การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างทักษะทางปัญญาของนักศึกษาครู คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏด้วยการเรียนรู้แบบการจัดการความรู้
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะทางปัญญาของนักศึกษาครู คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ 2) พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างทักษะทางปัญญาของนักศึกษาครูคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏด้วยการเรียนรู้แบบการจัดการความรู้ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเสริมสร้างทักษะทางปัญญาของนักศึกษาครู คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏด้วยการเรียนรู้แบบการจัดการความรู้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาครูสาขาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏที่เป็นตัวแทนภูมิภาค จํานวน 5 สถาบัน รวมทั้งสิ้นจํานวน 320 คน ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ประเมินคุณภาพรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และใช้รูปแบบกับนักศึกษาสาขาการศึกษาปฐมวัย โดยใช้แบบแผนการทดลองก่อนเรียน และหลังเรียนแบบมีกลุ่มควบคุมเครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ซึ่งได้รับการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ มีค่าดัชนีความสอดคล่องตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป ค่าความเที่ยงของแบบทดสอบ (KR20) เท่ากับ 0.89 และแบบประเมินรูปแบบ สถิติที่ใช้ ได้แก้ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (Analysis of variance: ANOVA) และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างภายหลังรายคู่ (Post-hoc Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (คะแนนเฉลี่ย 24.92 จากคะแนนเต็ม 40) 2) รูปแบบการเสริมสร้างทักษะทางปัญญาด้วยการเรียนรู้แบบการจัดการความรู้ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1. การกําหนดปัญหา/สิ่งที่ต้องเรียนรู้ 2. การวางแผนการเรียนรู้ 3. การสร้างความรู้ร่วมกัน 4. การนําเสนอและการนําความรู้ไปใช้และทักษะ ทางปัญญา ได้แก่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการวิเคราะห์หลักการ 2. ด้านการวิเคราะห์ความสําคัญ 3. ด้านการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ โดยการประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่ามีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ( X = 4.60) 3) ผลการใช้รูปแบบพบว่ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการคิดวิเคราะห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุม (t = 7.62, sig. = .00)