การพัฒนาทักษะการวิจัยด้านการคิดเชิงเหตุและผลของนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงเหตุและผลของนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาโปรแกรมวิชาดณิตศาสตร์และโปรแกรมวิชาวิทยาตาสตร์ทั่วไป คณะครุดาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 499 คน ประกอบด้วย โปรแกรมวิชาณิตศาสตร์ จำนวน 281 น และโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปจำนวน 218 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นเอกสารประกอบการสอนประเภทแบบฝึกทักษะการคิดเชิงเหตุและผล ใน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การบอกองค์ประกอบของการคิดเชิงเหตุและผลของระบบ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของการคิดเชิงเหตุผล และการประยุกต์ใช้การคิดเชิงเหตุและผลในการแก้ปัญหา วิเราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ การ ทดสอบคำที่ (t-test) และการวิเดราะห์ความแปรปรวน (F-test) ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษามีทักษะการดิดเชิงเหตุและผล โดยรวม คิดเป็นร้อยละ 89.45 เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบพบว่า การบอกองค์ประกอบของการคิดเชิงเหตุและผลของระบบ คิดเป็นร้อยละ 93.77 องค์ประกอบของการลร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของการคิดเชิงเหตุผล ดเป็นร้อยละ 79.08 และองค์ประกอบของการประยุกต์ใช้การคิดเชิงเหตุและผลในการแก้ปัญหา คิดเป็นร้อยละ 95.51 เมื่อเปรียบเทียบทักษะการติดเชิงเหตุและผล จำแนกตามโปรแกรมวิชา พบว่าโดยรวมนักศึกษาโปรแกรมวิชาดณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทั่วไปมีทักษะการคิดเชิงเหตุและผลไม่แตกต่างกัน จำแนกตามชั้นปีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยในชั้นปีที่ 1 ชั้นปีที่ 2 โปรแกรมวิชาณิตศาสตร์มีดำเฉลี่ยสูงกว่ ส่วนชั้นปีที่ 4 โปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์ ทั่วไปมีค่าเฉลี่ยสูงกว่า การจำแนกตามระยะเวลาในการทำแบบฝึกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 05 โดยโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปใช้ระยะเวลาในการทำแบบฝึกน้อยกว่า จำแนกตามระดับผลการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยกลุ่มเก่งมีทักษะการคิดเชิงเหตุผลสูงกว่ากลุ่มอ่อน จากการวิจัยดรั้งได้ข้อดันพบว่า นักศึกษามีการบอกองค์ประกอบของการคิดเชิงเหตุและผลของระบบ และมีการประยุกต์ใช้การคิดเชิงเหตุและผลในการแก้ปัญหาอยู่ในระดับที่นำพอใจ แต่ควรได้รับพัฒนาทักษะการดิดเชิงเหตุและผลในองค์ประกอบของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของการดิดเชิงเหตุผล และดวรพัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุ และผลสำหรับนักศึกษาที่มีผลการเรียนต่ำ