การวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการวิจัยของนักศึกษาวิชาชีพครูสู่การผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติการคุณภาพ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลรูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการวิจัยของนักศึกษาวิชาชีพครูสู่การผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติการคุณภาพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี สังกัดคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาที่จำนวน 1,012 คน มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 67 คน ได้มาจากวิธีสุ่มแบบเจาะจง มีวิธีการดำเนินการวิจัยและพัฒนา 5 ขั้นตอน คือ 1) การตรวจสอบกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีของรูปแบบการจัดการความรู้ 2) การสร้างรายละเอียดรูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการวิจัย 3) การตรวจสอบและการปรับปรุงรูปแบบการจัดการเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการวิจัยของนักศึกษา 4) การสร้างเครื่องมือประเมินประสิทธิผลรูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการวิจัย และ 5) การทดลองรูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการวิจัยของนักศึกษาวิชาชีพครูสู่การผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติการคุณภาพในภาคสนามซึ่งผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. รูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการวิจัยของนักศึกษาวิชาชีพครูสู่ การผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติการคุณภาพ มีความสอดคล้อง มีความเหมาะสม และมีความเป็นไปได้สามารถนำไปใช้เสริมสร้างสมรรถภาพการวิจัยของนักศึกษาวิชาชีพครูได้ 2. ผลการทดลองรูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการวิจัยของนักศึกษาวิชาชีพครูสู่การผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติการคุณภาพ พบว่า 1) ปฏิกิริยาการตอบสนองของนักศึกษาวิชาชีพครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 2) ผลการประเมินสมรรถภาพการวิจัย การประเมินการนำความรู้ ทักษะใหม่สู่การปฏิบัติ และการประเมินผลงานที่เกิดจากการทำวิจัยหลังการพัฒนาด้วยรูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการวิจัยของนักศึกษาวิชาชีพครูสู่การผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติการคุณภาพมีค่เฉลี่ยสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01