิจศึกษาในระดับอุดมศึกษา 3. จัดระบบการเรียนรู้ในห้องเรียนควบคู่กับการลงมือทำงานจริงในทุกมหาวิทยาลัยที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริงให้กับแรงงานจบใหม่ โดยนายจ้างมีส่วนร่วมในการร่างหลักสูตรการสอน และออกข้อสอบเพื่อประเมินผลทักษะของแรงงานเหมือนกับ Dual System of Education ที่เยอรมนี คนในพื้นที่ 1. สร้างชุมชนเข้มแข็ง ผู้นำที่เข้มแข็งในการพัฒนาอาชีพในพื้นที่ สร้างการทำงานร่วมกันของคนและหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ต้องรอการช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว 2. เปลี่ยนทัศนคติด้านการศึกษา ไม่จำเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้รับปริญญา แต่ปล่อยให้เด็กได้เลือกเรียนตามความต้องการของตนเอง หรือเรียนตามสาขาที่จบมาแล้วเป็นที่ต้องการของสถานประกอบการในพื้นที่ หรือเป็นผู้ประกอบการที่มีอาชีพเหมาะสมกับท้องถิ่น ตามเศรษฐกิจฐานราก 3. การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ต้องร่วมมือกันในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ของตนเอง

คำสำคัญ

การเรียนรู้Learning DevelopmentมาตรฐานการศึกษาMiddle Income TrapEducation Standardกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

แนวทางการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยสำหรับประเทศไทย

ชนกนารถ บุญวัฒนะกุล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2559

รูปแบบการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในประเทศไทย

สุมลนิตย์ เกิดหนุนวงศ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2557

การพัฒนาระบบการศึกษาอาชีพและการเรียนรู้นอกระบบเพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศไทย

พิริยะ ผลพิรุฬห์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. 2557

รูปแบบการจัดการศึกษาทางเลือกสำหรับเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ในเขตพื้นที่สูงภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย

วิเชียร ธำรงโสตถิสกุล มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2556

พลวัตของการศึกษาในชุมชนไทย

มณฑนา พิพัฒน์เพ็ญ มหาวิทยาลัยทักษิณ พ.ศ. 2555

พัฒนาการ สถานภาพการเรียนการสอนและงานวิจัย นโยบายสาธารณะของไทย

ปิยากร หวังมหาพร มหาวิทยาลัยศรีปทุม พ.ศ. 2553

บทวิพากษ์วิธีวิทยาการวิจัยทางการศึกษาในประเทศไทย

วารุณี ลัภนโชคดี สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2557

รูปแบบชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพครูของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย

ประภาภรณ์ คำโอภาส มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2560

นโยบายอุดมศึกษาที่พึงประสงค์ของประเทศไทย

รัชนีวรรณ แดงวิไลลักษณ์ มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2559

รูปแบบการจัดการศึกษาอย่างมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

สำเนียง ไวยารัตน์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย พ.ศ. 2558